เกรด B ได้เกรดอะไร

77 ครั้งเข้าชม
เกรด B ได้เกรดอะไร คือ 70-74 คะแนนในระบบที่มีเกรดประจุ หรือ 75-84 คะแนนในระบบไม่มีเกรดประจุ (GPA 3.00). เกรด B ให้ GPA 3.00 ซึ่งไม่ถึงเกณฑ์เกียรตินิยมอันดับสอง (3.25) แต่เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับปริญญาโท.
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

เกรด B: พอสำหรับปริญญาโท แต่ไม่พอเกียรตินิยม

เกรด B ได้เกรดอะไร เป็นคำถามสำคัญสำหรับนักศึกษา เพราะเกรด B มีความหมายแตกต่างกันตามระบบเกรดของแต่ละมหาวิทยาลัย การเข้าใจช่วงคะแนนที่แท้จริงช่วยให้วางแผนการเรียนได้ถูกต้อง และรู้ว่าเกรด B เพียงพอต่อเป้าหมายทางวิชาการหรือไม่ อ่านต่อเพื่อหลีกเลี่ยงการประเมินคะแนนผิดพลาด

เกรด B ได้เกรดอะไร และมีความหมายว่าอย่างไร?

เกรด B คืออะไร คือระดับผลการเรียนที่อยู่ในเกณฑ์ ดี (Good) ซึ่งในระบบการศึกษาไทยและระดับมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ จะมีค่าคะแนนเฉลี่ย (GPA) เท่ากับ 3.00 เสมอ หากคุณกำลังสงสัยว่า เกรด B ได้เกรดอะไร คำตอบที่ตรงที่สุดคือคุณผ่านเกณฑ์มาตรฐานในระดับที่น่าพอใจมาก

หลายคนมักคิดว่าถ้าไม่ได้ A แปลว่าเราเรียนไม่เก่ง แต่มีข้อผิดพลาดสำคัญข้อหนึ่งที่นักศึกษาใหม่กว่า 80% มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับเกรด B - ผมจะเปิดเผยความลับเรื่องผลกระทบของการตัดเกรดในหัวข้อการคำนวณด้านล่าง

พูดตรงๆ สมัยเรียนปีหนึ่งผมก็เคยนั่งมองทรานสคริปต์ตอนตีสอง ปวดตาแถมใจหวิวเมื่อเห็นเกรด B เรียงกันเป็นพรืด ผมคิดว่าตัวเองหมดหวังเรื่องเกียรตินิยมแล้ว แต่ความจริงไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น เกรด B ถือเป็นฐานที่มั่นคงที่สุดในการรักษาสถานภาพนักศึกษาและต่อยอดทางการศึกษา

เกณฑ์คะแนนเกรด B มหาลัย: เกรด B เท่ากับกี่คะแนน?

คะแนนดิบที่จะทำให้คุณได้เกรด B นั้นไม่ได้ตายตัวเสมอไป ขึ้นอยู่กับระบบการประเมินผลของแต่ละรายวิชา ซึ่งโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก

1. การตัดเกรดแบบอิงเกณฑ์ (Standard Grading)

ระบบอิงเกณฑ์ - ซึ่งเป็นระบบที่คาดเดาได้ง่ายที่สุด - จะกำหนดช่วงคะแนนไว้ชัดเจนตั้งแต่ต้นเทอม ในระบบที่มหาวิทยาลัยมีการให้เกรดประจุ (B+, C+) เกณฑ์คะแนนเกรด B มักจะตกอยู่ในช่วง 70-74 คะแนน [1]

ในขณะที่บางมหาวิทยาลัยใช้ระบบเกรดแบบไม่มีประจุ (A, B, C, D, F) ช่วงคะแนนของเกรด B มักจะกว้างกว่า โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 75-84 คะแนน [2]

2. การตัดเกรดแบบอิงกลุ่ม (Curve Grading)

นี่คือจุดที่ทำให้หลายคนเสียน้ำตา การอิงกลุ่มไม่ได้ดูว่าคุณทำได้กี่คะแนน แต่ดูว่าคุณอยู่ตรงไหนของกราฟคะแนนรวมทั้งห้อง

ผมเคยได้คะแนนสอบวิชาสถิติ 78 เต็ม 100 มั่นใจมากว่าได้ B+ หรือ A แน่นอน ผลออกมาได้แค่ C+ เพราะค่าเฉลี่ยห้องพุ่งไปถึง 82 คะแนน ช็อกเลยครับ นั่นแหละครับโลกแห่งความเป็นจริง ในทางกลับกัน วิชายากๆ ที่ค่าเฉลี่ยห้องตกไปอยู่ที่ 40 คะแนน คุณอาจทำได้แค่ 55 คะแนนแต่กลับได้เกรด B ก็เป็นได้

การคำนวณ GPA 3.00 คือเกรดอะไร มีผลต่อเกียรตินิยมอย่างไร

มาถึงข้อผิดพลาดสำคัญที่ผมพูดถึงไว้ตอนต้น: นักศึกษาส่วนใหญ่มองแค่ตัวอักษรเกรด แต่ลืมดู หน่วยกิต (Credit)

เกรด B (3.00) ในวิชาเอกที่มี 4 หน่วยกิต จะมีผลต่อเกรดเฉลี่ยสะสม (GPAX) มากกว่าการได้เกรด A (4.00) ในวิชาเลือกเสรีที่มีแค่ 1 หน่วยกิตถึงสองเท่า ดังนั้น หากคุณทำเกรด B ในวิชาหลักได้ทั้งหมด เกรดเฉลี่ยของคุณจะยืนพื้นอยู่ที่ 3.00 อย่างแข็งแกร่ง

แล้วได้เกรด B ดีไหมสำหรับการคว้าเกียรตินิยม? เกณฑ์เกียรตินิยมอันดับสองของมหาวิทยาลัยในไทยมักต้องการ GPAX อย่างน้อย 3.25 [3] นั่นหมายความว่า ลำพังแค่เกรด B (3.00) ทุกวิชาจะไม่พอ คุณต้องมีวิชาที่ได้ A หรือ B+ เข้ามาดึงค่าเฉลี่ยขึ้นไปด้วย

ความเชื่อผิดๆ: เกรด B ไม่พอขอทุนหรือเรียนต่อ

หลายคนบอกว่าถ้าจะเรียนต่อปริญญาโทหรือขอทุน ต้องมีเกรด A ล้วนเท่านั้น ค่อนข้างจะเป็นความเชื่อที่เกินจริงไปหน่อย

จากประสบการณ์ที่ผมเห็นเพื่อนหลายคนสมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยชั้นนำ เกณฑ์ขั้นต่ำในการรับเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโทส่วนใหญ่กำหนด GPA ไว้ที่ 3.00 [4] ซึ่งก็คือเกรด B ล้วน กรรมการคัดเลือกมักจะเลือกคนที่ได้ GPA 3.00 แต่มีประสบการณ์ทำงานหรือทำกิจกรรมโดดเด่น มากกว่าคนที่ได้ 4.00 แต่ไม่มีทักษะชีวิตด้านอื่นเลย

เปรียบเทียบผลกระทบระหว่าง เกรด B และ เกรด B+

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าการเพิ่มคะแนนอีกเพียงเล็กน้อยเพื่อขยับจาก B เป็น B+ มีความคุ้มค่าอย่างไร เรามาดูความแตกต่างในมิติต่างๆ กัน

เกรด B (ระดับดี)

  • มีค่าเท่ากับ 3.00 คงที่ในทุกระบบ
  • ต่ำกว่าเกณฑ์เกียรตินิยมอันดับสอง (3.25) หากได้เกรดนี้ทุกวิชาจะต้องหาวิชาอื่นมาดึง
  • ต้องการประมาณ 70-74 คะแนน (ในระบบมีประจุ)
  • ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำของปริญญาโทส่วนใหญ่พอดี แต่อาจเสียเปรียบเมื่อเจอคู่แข่งจำนวนมาก

⭐ เกรด B+ (ระดับดีมาก)

  • มีค่าเท่ากับ 3.50 (ช่วยดึงเกรดเฉลี่ยได้ดีมาก)
  • สูงกว่าเกณฑ์เกียรตินิยมอันดับสอง และเท่ากับเกณฑ์เกียรตินิยมอันดับหนึ่งของบางสถาบันพอดี
  • ต้องการประมาณ 75-79 คะแนน (เหนื่อยเพิ่มขึ้นอีกนิด)
  • เป็นโปรไฟล์ที่ดูสวยงาม โดดเด่น และปลอดภัยสำหรับการยื่นขอทุนการศึกษาส่วนใหญ่
โดยสรุป เกรด B ถือเป็นโซนปลอดภัยที่ทำให้คุณรอดพ้นจากปัญหาทางวิชาการ แต่ถ้าคุณตั้งเป้าหมายเรื่องทุนการศึกษาหรือเกียรตินิยม การพยายามทำคะแนนเพิ่มอีกแค่ 5-6 คะแนนเพื่อแตะระดับ B+ จะให้ผลตอบแทน(ROI) ทางการศึกษาที่คุ้มค่ากว่ามาก
หากคุณต้องการทราบรายละเอียดความแตกต่างของระดับคะแนนสะสม สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ B ได้เกรดอะไร เพื่อทำความเข้าใจระบบเกรดครับ

บทเรียนราคาแพงของเอก: เมื่อเกรด B ไม่พอดึง F

เอก นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ปี 2 ที่กรุงเทพฯ มีความมั่นใจว่าตัวเองเรียนระดับกลางๆ ได้เกรด B มาตลอดในวิชาพื้นฐาน เขาชะล่าใจและใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำกิจกรรมค่ายอาสา โดยคิดว่าเกรดเฉลี่ย 3.00 นั้นปลอดภัยเกินพอ

เทอมถัดมา เอกลงวิชาแคลคูลัส 2 ซึ่งหินมากและเขาไม่ได้ทบทวนบทเรียนเลย ผลลัพธ์คือเขาติด F ในวิชานี้ (3 หน่วยกิต) เอกคิดว่าเดี๋ยววิชาอื่นที่ได้ B จะช่วยพยุงไว้ได้

ความจริงกระแทกหน้าตอนเกรดออก เกรดเฉลี่ยเทอมนั้นของเอกร่วงลงมาเหลือ 2.15 ทันที เขาเพิ่งตระหนักว่า F (0.00) ดึงค่าเฉลี่ยลงแรงมาก และเกรด B (3.00) ไม่มีแรงต้านทานพอที่จะดึง F ให้กลับมาอยู่ในโซนปลอดภัยได้เหมือนเกรด A

หลังจากเทอมนั้น เอกเปลี่ยนแผนใหม่ เขายอมลดกิจกรรมลงและตั้งเป้าวิชาหลักให้ได้ B+ หรือ A เพื่อสร้าง "เบาะกันกระแทก" ส่วนวิชาย่อยเขายอมรับเกรด B ได้ สุดท้ายเขาใช้เวลา 3 เทอมจึงกู้เกรดเฉลี่ยสะสมกลับมาที่ระดับ 2.85 ได้สำเร็จ

ภาพรวมทั่วไป

เกรด B คือมาตรฐานที่ดี

เกรด B มีค่าคะแนนเฉลี่ย 3.00 ซึ่งแปลว่า "ดี" เป็นเกณฑ์ที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนจบและผ่านข้อกำหนดพื้นฐานของการทำงานหรือเรียนต่อ

น้ำหนักหน่วยกิตสำคัญกว่าตัวอักษรเกรด

เกรด B ในวิชา 3 หรือ 4 หน่วยกิต จะส่งผลกระทบต่อเกรดเฉลี่ยรวมของคุณมากกว่าเกรด A ในวิชา 1 หน่วยกิต จงให้ความสำคัญกับวิชาหลัก

อิงกลุ่มอาจพลิกโผได้เสมอ

คะแนนดิบ 75 คะแนนไม่ได้การันตีเกรด B เสมอไป หากวิชานั้นตัดเกรดแบบอิงกลุ่ม ควรเช็คค่าเฉลี่ย (Mean) ของห้องหลังการสอบกลางภาคทุกครั้ง

ความเข้าใจผิดทั่วไป

เกรด B เท่ากับร้อยละเท่าไหร่?

ในระบบการตัดเกรดแบบอิงเกณฑ์มาตรฐาน เกรด B มักจะเทียบเท่ากับช่วงคะแนนร้อยละ 70-74 สำหรับสถาบันที่มีประจุบวก และร้อยละ 75-84 สำหรับสถาบันที่ไม่มีประจุบวก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงของแต่ละรายวิชา

ได้เกรด B ทุกวิชา จะจบไหม?

จบแน่นอนครับ การได้เกรด B ทุกวิชาหมายความว่าคุณจะมีเกรดเฉลี่ยสะสม (GPAX) อยู่ที่ 3.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์การสำเร็จการศึกษาขั้นต่ำของทุกมหาวิทยาลัย (มักจะอยู่ที่ 2.00)

เกรด B ในไทยเทียบเท่ากับระบบอังกฤษ (UK) คือระดับไหน?

GPA 3.00 หรือเกรด B ในมหาวิทยาลัยไทย มักจะถูกประเมินเทียบเท่ากับระดับ Upper Second-Class Honours (2:1) ในระบบมหาวิทยาลัยของสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นระดับที่เพียงพอสำหรับการสมัครเรียนต่อปริญญาโทในมหาวิทยาลัยชั้นนำ

เอกสารอ้างอิง

  • [1] Hotcourses - ในระบบที่มหาวิทยาลัยมีการให้เกรดประจุ (B+, C+) เกรด B มักจะตกอยู่ในช่วง 70-74 คะแนน
  • [2] Sangsiri - ในขณะที่บางมหาวิทยาลัยใช้ระบบเกรดแบบไม่มีประจุ (A, B, C, D, F) ช่วงคะแนนของเกรด B มักจะกว้างกว่า โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 75-84 คะแนน
  • [3] Sanook - เกณฑ์เกียรตินิยมอันดับสองของมหาวิทยาลัยในไทยมักต้องการ GPAX อย่างน้อย 3.25
  • [4] Reg - เกณฑ์ขั้นต่ำในการรับเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโทส่วนใหญ่กำหนด GPA ไว้ที่ 3.00