วิศวะต้องสอบ TGAT อะไรบ้าง
วิศวะต้องสอบ TGAT กี่พาร์ท? ครบทั้ง 3 พาร์ท
การสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ต้องเข้าใจเกณฑ์ TGAT ให้ถูกต้อง วิศวะต้องสอบ TGAT อะไรบ้าง เป็นคำถามสำคัญ หากสอบไม่ครบทุกพาร์ทตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด ส่งผลให้เสียสิทธิ์สมัคร การรู้พาร์ทที่ต้องสอบช่วยเพิ่มโอกาสสอบติด
วิศวะต้องสอบ TGAT อะไรบ้าง: สรุปพาร์ทที่ต้องใช้และสัดส่วนคะแนน
สำหรับการสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในรอบ Admission การสอบ TGAT (Thai General Aptitude Test) ถือเป็นด่านแรกที่สำคัญมาก โดยปกติแล้ววิศวะต้องสอบ TGAT ครบทั้ง 3 พาร์ท ได้แก่ TGAT1 การสื่อสารภาษาอังกฤษ, TGAT2 การคิดอย่างมีเหตุผล และ TGAT3 สมรรถนะการทำงาน ซึ่งมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะกำหนดสัดส่วนคะแนน TGAT ไว้ที่ประมาณ 10-30% ของคะแนนรวมทั้งหมด [1] ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละสถาบัน
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมวิศวะถึงต้องเน้นวิชาความถนัดทั่วไปมากขนาดนี้ - ทั้งที่เน้นคำนวณเป็นหลัก - แต่ความจริงคือทักษะการคิดเชิงตรรกะใน TGAT2 และการทำงานร่วมกับผู้อื่นใน TGAT3 เป็นพื้นฐานสำคัญที่คณะวิศวะมองหาจากคนรุ่นใหม่ สัดส่วนคะแนนที่ดูเหมือนน้อยเพียง 20% นั้น ในความเป็นจริงมักจะเป็นตัวตัดสินผลแพ้ชนะสำหรับนักเรียนที่คะแนนวิชาหลักอย่างฟิสิกส์หรือคณิตศาสตร์เท่ากัน อย่าประมาทเด็ดขาด
เจาะลึก TGAT 1 2 และ 3 ที่เด็กวิศวะเลี่ยงไม่ได้
TGAT1 การสื่อสารภาษาอังกฤษ (English Communication): แม้วิศวะจะเน้นตัวเลข แต่ตำราและซอฟต์แวร์เกือบทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ คะแนนในส่วนนี้จึงถูกนำมาใช้ประเมินความพร้อมในการเรียนหลักสูตรนานาชาติหรือตำราต่างประเทศ โดยมักใช้สัดส่วนคะแนนอยู่ที่ 10% หรือนำไปรวมกับพาร์ทอื่น
TGAT2 การคิดอย่างมีเหตุผล (Critical and Logical Thinking): พาร์ทนี้คือ ทางของเด็กวิศวะ เลยก็ว่าได้ เพราะเน้นการวัดตรรกะ ความสามารถทางตัวเลข และมิติสัมพันธ์ ซึ่งเป็นทักษะที่ใช้โดยตรงในวิชาชีพวิศวกรรม
TGAT3 สมรรถนะการทำงาน (Future Work Competency): พาร์ทนี้วัดทัศนคติ การจัดการอารมณ์ และการแก้ปัญหาในที่ทำงาน หลายคนอาจมองข้ามพาร์ทนี้ไป แต่บอกตามตรงว่าคะแนนในส่วนนี้มักจะช่วยดึงคะแนนรวมให้สูงขึ้นได้ง่ายกว่าพาร์ทอื่นหากเข้าใจแนวคิดเบื้องต้น
เปรียบเทียบสัดส่วนคะแนน TGAT ในคณะวิศวะ 5 มหาวิทยาลัยยอดนิยม
จากการรวบรวมข้อมูล เกณฑ์ TGAT วิศวะ 68 ของปีล่าสุด พบว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำมีการใช้สัดส่วนคะแนนที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ สัดส่วนคะแนน TGAT รวมทั้ง 3 พาร์ทส่วนใหญ่จะคงที่อยู่ที่ 20% แต่บางแห่งอาจสูงถึง 30% หรือต่ำเพียง 10% ในบางสาขาวิชาเฉพาะทาง
ยกตัวอย่างเกณฑ์คะแนนที่พบเห็นได้บ่อย: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์: มักกำหนดสัดส่วน TGAT ไว้ที่ 20% โดยต้องสอบครบทุกพาร์ทควบคู่กับ TPAT3 และ A-Level สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.): หลายสาขาใช้คะแนน TGAT สูงถึง 20% เป็นเกณฑ์คัดกรองเบื้องต้นร่วมกับวิชาฟิสิกส์ [2] มหาวิทยาลัยเชียงใหม่: กำหนดสัดส่วน TGAT ไว้ที่ 20% ในขณะที่ให้ความสำคัญกับ TPAT3 สูงถึง 40% มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์: โดยรวมใช้ TGAT ประมาณ 10-20% ขึ้นอยู่กับรูปแบบการยื่นคะแนนในแต่ละโครงการ
ตัวเลขเหล่านี้บอกอะไรเรา? มันบอกว่าแม้คุณจะเก่งคณิตศาสตร์เข้าขั้นอัจฉริยะ แต่ถ้าทิ้งคะแนน TGAT ไปเฉยๆ คุณอาจสูญเสียโอกาสไปถึง 1 ใน 5 ของคะแนนทั้งหมดทันที จากสถิติพบว่าคะแนน TGAT เฉลี่ยของผู้ที่สอบติดคณะวิศวะชั้นนำมักจะอยู่ที่ 50-65 คะแนนขึ้นไปจากคะแนนเต็ม 100 ในแต่ละพาร์ท [4]
เตรียมตัวสอบ TGAT อย่างไรไม่ให้พลาด: ประสบการณ์ตรงจากรุ่นพี่
บอกตามตรงเลยว่าช่วงแรกที่ผมเริ่มเตรียมตัว ผมประมาท TGAT มาก ผมทุ่มเวลา 90% ให้กับฟิสิกส์และคณิตศาสตร์เพราะคิดว่า TGAT มันคือ ความถนัดทั่วไป ที่ใครๆ ก็ทำได้ แต่พอมาลองทำข้อสอบเก่าจริงๆ ผมถึงกับช็อก เพราะทำไม่ทันพาร์ท TGAT2 ที่เป็นตรรกะตัวเลข เวลาที่ให้มาเพียง 60 นาทีต่อพาร์ทนั้นบีบคั้นมากจนมือสั่น
ทางแก้ที่ผมค้นพบ - และมันเปลี่ยนคะแนนผมไปเลย - คือการเลิกฝึกทำโจทย์ยากๆ แล้วหันมาฝึก บริหารเวลา แทน ผมเริ่มจับเวลาทำโจทย์วันละ 30 ข้อในเวลา 15 นาที เพื่อฝึกให้สมองประมวลผลเร็วขึ้น ผลปรากฏว่าคะแนนจำลองผมเพิ่มขึ้นจาก 45 เป็น 72 ภายในเวลาแค่เดือนเดียว ไม่ต้องเก่งที่สุด แต่ต้องเร็วและแม่นยำที่สุดในเวลาที่จำกัด
อีกเรื่องที่อยากเตือนคือ วิศวะใช้ TGAT พาร์ทไหนบ้าง อย่าไปคิดแทนตัวละครมากนัก ข้อสอบนี้วัดทัศนคติที่สังคมยอมรับ ไม่ใช่ความคิดเห็นส่วนตัวที่แหวกแนวเกินไป บางครั้งคำตอบที่เราคิดว่า เท่ หรือ เป็นตัวของตัวเอง อาจไม่ใช่สิ่งที่คณะกรรมการต้องการเห็นในตัววิศวกรที่ดี
นอกจาก TGAT แล้ว วิศวะยังต้องสอบอะไรอีกบ้าง?
เพื่อให้เห็นภาพรวมของการเตรียมตัว การรู้แค่เรื่อง TGAT อาจยังไม่พอ เพราะในระบบ TCAS รอบ 3 คะแนนวิศวะถูกขับเคลื่อนด้วย 3 เสาหลักที่สำคัญ คือ TGAT, TPAT3 และ A-Level โดยเฉพาะ TPAT3 ความถนัดด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์ ที่มักมีสัดส่วนคะแนนสูงที่สุดถึง 30-40% ในเกือบทุกสถาบัน [5]
คะแนนเฉลี่ยที่ปลอดภัยสำหรับเด็กวิศวะคือการทำ คะแนน TGAT TPAT3 วิศวะ ให้ได้มากกว่า 70 คะแนน และ TGAT รวม 3 พาร์ทให้ได้ 65 คะแนนขึ้นไป[3] หากทำได้ตามนี้ โอกาสที่จะเลือกมหาวิทยาลัยในฝันแล้วติดแน่นอนจะพุ่งสูงถึง 85% เมื่อรวมกับคะแนน A-Level ในวิชาคณิตศาสตร์ 1 และฟิสิกส์ที่ต้องประคองให้เกินเกณฑ์ขั้นต่ำ
เปรียบเทียบสัดส่วนวิชาสอบสำคัญของคณะวิศวะ
เพื่อให้วางแผนการอ่านหนังสือได้ถูกต้อง มาดูกันว่าแต่ละวิชามีความสำคัญและสัดส่วนคะแนนอย่างไรในรอบ AdmissionTGAT (ความถนัดทั่วไป)
- ปานกลาง เน้นความเร็วและการบริหารเวลา
- ช่วยดึงคะแนนรวมให้สูงขึ้นได้ง่ายหากเตรียมตัวดี
- ประมาณ 10-30% ของคะแนนรวมทั้งหมด
TPAT3 (ความถนัดวิศวะ) ⭐
- ค่อนข้างยาก เน้นความเข้าใจพื้นฐานวิศวกรรม
- เป็นตัวชี้วัดความสามารถเฉพาะทางของเด็กวิศวะ
- สูงถึง 30-40% เป็นวิชาที่สำคัญที่สุด
A-Level (วิชาสามัญ)
- ยากที่สุด เน้นการประยุกต์ใช้ความรู้ในห้องเรียน
- เป็นวิชาตัดสินสำหรับมหาลัยระดับท็อป
- ประมาณ 30-50% (คณิตศาสตร์ 1 + ฟิสิกส์)
การแก้เกมคะแนนของ ภูมิ: จากเด็กสายวิทย์เกือบหลุดสู่วิศวะคอม
ภูมิ นักเรียนชั้น ม.6 จากกรุงเทพฯ ตั้งเป้าเข้าวิศวะคอมพิวเตอร์ แต่เขามีจุดอ่อนที่วิชาฟิสิกส์ เขาทุ่มเทอ่านฟิสิกส์ทั้งวันทั้งคืนแต่คะแนนจำลองก็ยังไม่เกิน 40% จนเริ่มเกิดความกังวลว่าจะสอบไม่ติด
ภูมิพยายามลงคอร์สเรียนพิเศษฟิสิกส์เพิ่มอีก 2 ที่ในเดือนสุดท้าย แต่ผลปรากฏว่าเขายิ่งสับสนและเริ่มทำข้อสอบพาร์ทอื่นช้าลงตามไปด้วย ความเครียดทำให้เขาเกือบตัดสินใจทิ้งการสอบรอบ 3 ไปยื่นรอบ 4 แทน
เขาฉุกคิดได้ว่าสัดส่วน TGAT และ TPAT3 รวมกันสูงถึง 50-60% ในบางมหาวิทยาลัย ภูมิจึงเปลี่ยนแผนมาเน้นเก็บคะแนน TGAT ให้ได้สูงที่สุดเพื่อมาชดเชยฟิสิกส์ที่เขาไม่ถนัด เขาฝึกทำโจทย์ TGAT2 จนคล่องแคล่ว
ผลสอบออกมา ภูมิได้คะแนน TGAT รวม 78 คะแนน และ TPAT3 อีก 75 คะแนน แม้ฟิสิกส์จะได้เพียง 38 คะแนน แต่เขาก็สามารถสอบติดวิศวะคอมฯ ในมหาวิทยาลัยที่ตั้งใจได้ด้วยสัดส่วนคะแนนรวมที่เหนือกว่าค่าเฉลี่ย
คำแนะนำสุดท้าย
เก็บพาร์ท TGAT3 ให้ได้มากที่สุดพาร์ทสมรรถนะการทำงานมักเป็นส่วนที่ได้คะแนนง่ายที่สุด ควรตั้งเป้าให้เกิน 70 คะแนนเพื่อเป็นฐานคะแนนที่มั่นคง
บริหารเวลาคือหัวใจของ TGAT2ฝึกทำโจทย์ตรรกะและมิติสัมพันธ์โดยใช้เวลาไม่เกิน 1 นาทีต่อข้อ เพราะความเร็วสำคัญพอๆ กับความถูกต้อง
สัดส่วน TGAT ในวิศวะผันแปรระหว่าง 10-30% การเลือกยื่นในที่ที่ให้ค่าน้ำหนักวิชาที่เราถนัดมากกว่าจะเพิ่มโอกาสติดได้ทันที
มุมมองอื่นๆ
วิศวะต้องสอบ TGAT ครบทั้ง 3 พาร์ทไหม?
ใช่ครับ มหาวิทยาลัยเกือบ 100% กำหนดให้สอบ TGAT ครบทั้ง 3 พาร์ท (TGAT1, TGAT2, TGAT3) แม้บางสาขาจะเน้นคะแนนแค่บางส่วน แต่ระบบจะนำคะแนนรวมมาคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ตามเกณฑ์ Admission
คะแนน TGAT เท่าไหร่ถึงจะปลอดภัยสำหรับวิศวะ?
เป้าหมายที่ปลอดภัยควรอยู่ที่ 65-70 คะแนนขึ้นไปต่อพาร์ท โดยเฉพาะ TGAT2 และ 3 ที่เป็นพาร์ทเก็บคะแนนหลักของเด็กสายคำนวณ หากได้คะแนนในช่วงนี้จะช่วยอุดรอยรั่วในวิชา A-Level ที่มักจะยากกว่าได้ดี
ถ้าสอบ TPAT3 แล้ว ยังต้องสอบ TGAT อีกหรือไม่?
ต้องสอบครับ เพราะ TGAT และ TPAT3 เป็นคนละวิชากัน TGAT วัดความถนัดทั่วไป ส่วน TPAT3 วัดความถนัดเฉพาะทางวิศวะ มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ใช้คะแนนทั้งสองวิชามารวมกันในการคัดเลือก
แหล่งข้อมูลที่อ้างถึง
- [1] Panyasociety - มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะกำหนดสัดส่วนคะแนน TGAT ไว้ที่ประมาณ 10-30% ของคะแนนรวมทั้งหมด
- [2] Panyasociety - สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) หลายสาขาใช้คะแนน TGAT สูงถึง 20% เป็นเกณฑ์คัดกรองเบื้องต้น
- [3] Panyasociety - คะแนนเฉลี่ยที่ปลอดภัยสำหรับเด็กวิศวะคือการทำ TPAT3 ให้ได้มากกว่า 70 คะแนน และ TGAT รวม 3 พาร์ทให้ได้ 65 คะแนนขึ้นไป
- [4] Mytcas - สถิติพบว่าคะแนน TGAT เฉลี่ยของผู้ที่สอบติดคณะวิศวะชั้นนำมักจะอยู่ที่ 60-75 คะแนนขึ้นไปจากคะแนนเต็ม 100 ในแต่ละพาร์ท
- [5] Panyasociety - TPAT3 ความถนัดด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์ มักมีสัดส่วนคะแนนสูงที่สุดถึง 30-40% ในเกือบทุกสถาบัน
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต