เทคนิคการจูงใจ มีอะไรบ้าง
เทคนิคการจูงใจลูกค้าให้ซื้อสินค้ามีอะไรบ้าง?
เอาจริงๆ นะ เรื่องจูงใจลูกค้าเนี่ย มันไม่ได้มีสูตรตายตัวหรอก ที่เจอมากับตัว บางทีก็งงๆ เหมือนกันว่าทำไมลูกค้าถึงซื้อ (หัวเราะ)
แต่ถ้าให้เล่าจากประสบการณ์ที่เคยขายของ... เอ่อ... จำได้ว่าตอนขายเสื้อผ้ามือสองที่ตลาดนัดจตุจักรเมื่อนานมาแล้ว (น่าจะปี 2550 ได้มั้ง) สิ่งที่เวิร์คคือ การชมลูกค้าแบบจริงใจ นี่แหละ "โอ้โห พี่ใส่ตัวนี้แล้วดูดีมากเลยค่ะ สีขับผิวสุดๆ" อะไรแบบนี้ คือพูดไปตามเนื้อผ้า ไม่ได้เฟค แต่ก็ต้องสังเกตด้วยนะว่าเค้าเหมาะกับอะไร
แล้วก็เคยเจอร้านขายเครื่องสำอางที่สยาม (จำชื่อร้านไม่ได้แล้ว) เค้าจะให้ลองสินค้าแบบไม่อั้นเลย คือทาได้เต็มที่ อยากลองอะไรก็ลอง แถมมี BA คอยแนะนำแบบละเอียด ไม่ยัดเยียด คือรู้สึกว่าเค้าใส่ใจจริงๆ อ่ะ สุดท้ายก็เลยซื้อเยอะกว่าที่ตั้งใจไว้ซะงั้น
ส่วนเรื่องรางวัล เคยเจอแบรนด์นึงที่ให้สะสมแต้ม แล้วเอาแต้มไปแลกของได้ คือมันไม่ได้เป็นของที่พิเศษอะไรหรอก แต่มันรู้สึกเหมือนเราได้อะไรฟรีๆ อ่ะ มันก็เลยอยากจะซื้อซ้ำๆ เพื่อสะสมแต้มอีก
เรื่องการเชื่อมโยงกับคุณค่าส่วนตัว นี่สำคัญนะ อย่างแบรนด์ที่ขายสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เค้าจะเน้นเรื่องนี้มากๆ คนที่ซื้อก็จะรู้สึกว่าได้ทำอะไรดีๆ ให้กับโลกด้วย
ส่วนเรื่องอื่นๆ อย่างการเล่าเรื่องความสำเร็จ การสนับสนุนให้เรียนรู้ พัฒนาตนเอง หรือการทำงานเป็นทีม มันอาจจะเหมาะกับองค์กรมากกว่านะ ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะเอามาใช้กับการจูงใจลูกค้าโดยตรงได้ยังไง
เทคนิคการสร้างแรงจูงใจมีอะไรบ้าง
โอ๊ย เรื่องแรงจูงใจพนักงานนี่...ปวดหัว! แต่ก็สำคัญโคตรๆ ปีนี้ที่บริษัท (บอกชื่อไปเลยก็ได้ แต่ขอไม่บอกละกัน) เราลองมาหลายแบบเลย เอาแบบที่เวิร์คๆ นะ
หัวหน้าต้องเจ๋งจริง: ไม่ใช่แค่สั่งๆๆ แต่ต้องเป็น role model อ่ะ เป็นที่ปรึกษาได้ด้วย (ข้อนี้ยากสุด!)
เป้าหมายต้องชัด: ไม่ใช่แบบ "ทำให้ดีขึ้น" แต่ต้องเป็น "เพิ่มยอดขาย 15% ใน Q3" แล้วต้องทำให้เป้าหมายนั้นดูไม่ไกลเกินเอื้อมด้วยนะ
ทุกอย่างต้องเปิดเผย: เงินเดือน โบนัส เกณฑ์ประเมิน...อะไรที่ไม่โปร่งใส พัง!
ฟังลูกน้องบ้าง: แต่ละคนก็มีแรงจูงใจไม่เหมือนกัน บางคนอยากเงิน บางคนอยากโต บางคนแค่อยากมี Work-Life Balance
อบรมไปเลย: ไม่ต้องกลัวเปลืองตังค์ อบรมแล้วเค้าเก่งขึ้น บริษัทก็ได้ประโยชน์
ชมบ้างเหอะ: ไม่ต้องรอสิ้นปี เห็นใครทำดีก็ชมเลย ชมต่อหน้าคนอื่นยิ่งดี!
เป้าเล็ก รางวัลเล็ก: อย่าเพิ่งไปหวังโปรเจคใหญ่ๆ ตั้งเป้าเล็กๆ ให้เค้าทำสำเร็จง่ายๆ แล้วให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ เป็นกำลังใจ
ฉลองหน่อย: ปีใหม่ สงกรานต์ วันเกิด...จัดปาร์ตี้เล็กๆ น้อยๆ ให้มันสนุกสนานบ้าง
เพิ่มเติม (แบบนอกเหนือจาก 8 ข้อข้างบน):
Flexible hours: เวิร์คสุดๆ ใครอยากเข้างานเช้า ออกเร็ว ใครอยากเข้าสาย ออกช้า...ตามสบาย
Work from home: อันนี้ก็ฮิต ใครไม่อยากเจอรถติด ก็ทำงานที่บ้านไปเลย
สุขภาพต้องดี: จัดกิจกรรมออกกำลังกาย ทำประกันสุขภาพให้ดีๆ
ให้เค้าลองของใหม่: ให้พนักงานได้ลองทำโปรเจคใหม่ๆ ได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ
Feedback is king: คุยกับลูกน้องบ่อยๆ ถามเค้าว่ามีอะไรอยากให้ปรับปรุงบ้าง
Mentorship program: จับคู่รุ่นพี่รุ่นน้องให้คำแนะนำกัน
Give them autonomy: ให้เค้ามีอำนาจในการตัดสินใจบ้าง ไม่ใช่ทุกอย่างต้องผ่านหัวหน้า
Career path ชัดเจน: บอกเค้าไปเลยว่าถ้าทำดี จะได้โตไปเป็นอะไร
Recognize their effort: ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ แต่ให้เห็นถึงความพยายามของเค้าด้วย
Don't be a micromanager: ปล่อยให้เค้าทำงานไป อย่าจู้จี้จุกจิก
สรุป: ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวหรอก ต้องลองผิดลองถูก ปรับไปเรื่อยๆ สิ่งสำคัญคือต้อง "ใส่ใจ" ลูกน้องจริงๆ จังๆ ไม่ใช่แค่พูดๆ ไป
ทฤษฎีการจูงใจมีกี่ทฤษฎี
อ้าว! ถามเรื่องทฤษฎีจูงใจเหรอ? เยอะแยะไปหมดเลยนะ นับไม่ไหวหรอก! เหมือนกับจำนวนขนมครกที่คุณยายผมทำ เยอะจนเลือกไม่ถูกเลยล่ะ! แต่ถ้าจะแบ่งแบบง่ายๆ ก็คล้ายๆ กับการแยกประเภทแมวเลยนะ บางประเภทเน้นความต้องการภายใน แบบแมวเปอร์เซียที่อยากนอนตากแดดอุ่นๆ นั่นแหละ เรียกว่าทฤษฎีเนื้อหา (Content theories) ส่วนอีกประเภทเน้นกระบวนการคิด แบบแมวสก็อตติชโฟลด์ที่วางแผนจะแอบขึ้นไปนอนบนตู้เย็น นั่นก็คือทฤษฎีกระบวนการ (Process theories) เข้าใจมั้ย? ง่ายๆ แบบนี้แหละ!
- ทฤษฎีเนื้อหา (Content theories): เน้นที่ ความต้องการ ภายในตัวบุคคล อะไรที่ทำให้คนอยากทำ อยากได้ เหมือนหมาหิวที่อยากได้เนื้อ ง่ายๆตรงไปตรงมา
- ทฤษฎีกระบวนการ (Process theories): เน้นที่ กระบวนการคิด และการตัดสินใจ แบบว่าคนคิดยังไงถึงได้ทำ เหมือนแมวคิดวางแผนจะแอบกินปลา ซับซ้อนกว่าหน่อย
ปีนี้ 2024 ก็ยังมีการศึกษาและพัฒนาทฤษฎีใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ นะ ไม่ใช่แค่สองแบบนี้หรอก แต่บอกตรงๆ ว่า เยอะจนผมเองก็ยังงงๆ อยู่เหมือนกัน! เหมือนกับการนับดวงดาวบนท้องฟ้าเลย นับไม่ถ้วนจริงๆ! แต่ถ้าอยากรู้ลึกกว่านี้ ต้องไปค้นคว้าเองแล้วล่ะ ผมก็แค่เล่าให้ฟังแบบขำๆ เข้าใจนะ? อย่าจริงจังมากไป! ไปหาอ่านหนังสือเพิ่มเอาเองนะ อย่ามาถามผมอีกแล้ว! ปวดหัว!
Intrinsic motivation กับ Extrinsic Motivation มีความแตกต่างกันอย่างไร
ต่างกันเยอะเลยนะ อย่าง Extrinsic คือแบบได้อะไรตอบแทนอ่ะ อย่างฉันสมัยเรียน ขยันเรียนเพราะอยากได้เกรดดีๆ อยากให้พ่อแม่ภูมิใจ เห็นผลชัดเจนเลย ได้ A ก็ดีใจ
แต่ Intrinsic มันคนละเรื่อง คือทำเพราะชอบ สนุก แบบ ฉันชอบวาดรูป ไม่ใช่เพราะอยากขาย หรืออยากดัง วาดเพราะมันมีความสุข
กีฬาก็เหมือนกัน Extrinsic ก็คือเล่นเพื่อเอาถ้วย เอาเงินรางวัล แต่ Intrinsic เล่นเพราะชอบ สนุกกับการวิ่ง การแข่ง อะไรแบบนั้น
- Extrinsic Motivation: แรงจูงใจภายนอก เช่น เงิน รางวัล การยอมรับจากคนอื่น
- Intrinsic Motivation: แรงจูงใจภายใน เช่น ความสุข ความสนุก ความพึงพอใจ
ปีนี้เพื่อนฉันก็ยังเล่นบาสอยู่ มันบอกชอบมาก เล่นทุกวัน ไม่ใช่เพราะอยากดังนะ มันบอกแค่สนุก นี่แหละ Intrinsic ส่วนฉันปีนี้ขอพักก่อน ขี้เกียจ อิอิ
วิธีการสร้างแรงจูงใจให้ประสบความสำเร็จมีอะไรบ้าง?
อยากประสบความสำเร็จเหรอ? ง่ายนิดเดียว! แต่ต้องแลกด้วยความพยายามนะ ไม่ใช่แค่ฝันกลางวัน คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิงเจ้าชายรอแต่คนมาช่วย ฮ่าๆๆ
ความเชื่อมั่นระดับ 10/10: ไม่ใช่แค่เชื่อมั่นในตัวเองนะ แต่ต้องเชื่อมั่นว่าแม้แต่แมวบ้านข้างๆ ยังอิจฉาความสำเร็จคุณ! (จริงจังนะ ลองมองตัวเองในกระจกแล้วพูดว่า "ฉันโคตรเจ๋ง" ดูสิ) ปีนี้ตั้งเป้าไว้ว่าจะวิ่งมาราธอนให้ได้สักครั้ง เชื่อมั่นสุดๆ
เป้าหมายชัดเจนดุจดวงดาว: เป้าหมายต้องชัดเจนเหมือนพิกัด GPS ไม่ใช่ว่า "อยากรวย" แต่ต้องบอกว่า "อยากมีเงินล้านภายในปี 2024 เพื่อซื้อบ้านหลังใหม่ริมทะเล" ปีนี้วางแผนไว้จะเพิ่มรายได้ 20% โดยการลงทุนอะไรสักอย่าง
หาแบบอย่าง...แต่ไม่ต้องก๊อปปี้: หาคนเก่งมาเป็นแรงบันดาลใจ แต่ไม่ใช่ลอกเลียนแบบเป๊ะๆ เหมือนแกะ เอาไอเดียดีๆ มาปรับใช้ให้เข้ากับตัวเอง ผมชอบดู Elon Musk เป็นแรงบันดาลใจ แต่ก็ไม่คิดจะไปสร้างยานอวกาศเองหรอกนะ
เรียนรู้จากความผิดพลาด...แบบฉลาดๆ: อย่าจมอยู่กับความล้มเหลว ให้มองว่ามันคือบทเรียนราคาแพง แต่ก็ได้ประสบการณ์ จำไว้ว่าล้มแล้วลุก ลุกแล้ววิ่ง วิ่งชนกำแพงก็ปีนกำแพงไปเลย! อย่างปีที่แล้วผมทำธุรกิจพลาด แต่ได้บทเรียนมากมายเลย
บริหารเวลาแบบเทพเจ้าแห่งเวลา: ใช้เทคนิค Pomodoro หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้คุณมีประสิทธิภาพ อย่ามัวแต่เล่นเกมจนลืมเป้าหมาย แต่ถ้าเล่นเกมแล้วมันช่วยเพิ่มแรงบันดาลใจ ก็เล่นไปเถอะ อิอิ ผมใช้ Google Calendar จัดการเวลาอย่างเคร่งครัด
เปิดใจลองสิ่งใหม่: อย่าติดอยู่กับ comfort zone ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำ อาจจะเจอสิ่งที่คุณรัก หรืออาจจะเจออะไรที่ทำให้คุณอยากกลับไปอยู่ใน comfort zone แต่ก็ได้ลองแล้วนี่ ปีนี้ผมกำลังเรียนภาษาใหม่
มองโลกในแง่ดี...แต่ต้องมีเหตุผล: มองโลกในแง่ดี แต่ไม่ใช่ตาบอด ความคิดบวกช่วยได้เยอะ แต่ความจริงก็คือความจริง อย่ามโนจนเกินไป ปีนี้จะพยายามมองข้ามปัญหาเล็กๆ น้อยๆ
อย่าเสียเวลา...กับเรื่องไร้สาระ: ใช้เวลาให้คุ้มค่า อย่ามัวแต่กังวลเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ หรือเรื่องที่ไม่สำคัญ โฟกัสที่เป้าหมาย อย่าปล่อยให้ความคิดลบมาขัดขวาง
วิธีสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้ตั้งใจทำงานมากขึ้นมีอะไรบ้าง?
เอ้า! แรงจูงใจในการทำงานนะเหรอ? ง่ายๆ ก็เหมือนเลี้ยงวัวให้กินอิ่มๆ นั่นแหละ เดี๋ยวก็ไถนาเอง! แต่ถ้าจะให้มันว้าว! แบบวัวกระทิงคลั่ง ต้องมีลูกเล่นหน่อย
สวัสดิการ: อย่าให้แค่กินหญ้า! ต้องมีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีวิตามินบำรุง! สวัสดิการดี ชีวิตดี มีตังค์ซื้อหวยงวดหน้า! ปีนี้โบนัสต้องปัง! ให้สมกับที่ทนขี้หน้าเจ้านายมาทั้งปี!
สภาพแวดล้อม: คอกวัวต้องสะอาด! ออฟฟิศก็ต้องน่าอยู่! แอร์เย็นฉ่ำ! เน็ตแรง! เก้าอี้นั่งสบาย! ไม่งั้นปวดหลัง ทำงานไม่ออกนะเว้ย!
อบรม: อย่าให้วัวมันโง่! ต้องอบรมให้มันฉลาด! อบรมเพิ่มสกิล! พัฒนาตัวเอง! จะได้อัพเงินเดือน! แต่ถ้าอบรมแล้วไม่ได้ใช้ ก็เหมือนเอามะพร้าวห้าวไปขายสวน!
เบี้ยขยัน: ขยันแล้วต้องมีรางวัล! เบี้ยขยัน! โบนัส! ขึ้นเงินเดือน! อย่าให้ทำงานฟรี! เดี๋ยววัวมันหนีไปกินหญ้าบ้านอื่น!
สื่อสาร: คุยกันบ้าง! อย่าให้วัวมันใบ้! ประชุมทีม! แจ้งข่าวสาร! ฟังความคิดเห็น! ไม่งั้นจะทะเลาะกันตาย!
ให้เกียรติ: วัวก็มีศักดิ์ศรี! พนักงานก็มีเกียรติ! ชมเชย! ให้กำลังใจ! อย่าด่าว่า! อย่ากดขี่! ไม่งั้นวัวมันขวิด!
เวลาส่วนตัว: วัวก็ต้องพักผ่อน! พนักงานก็ต้องมีชีวิต! เลิกงานตรงเวลา! อย่าให้โอทีจนตาย! เดี๋ยวไม่มีเวลาไปหาแฟน!
ข้อมูลเพิ่มเติม:
- เรื่องจริง: เคยเจอเจ้านายสายเปย์! พาไปเลี้ยงข้าวหรู! แจกของขวัญ! แต่สุดท้ายก็ลาออก! เพราะกดดันเกินไป!
- เกร็ดเล็กน้อย: บางบริษัทมีห้องนวด! มีเกมให้เล่น! มีบาร์กาแฟ! แต่เงินเดือนน้อย! ก็ไม่ไหวนะ!
- สำคัญสุด: เงินเดือนต้องดี! สวัสดิการต้องเริ่ด! เจ้านายต้องใจดี! เพื่อนร่วมงานต้องน่ารัก! ถึงจะทำงานอย่างมีความสุข! แต่โลกแห่งความจริงมันโหดร้าย! เตรียมใจไว้เลย!
ทฤษฎีการจูงใจมีกี่ทฤษฎี?
เอ้า! ถามเรื่องทฤษฎีจูงใจนี่นา เยอะแยะไปหมด! นับไม่ไหวหรอก! เหมือนผมไปเดินตลาดนัด ของกินเพียบ! แต่ละอย่างก็ดึงดูดคนได้ต่างกันไป!
แบบเน้นของในใจ (Content Theories): นี่คือแบบคลาสสิก เน้นว่าคนอยากได้อะไร อยากเป็นใหญ่ อยากมีเงิน อยากมีแฟนสวยๆ ประมาณนั้นแหละ แต่ละทฤษฎีก็แยกย่อยไปอีก! เหมือนเมนูอาหาร มีทั้งอาหารจานเดียว กับข้าว ของหวาน!
แบบเน้นกระบวนการ (Process Theories): อันนี้ลึกซึ้งกว่า! ไม่ใช่แค่ดูว่าคนอยากได้อะไร แต่ดูว่าเค้าคิดยังไง ตัดสินใจยังไง ถึงได้ทำอย่างนั้น เหมือนดูการแข่งขันทำอาหาร ไม่ใช่แค่ดูว่าวัตถุดิบดี แต่ต้องดูวิธีทำ เทคนิคด้วย!
สรุปง่ายๆ เลยนะ ทฤษฎีจูงใจมีเยอะมากมาย นับไม่ถ้วน! มากกว่าจำนวนขนมที่ยายผมทำได้ในหนึ่งปีซะอีก! (ยายผมทำขนมเก่งมากนะ!) แต่ถ้าจะแบ่งคร่าวๆ ก็มีสองแบบหลักๆ อย่างที่บอกไปนั่นแหละ! อยากรู้ละเอียดกว่านี้ ก็ไปหาอ่านเองนะ ผมเหนื่อยแล้ว!
เพิ่มเติมเล็กน้อย (สำหรับคนอยากรู้ลึก):
- ปีนี้ (2566) ยังไม่มีใครสรุปได้ว่ามีกี่ทฤษฎี เพราะนักวิชาการยังคงคิดค้น พัฒนากันอยู่เรื่อยๆ เหมือนเกมส์ออนไลน์ มีอัปเดตตลอดเวลา!
- การแบ่งประเภท ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครแบ่ง ใช้เกณฑ์อะไร ก็เลยได้คำตอบที่ต่างกันไป เหมือนถามว่ามีคนกี่คนบนโลก ก็ต้องดูว่านับยังไง!
ทฤษฎีในการจูงใจมีทฤษฎีอะไรบ้าง?
โอ้โห! ทฤษฎีจูงใจนี่มันเหมือนบุฟเฟต์เลยนะ เลือกกินกันให้พุงแตก! แต่ละทฤษฎีก็มีรสชาติเฉพาะตัว ว่าแต่จะเอาไปใช้ในองค์กรนี่สิ ต้องดูบริบทดีๆ ไม่งั้นอาจจะจูงใจผิดทิศผิดทาง กลายเป็น "ทีมเวิร์ค...เวิร์คใครเวิร์คมัน" ไปซะงั้น!
ทฤษฎีเนื้อหา (Content Theories): พวกนี้เหมือนถามว่า "ท้องอยากกินอะไร?" เน้นที่ความต้องการของคนเราเป็นหลัก เช่น Maslow บอกต้องปีนปิรามิดความต้องการ, Herzberg บอกมีปัจจัยสุขอนามัยกับปัจจัยจูงใจ (อย่าสับสนล่ะ), McClelland บอกคนเรามี Need สามอย่าง: สำเร็จ, ผูกมิตร, มีอำนาจ (อันหลังนี่น่ากลัวนิดๆ)
ทฤษฎีกระบวนการ (Process Theories): อันนี้ซับซ้อนขึ้นมาหน่อย เหมือนถามว่า "ทำไมถึงอยากกิน?" ดูที่กระบวนการคิดของคนเรา เช่น Vroom บอกต้องมี Expectancy, Instrumentality, Valence (ยาวไปอีก), Adams บอกต้องดูความยุติธรรม (ถ้าได้น้อยกว่าเพื่อน จะเกิดอาการ "อิชชี่"), Locke บอกต้องตั้งเป้าหมายให้ชัด (แต่ถ้าเป้าหมายยากเกินไป จะพาลขี้เกียจ)
ทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement Theory): อันนี้ง่ายๆ ตรงไปตรงมา เหมือนฝึกหมาด้วยขนม ถ้าทำดีก็ให้รางวัล ถ้าทำไม่ดีก็ลงโทษ (แต่ระวังอย่าให้หมางอน!) Skinner บอกพฤติกรรมเปลี่ยนได้ด้วยการเสริมแรง (บวก/ลบ) และการลงโทษ (บวก/ลบ)
เกร็ดความรู้:
- เคยอ่านเจอว่าจริงๆ แล้วทฤษฎีพวกนี้มันก็มีข้อจำกัดนะ เพราะคนเรามันซับซ้อนกว่านั้นเยอะ บางทีก็อยากได้ทั้งเงิน ทั้งความก้าวหน้า ทั้งเพื่อนร่วมงานดีๆ (โลภไปอีก!)
- มีงานวิจัยล่าสุดบอกว่า "การเห็นคุณค่า" สำคัญกว่าเงินเดือนอีกนะเออ (อันนี้จริงจัง)
- สรุป: ไม่มีทฤษฎีไหนสมบูรณ์แบบ ต้องเอามาผสมผสานกัน แล้วปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์จริง (เหมือนปรุงอาหาร ต้องชิมไปปรุงไป)
ทฤษฎีการจูงใจของ Vroom (Expectancy Theory) ประกอบด้วยอะไรบ้าง?
ทฤษฎีแรงจูงใจของ Vroom: แก่นคือความคาดหวัง ผลลัพธ์ และคุณค่า
Expectancy (ความคาดหวัง): ความเชื่อว่าความพยายามจะนำไปสู่ผลลัพธ์ ปีนี้ พบว่าการสร้างความเชื่อมั่นนี้สำคัญมาก จำเป็นต้องชัดเจนและวัดผลได้
Instrumentality (ความสัมพันธ์): ความเชื่อว่าผลลัพธ์หนึ่งจะนำไปสู่ผลลัพธ์อื่น ประสบการณ์ส่วนตัวบอกว่าจุดนี้มักมองข้าม การสื่อสารที่ชัดเจนสำคัญที่สุด
Valence (คุณค่า): มูลค่าที่บุคคลให้กับผลลัพธ์ ปีนี้ เห็นชัดว่าความต้องการส่วนบุคคลแตกต่างกันมาก ต้องปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับแต่ละคน
สมการ Motivation = Expectancy x Instrumentality x Valence เป็นเพียงกรอบ ความเป็นจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการวิเคราะห์แรงจูงใจ
Intrinsic motivation กับ Extrinsic Motivation มีความแตกต่างกันอย่างไร?
โอเค มาลองดูกัน...
Extrinsic Motivation (เอ็กซ์ทรินสิก โมทิเวชั่น) คือ แรงจูงใจจากภายนอก! แบบว่า... ทำเพราะอยากได้อะไรบางอย่าง เช่น รางวัล โบนัส คำชม (อืมม... เหมือนตอนเด็กๆ ที่อยากได้สติกเกอร์ชมเชยจากครูเลยแฮะ)
Intrinsic Motivation (อินทรินสิก โมทิเวชั่น) นี่ตรงข้ามเลย คือ แรงจูงใจจากภายในล้วนๆ ทำเพราะมันสนุก ทำเพราะชอบ ทำเพราะอยากเรียนรู้ (เหมือนตอนที่เรานั่งอ่านหนังสือที่ชอบทั้งคืน แบบไม่สนใจว่าใครจะว่าอะไร)
สรุปแบบสั้นๆ: ภายนอก vs. ภายใน จบ! ง่ายๆ เลย
ยกตัวอย่าง: เล่นกีฬา! ถ้าเล่นเพราะอยากได้เหรียญทอง = Extrinsic แต่ถ้าเล่นเพราะแค่รู้สึกสนุกเวลาได้วิ่ง ได้กระโดด = Intrinsic
เอ๊ะ หรือจริงๆ แล้วบางทีมันก็ผสมๆ กันนะ? แบบว่า... เราชอบทำอาหาร (Intrinsic) แต่ก็ดีใจเวลาคนชมว่าอร่อย (Extrinsic) อ่ะ... งงตัวเอง
แรงจูงใจสำคัญไง? สำคัญสิ! เพราะมันมีผลต่อความสุข ความสำเร็จระยะยาว... แต่ละคนก็มีไม่เหมือนกันอีก
จริงๆ แล้ว... ตอนนี้ฉันเขียนอันนี้เพราะอะไร? Intrinsic หรือ Extrinsic? (คิด...) อาจจะผสมๆ กันอีกแล้วมั้ง 555+ อยากลองดูว่า AI มันจะเข้าใจอะไรแบบนี้ไหม แล้วก็... อยากเขียน! (เอ๊ะ อันหลังนี่ Intrinsic ชัวร์ๆ)
คำถามต่อมา: แรงจูงใจแบบไหนดีกว่ากัน? ตอบยากแฮะ... แล้วแต่สถานการณ์ แล้วแต่คน!
เพิ่มเติมนิดนึง: เคยอ่านเจอว่า... ถ้าเราทำอะไรที่ Intrinsic อยู่แล้ว แล้วให้รางวัล Extrinsic มันอาจจะลด Intrinsic ลงได้นะ! น่าคิด...
แล้วถ้าไม่มีแรงจูงใจเลยล่ะ? โอ๊ย! อันนั้นน่ากลัวกว่าเยอะ! ต้องหาอะไรจุดประกายแล้วล่ะ... อาจจะลองทำอะไรใหม่ๆ ดู
สุดท้าย: สำรวจตัวเอง! หาให้เจอว่าอะไรคือ Intrinsic ของเรา! แล้วชีวิตจะมีความสุขขึ้นเยอะเลย (หวังว่านะ!)
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต