ลูกคนรวยเรียนคณะอะไร
ทายาทธุรกิจส่วนใหญ่เลือกเรียนคณะอะไรเพื่อต่อยอดกิจการ?
ตอนแรกก็คิดว่านะ คงต้องเป็นบริหารธุรกิจแหละ แต่พอมาดูจริงๆ แล้ว มันก็ไม่เสมอไปนะ
มีเพื่อนคนนึงนะ พ่อแม่ทำโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ใหญ่เบ้อเริ่มเลย แต่ลูกชายดันไปเรียนวิศวะไฟฟ้าซะงั้น เขาบอกว่าอยากเข้าใจกระบวนการผลิตจริงๆ มากกว่า
บางคนก็เรียนนิเทศศาสตร์ก็มีนะ อย่างธุรกิจครอบครัวที่เกี่ยวกับแบรนด์ หรือของกินของใช้น่ะ การตลาด การสื่อสาร มันสำคัญจริงๆ
ส่วนตัวนะ ฉันว่ามันอยู่ที่สายธุรกิจของครอบครัวมากกว่า ถ้าเป็นธุรกิจบริการ อย่างโรงแรม ร้านอาหาร ก็อาจจะเรียนการโรงแรม หรือบริหารอุตสาหกรรมบริการ
หรือบางทีนะ พ่อแม่ก็ไม่ได้บังคับเท่าไหร่ ลูกอยากเรียนอะไรก็ให้เรียนตามใจชอบ ขอให้ตั้งใจเรียนก็พอ อย่างพี่สาวเพื่อนฉันนะ เขาอยากเป็นสถาปนิก ก็ไปเรียนสถาปัตย์เลย ทั้งๆ ที่บ้านทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ดังนั้น คณะที่เลือกมันหลากหลายนะ ไม่ได้จำกัดแค่บริหารธุรกิจอย่างเดียวจริงๆ
มหาลัยไหนคนรวยเรียนเยอะ
จะถามว่ามหาลัยไหนคนรวยเรียนเยอะเนี่ย มันก็มีหลายปัจจัยนะ แต่ถ้าเรามองที่ตัวสถาบันว่ารวยอู้ฟู่ชนิดที่มหาลัยอื่นต้องมองตาปริบๆ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นี่แหละ ยืนหนึ่งแบบไม่ต้องสงสัยเลย ก็ของมันดีใครๆ ก็อยากเข้าไง! มูลค่าทรัพย์สิน โดยเฉพาะที่ดินนะ ระดับชาติจริงๆ.
ลองคิดดูสิ ราคาประเมินที่ดินแถวนั้นนะ พุ่งไปถึง 260,000-900,000 บาทต่อตารางวา เลยนะ จุฬาฯ เขาได้ราคาไฮเอนด์สุดๆ คือ 900,000 บาทต่อตารางวา ไม่รวมตึกรามบ้านช่องนะ แค่ที่ดินเปล่าๆ อย่างเดียว คูณเข้าไปแล้วนะ ทั้งหมดนี่ตีเป็นเงินได้สูงถึง 415,000 ล้านบาท! คุณพระช่วย! นี่มันมหาลัยหรือแลนด์ลอร์ดกันแน่เนี่ย!
415,000 ล้านบาท นี่ไม่ใช่แค่เยอะนะ แต่มันมหาศาลเลยล่ะ! มูลค่าที่ดินขนาดนี้ทำให้จุฬาฯ กลายเป็น มหาวิทยาลัยที่มีมูลค่าที่ดินสูงที่สุดในประเทศไทย แบบไร้คู่แข่ง สมแล้วที่อยู่ใจกลางเมืองทองคำขนาดนั้น ไม่แปลกใจเลยที่ใครๆ ก็บอกว่าที่นี่น่ะมีต้นไม้เป็นเงิน ต้นหญ้าเป็นทองจริงๆ!
- ที่ตั้งสุดพรีเมียม: จุฬาฯ ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ ติดรถไฟฟ้า ใกล้แหล่งธุรกิจ ช้อปปิ้ง และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทำเลทองที่ใครๆ ก็อยากจับจอง.
- ศักยภาพในการลงทุน: ทรัพย์สินมหาศาลนี้ทำให้จุฬาฯ มีงบประมาณสำหรับพัฒนาการศึกษาอย่างเต็มที่ ทั้งอาคารเรียนทันสมัย ห้องปฏิบัติการสุดล้ำ และทุนวิจัยที่สนับสนุนความก้าวหน้าไม่หยุดหย่อน.
- แหล่งรายได้หลากหลาย: นอกจากมูลค่าที่ดินแล้ว จุฬาฯ ยังมีรายได้จากค่าเทอม ค่าเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ และเงินบริจาคจากศิษย์เก่าและผู้มีจิตศรัทธาที่รักสถาบันอย่างเหนียวแน่น.
- ปัจจัยดึงดูดนักศึกษาฐานะดี: นักศึกษาที่มีฐานะมักเลือกมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง มีเครือข่ายศิษย์เก่าที่แข็งแกร่ง และมีหลักสูตรตอบโจทย์อนาคต ซึ่งจุฬาฯ มีครบทุกข้อ.
- มหาวิทยาลัยอื่นที่โดดเด่น: มหาวิทยาลัยอื่นที่มักถูกพูดถึงเรื่องนักศึกษาจากครอบครัวมีฐานะ ได้แก่ มหิดล (โดยเฉพาะบางคณะยอดนิยม), ธรรมศาสตร์ (วิทยาเขตท่าพระจันทร์) หรือมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำบางแห่ง ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลย.
เรียนคณะอะไรจบมาแล้วรวย
เรื่องคณะที่เรียนแล้ว "รวย" น่ะ มันซับซ้อนกว่าแค่เงินเดือนเริ่มต้นเยอะนะ แต่ถ้าจะมองจากตัวเลขเฉลี่ยบัณฑิตจบใหม่ที่ Jobsdb ไทย เขาเก็บข้อมูลมาให้เห็นภาพปี 2566 ก็น่าสนใจดี
คณะที่บัณฑิตจบใหม่เงินเดือนเฉลี่ยสูงสุด:
- แพทยศาสตร์: $46,477.74 บาท สูงสุดจริงอะไรจริง แต่ก็แลกมาด้วยอะไรหลายอย่างเลยนะ
- ทันตแพทยศาสตร์: $38,030.85 บาท มาเป็นอันดับสอง ก็ยังคงอยู่ในสายสุขภาพที่ต้องใช้ทั้งความรู้และทักษะสูง
- สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT): $23,577.91 บาท อันนี้มันก็สะท้อนความต้องการของตลาดในสาขาที่เน้นเทคโนโลยีและการทำงานกับนานาชาติ
- วิศวกรรมศาสตร์: $23,532.06 บาท กลุ่มวิศวะนี่ก็ยังเป็นที่ต้องการเสมอ แต่ก็ต้องดูสาขาย่อยๆ ด้วยนะ
- พาณิชยศาสตร์และการบัญชี: $22,902.01 บาท กลุ่มธุรกิจนี่ก็เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ
- เศรษฐศาสตร์: $20,142 บาท กลุ่มวิชาที่ช่วยให้เข้าใจภาพใหญ่ของเศรษฐกิจ
ความคิดเพิ่มเติม:
เงินเดือนเฉลี่ยเป็นแค่จุดเริ่มต้นนะ ชีวิตการทำงานจริงมันมีปัจจัยอื่นอีกเยอะเลย เช่นสายงานเฉพาะทาง โอกาสเติบโต ประสบการณ์ หรือแม้กระทั่งการบริหารจัดการเงินของตัวเอง บางทีคณะที่เงินเดือนเริ่มต้นไม่สูงมาก อาจจะมีช่องทางสร้างรายได้เสริม หรือต่อยอดไปสู่ธุรกิจของตัวเองได้ในอนาคต.
- "รวย" ไม่ได้วัดแค่ตัวเลข: มันคือความสุข ความมั่นคง และอิสรภาพทางการเงินมากกว่า
- ตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลง: สาขาที่ฮิตวันนี้ อาจจะไม่ใช่สาขาที่ฮิตที่สุดในอีก 5-10 ปีข้างหน้า.
- การพัฒนาตัวเองสำคัญ: ไม่ว่าจะเรียนคณะไหน การเรียนรู้ตลอดชีวิตและการปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ คือกุญแจสำคัญ.
ข้อมูลเชิงลึกเล็กน้อย:
- สายสุขภาพ: แพทย์และทันตแพทย์มักมีรายได้สูงต่อเนื่องไปตลอดอาชีพ เนื่องจากเป็นวิชาชีพที่ขาดแคลนและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสูง.
- สาขาวิศวกรรม: วิศวกรรมคอมพิวเตอร์, วิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI), วิศวกรรมข้อมูล (Data Engineering) เป็นสาขาที่กำลังมาแรงและมีแนวโน้มรายได้สูง.
- กลุ่มธุรกิจ: การเงิน, การลงทุน, การตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) ก็เป็นที่ต้องการและมีโอกาสเติบโตด้านรายได้ดี.
- ทักษะเสริม: การมีทักษะด้านภาษาต่างประเทศ, การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics), หรือทักษะด้านเทคโนโลยีอื่นๆ จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับบัณฑิตได้มาก.
คนรวยส่วนใหญ่เรียนจบอะไร
คนรวยส่วนใหญ่นี่นะ จบมาหลายแบบเลยแหละ แต่ที่ ฮิตสุดๆ ก็จะเป็นพวก วิศวะโยธา กับ วิศวะไฟฟ้า นี่แหละ เห็นว่ามีเยอะเลยนะ
รองลงมาก็เป็นพวก บริหารธุรกิจ หรือ พาณิชยศาสตร์และการบัญชี อันนี้ก็เยอะนะ มีซีอีโอตั้ง 14 คน มาจากคณะนี้เลย สาขาก็จะหลากหลายหน่อย มีทั้ง การตลาด กับ บัญชี
ส่วนอันดับสามเนี่ยก็เป็น...
มหาวิทยาลัยอะไรที่ค่าเทอมแพงที่สุด
ก็... มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เนี่ยนะ
รู้สึกว่าที่นี่ ค่าเทอมจะสูงที่สุดเลยนะ
- Assumption University of Thailand (AU) คือชื่อเต็มเขา
- คนมักจะเรียกว่า เอแบค
- เป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งแรกของไทยเลย
ข้อมูลเพิ่มเติม:
- ค่าเทอมจะแตกต่างกันไปตามคณะและหลักสูตรนะ
- ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วง หลักแสนบาทต่อปี
- มีหลักสูตรที่สอนเป็นภาษาอังกฤษเป็นหลัก
ทำไมถึงแพง?
- ความเป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติ
- การลงทุนในสิ่งอำนวยความสะดวก
- อาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
คณะไหนจบมาแล้วรวย
ถ้าจะให้ดูจากตัวเลขที่บัณฑิตจบใหม่มีงานทำแล้วได้เงินเดือนดี ๆ เลยนะ เงินเดือนเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 21,059.69 บาท ครับ แต่ถ้าเจาะไปที่คณะที่โดดเด่นเรื่องเงินเดือนเฉลี่ยสูง ๆ ก็จะมีตามนี้เลย
- คณะแพทยศาสตร์ : สูงสุดไปเลยที่ 46,477.74 บาท
- คณะทันตแพทยศาสตร์ : ตามมาติด ๆ 38,030.85 บาท
- สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร : ที่ 23,577.91 บาท
- คณะวิศวกรรมศาสตร์ : ได้ 23,532.06 บาท
- คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี : อยู่ที่ 22,902.01 บาท
- คณะเศรษฐศาสตร์ : เฉลี่ย 20,142 บาท
ข้อมูลพวกนี้มันก็สะท้อนมุมมองหนึ่งได้ดีนะ ว่าสาขาวิชาเฉพาะทางที่ต้องใช้ความรู้เชิงลึกและมีข้อจำกัดด้านบุคลากรในตลาดมักจะมีมูลค่าสูงเสมอ ผมมักคิดเสมอว่าตัวเลขพวกนี้มันบอกอะไรเราได้บ้าง แต่มันไม่เคยบอกทุกอย่างเลย มันเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นแหละ ชีวิตมันมีอะไรมากกว่าแค่ตัวเลขเงินเดือน
สำหรับผมแล้ว การเลือกคณะมันไม่ใช่แค่เรื่องเงินเดือนอย่างเดียว มันมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกเยอะที่ส่งผลต่อ "ความรวย" ในนิยามที่กว้างขึ้น ลองดูปัจจัยเหล่านี้ประกอบกันด้วยก็ดีนะ
- ทักษะเฉพาะทางและความเชี่ยวชาญ: คณะที่ติดอันดับมักจะสร้างบัณฑิตที่มีทักษะที่ตลาดต้องการสูงและเฉพาะเจาะจง อย่างหมอหรือทันตแพทย์ ความรู้ที่ได้มันถูกนำไปใช้แก้ปัญหาที่สำคัญต่อชีวิตคนโดยตรง มูลค่ามันเลยสูงเป็นเรื่องปกติ
- ความต้องการของตลาดแรงงาน: บางสายงานมีความต้องการสูงอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นยังไง อย่างสายสุขภาพก็เป็นตัวอย่างที่ดี ทำให้บัณฑิตหางานง่ายและมีอำนาจในการต่อรองเงินเดือนสูง
- การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง: โลกมันหมุนเร็วมากนะ การเรียนจบแล้วหยุดอยู่กับที่คือความเสี่ยงเลยล่ะ บัณฑิตที่ประสบความสำเร็จจริง ๆ คือคนที่เรียนรู้และอัปเดตทักษะตัวเองตลอดเวลา ไม่ว่าจะเรียนจบสายไหนมา
- เครือข่ายและความสัมพันธ์: Connection มันสำคัญมากเลยนะ การสร้างเครือข่ายที่ดีตั้งแต่สมัยเรียนหรือตอนทำงาน มันช่วยเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้เราได้เสมอ ทั้งเรื่องงานและธุรกิจส่วนตัว
- ทักษะที่ไม่ใช่แค่ตำรา: soft skills อย่างการสื่อสาร การแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์ หรือแม้แต่ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะพวกนี้แหละที่จะทำให้เราโดดเด่นและไปได้ไกลกว่าคนอื่น ไม่ว่าคุณจะจบจากคณะไหนมาก็ตาม
- ความหลงใหลและเป้าหมายส่วนตัว: สุดท้ายแล้ว ถ้าได้ทำงานที่ชอบและตรงกับความถนัด เราจะมีความสุขและมีแรงผลักดันที่จะพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว มันอาจนำไปสู่ "ความรวย" ในรูปแบบที่คุณต้องการก็ได้ ไม่ใช่แค่เงินเดือนสูง ๆ เพียงอย่างเดียว
มหาลัยไหนรวยสุด
ฮาร์วาร์ด. รวยสุด. ทรัพย์สินมหาศาล. เท็กซัสก็ใช่ย่อย แต่ปีนี้ฮาร์วาร์ดนำ.
รายได้พวกมันมาจากไหนน่ะเหรอ?
- เงินบริจาคศิษย์เก่า: ก้อนใหญ่สุด. พวกเศรษฐีเก่าๆ โยนเงินมาไม่ยั้ง. เห็นค่าชื่อเสียงสถาบัน.
- การลงทุน: พอร์ตลงทุนโคตรใหญ่. หุ้น อสังหาฯ เฮดจ์ฟันด์. พวกนี้ปั้นเงินได้เอง โคตรเก่ง.
- ค่าธรรมเนียม: ไม่ใช่แค่ค่าเทอม. ค่าวิจัย, ค่าลิขสิทธิ์เทคโนโลยี. มหาลัยระดับโลกมีของขายเพียบ.
- ที่ดิน/ทรัพยากร: อย่างเท็กซัส. มีกองทุนถาวรจากที่ดินน้ำมัน. ขุดขายไปดิ รวยไม่รู้จบ.
- งานวิจัย/สัญญารัฐบาล: งบวิจัยมหาศาล. รัฐบาลเชื่อมั่น ให้เงินทำโครงการใหญ่.
เห็นแบบนี้แล้ว อยากกลับไปเรียนใหม่ แม่งเอ๊ย.
มหาลัยอันดับ 1 ของประเทศไทยคืออะไร
สำหรับ มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศไทย จากการจัดอันดับของ THE World University Rankings 2025 คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งครองตำแหน่งนี้อย่างต่อเนื่อง ด้วยคะแนนรวมที่โดดเด่นกว่าสถาบันอื่นในประเทศ
ตัวเลขพวกนี้มันสะท้อนภาพรวมด้านวิชาการและงานวิจัยเป็นหลักนะ แต่สุดท้ายแล้ว "มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด" มันก็เป็นเรื่องปัจเจกอยู่ดี การจัดอันดับก็เป็นแค่กรอบอ้างอิงหนึ่งเท่านั้นเอง
เมื่อพิจารณา 10 อันดับแรกของไทยในเวทีโลก จะเห็นการกระจายตัวที่น่าสนใจทีเดียว
- 1. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย – คะแนน 42.6
- 2. มหาวิทยาลัยมหิดล – คะแนน 38.6
- 3. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี – คะแนน 37.2
- 4. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ – คะแนน 33.1
- 5. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
- 6. มหาวิทยาลัยขอนแก่น
- 7. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- 8. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
- 9. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
- 10. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
การที่จุฬาฯ และมหิดลยืนอยู่ในอันดับต้นๆ มาตลอด แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของระบบนิเวศงานวิจัยและคุณภาพการเรียนการสอนที่คงเส้นคงวา มันคือผลลัพธ์ของการสั่งสมองค์ความรู้และทรัพยากรมาอย่างยาวนาน
เกณฑ์การประเมินของ Times Higher Education (THE) มีความซับซ้อนและให้น้ำหนักกับหลายมิติมาก ซึ่งแตกต่างจากสถาบันจัดอันดับอื่น ๆ
- การสอน (Teaching): วัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้โดยรวม
- สภาพแวดล้อมการวิจัย (Research Environment): พิจารณาจากปริมาณ รายได้ และชื่อเสียงของงานวิจัย
- คุณภาพการวิจัย (Research Quality): วิเคราะห์จากอิทธิพลของงานวิจัย การอ้างอิง (Citations) และความแข็งแกร่ง
- ความเป็นนานาชาติ (International Outlook): ดูจากสัดส่วนของนักศึกษาและคณาจารย์จากต่างประเทศ
- อุตสาหกรรม (Industry): ประเมินความสามารถในการถ่ายทอดความรู้และสร้างรายได้จากภาคอุตสาหกรรม
จะเห็นว่าตัวชี้วัดส่วนใหญ่เทน้ำหนักไปที่ คุณภาพและปริมาณของงานวิจัย ซึ่งก็เป็นอีกมุมที่น่าสนใจว่าเรากำลังวัด "ความเป็นเลิศ" ของสถาบันการศึกษาจากอะไรกันแน่ การเลือกมหาวิทยาลัยจึงควรมองให้ลึกกว่าตัวเลขเหล่านี้เสมอ
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต