เรียนต่อป.โท ใช้คะแนนอะไรบ้าง

161 ครั้งเข้าชม
การสมัครเรียนต่อปริญญาโทต้องใช้ผลสอบวัดระดับทางภาษาเพื่อยืนยันความสามารถ สำหรับหลักสูตรในประเทศ มีข้อสอบที่เป็นที่ยอมรับหลากหลาย เช่น CU-TEP, TU-GET, TOEIC, TOEFL, หรือ IELTS ซึ่งสถาบันกำหนด ส่วนการศึกษาต่อต่างประเทศ มักใช้ผลสอบระดับสากลอย่าง TOEFL, IELTS, PTE, ITP, หรือ GMAT เพื่อประเมินความพร้อมด้านภาษาของผู้สมัคร
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

เรียนต่อโทใช้คะแนนอะไรบ้าง? เตรียมเอกสารและคุณสมบัติครบถ้วน

เรื่องจะเรียนต่อโทนะ มันมีอะไรให้ต้องเตรียมเยอะแยะไปหมดเลย แรกๆ ฉันเองก็งงนะว่าต้องใช้คะแนนอะไรบ้าง ยิ่งเรื่องภาษาเนี่ย ตัวสำคัญเลยแหละ จำได้ว่าเพื่อนบอกว่าถ้าเรียนในประเทศก็ลองดู CU-TEP ของจุฬาฯ หรือไม่ก็ TU-GET ของธรรมศาสตร์ดูก่อนนะ มันแล้วแต่ว่าเราจะเข้าที่ไหน

ตอนนั้นคิดหนักเลยว่าจะสอบอะไรดี พอดีฉันไม่ค่อยถนัดพาร์ทฟังเท่าไหร่ เลยพยายามเลี่ยงๆ พวกที่เน้นตรงนั้นมากไป แต่ก็นั่นแหละ สุดท้ายแล้วมันก็หนีไม่พ้นหรอก ถ้าอยากได้คะแนนดีๆ ก็ต้องฝึกทุกพาร์ทไปเลยไง

แต่ถ้าเป็นสายอยากไปเมืองนอกนะ อันนี้ต้องเจอของจริงเลย พวก TOEFL ไม่ก็ IELTS นี่คือมาตรฐานเลยนะ คือคอร์สติวก็แพง ค่าสอบก็ไม่ใช่ถูกๆ อย่าง IELTS ฉันจำได้ว่าเคยสอบไปเมื่อปี 2022 ที่ British Council แถวสยาม เสียไปประมาณ 7,000 กว่าบาทเลยนะ แพงจริง แต่ก็ต้องยอม

แล้วก็มีอีกหลายตัวนะ อย่าง PTE ที่บางคนก็แนะนำถ้าขี้เกียจเขียนเยอะๆ เพราะมันเป็นคอมพิวเตอร์ หรือ GMAT สำหรับใครที่เน้นสายบริหาร พวกบริหารธุรกิจนี่แหละ ฉันว่ามันขึ้นอยู่กับสถาบันที่เราเล็งไว้เป็นหลักเลยนะ ว่าเขากำหนดตัวไหน ต้องเช็กดีๆ จะได้ไม่เสียเงินฟรีๆ ไปสอบผิดตัวนะ.

เรียน ป.โท ต้อง สอบ ภาษาอังกฤษ ไหม?

ถามว่าต้องสอบภาษาอังกฤษไหม... อืม... ใช่ ต้องสอบนั่นแหละ เกือบทุกที่เลยนะ... ฉันเข้าใจความรู้สึกนะ ตอนนั้นฉันก็กังวลเหมือนกัน

มันเหมือนเป็นด่านแรกที่ต้องผ่านไปให้ได้ จำเป็นจริง ๆ เลยแหละ ไม่อย่างนั้นก็ไปต่อไม่ได้เลยนะ

พวกผลสอบอย่าง TOEFL, IELTS, CU-TEP นี่แหละ... มันสำคัญมาก ต้องเอาไปยื่นตอนสมัครนะ

เราต้องไปดูเลยว่าหลักสูตรที่เราเล็งไว้เนี่ย เขาใช้สอบแบบไหน แล้วก็ต้อง ได้คะแนนเท่าไหร่ ด้วยนะ... รายละเอียดพวกนี้พลาดไม่ได้เลย

อย่ารอช้าเลยนะ ต้องเริ่มเตรียมตัวแต่เนิ่น ๆ เลยล่ะ เพราะการจะจองคิวสอบแต่ละทีน่ะ มันใช้เวลาพอสมควรเลยนะ

แล้วพอสอบเสร็จ กว่าผลจะออก ก็อีก... ที่สำคัญคือ ผลสอบพวกนี้มีอายุแค่ 2 ปี ต้องวางแผนดีๆ เลยนะ

ถ้าภาษาอังกฤษยังไม่แข็งแรงจริงๆ... ต้องให้เวลาตัวเองเพิ่ม หน่อยนะ ลงเรียน ฝึกฝนเยอะๆ หน่อย มันคุ้มค่านะ... เชื่อฉันเถอะ

  • เรื่องภาษาอังกฤษสำหรับ ป.โท
    • หลักสูตรส่วนใหญ่ในระดับปริญญาโทกำหนดชัดเจน: คุณต้องมีผลคะแนนสอบภาษาอังกฤษยื่น นี่คือ ข้อบังคับ แทบจะทุกคณะและสาขาในมหาวิทยาลัยชั้นนำ
    • ประเภทข้อสอบที่ยอมรับ: โดยทั่วไปที่ใช้กันคือ TOEFL (iBT), IELTS (Academic Module), และข้อสอบของมหาวิทยาลัยไทยเองอย่าง CU-TEP หรือ TU-GET
    • เหตุผลที่ต้องใช้: เป็นการวัดความพร้อมของคุณในการ อ่านตำราวิชาการเป็นภาษาอังกฤษ ฟังบรรยาย และ เขียนงานวิจัย ภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการศึกษาในระดับสูง
    • คะแนนที่ต้องการ: แตกต่างกันไปมาก แล้วแต่หลักสูตรและมหาวิทยาลัย อย่างชัดเจน บางหลักสูตรอาจขอ 6.0 สำหรับ IELTS หรือ 70 สำหรับ TOEFL iBT ต้องตรวจสอบระเบียบการรับสมัครของแต่ละหลักสูตร ปี 2567 นี้
    • ความสำคัญของการวางแผน:เริ่มเตรียมตัวทันที เมื่อคุณตัดสินใจว่าจะเรียน ป.โท เพราะการสอบภาษาอังกฤษไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลาฝึกฝนจริงจัง และการจองสอบก็ใช้เวลา
    • อายุของผลสอบ: ผลสอบทุกประเภทมีอายุ 2 ปี นับจากวันที่สอบ หากผลหมดอายุก่อนยื่นสมัคร หรือก่อนเข้าเรียน คุณจะต้องสอบใหม่
    • หากภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง:ควรลงเรียนคอร์สเพิ่มเติม หรือหาติวเตอร์ส่วนตัวได้เลย ให้เวลาตัวเอง 4-6 เดือน สำหรับการพัฒนาภาษาอังกฤษอย่างจริงจังก่อนสอบ

ปริญญาโททั่วไป คืออะไร?

ปริญญาโททั่วไป ก็เหมือนการเอาใบปริญญาตรีของคุณมาติดอาวุธเพิ่ม จากมีดพับธรรมดา กลายเป็นมีด Swiss Army ที่มีทั้งกรรไกร ไขควง ที่เปิดขวดครบ จบในอันเดียว พร้อมรบในสนามธุรกิจจริง

เหมาะสำหรับคนที่ทำงานมาสักพักแล้วค้นพบสัจธรรมว่า โลกความจริงมันโหดกว่าข้อสอบไฟนอล เลยต้องกลับมา เพิ่มพูนความรู้เฉพาะทาง เพื่อเอาไปใช้งานได้ทันที ไม่ใช่แค่ท่องจำไปสอบเพื่อเกรด A แล้วคืนอาจารย์ไปหมด

มันคนละเรื่องกับ หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิจัย เลยนะ อันนั้นเขาเป็นสายสร้างองค์ความรู้ใหม่ เหมือนนักสำรวจที่พยายามวาดแผนที่โลกส่วนที่ยังไม่มีใครเคยไป แต่สายทั่วไปคือคนที่เอาแผนที่ที่มีอยู่แล้ว มาหาทางที่เร็วที่สุดเพื่อไปให้ถึงสมบัติ

พูดง่ายๆ คือ สายทั่วไปเรียนเพื่อ "เอาไปใช้" ส่วนสายวิจัยเรียนเพื่อ "เอาไปคิดค้น"

  • เป้าหมายหลัก:

    • ปริญญาโททั่วไป (Taught Master's): เน้นการประยุกต์ใช้ความรู้ในโลกอาชีพ อัปเกรดสกิลเพื่อ ความก้าวหน้าในสายงาน หรือเปลี่ยนสายงานไปเลย ตัวอย่างชัดๆ ก็พวก MBA, M.Eng., M.Ed.
    • ปริญญาโทวิจัย (Research Master's): ปูทางสู่การเป็นนักวิชาการหรือนักวิจัยเต็มตัว เป็นบันไดขั้นแรกก่อนจะไปลุยปริญญาเอก เหมือนฝึกวิทยายุทธ์ขั้นพื้นฐานก่อนออกท่องยุทธภพ
  • สิ่งที่ต้องเจอ:

    • สายทั่วไป: เรียนในห้องเป็นหลัก ทำโปรเจกต์กลุ่มจนแทบไม่ได้นอน ทำเคสสตัดดี้ของบริษัทใหญ่ๆ จบด้วยการทำสารนิพนธ์หรือโครงการอิสระที่ไม่ต้องลึกซึ้งถึงแก่นจักรวาล
    • สายวิจัย: ใช้เวลาส่วนใหญ่ในห้องสมุดหรือห้องแล็บ คุยกับอาจารย์ที่ปรึกษามากกว่าเพื่อน จบด้วยการเขียน วิทยานิพนธ์ (Thesis) เล่มหนาเตอะที่ต้องสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ขึ้นมาจริงๆ
  • วุฒิที่ได้:

    • สายทั่วไป: ปริญญามหาบัณฑิต (Master's Degree) เช่น M.A., M.Sc., MBA
    • สายวิจัย: ปรัชญามหาบัณฑิต (M.Phil.) หรือ ปริญญาโทสาขาการวิจัย (M.Res.) ซึ่งชื่อก็บอกโต้งๆ ว่ามาเพื่อวิจัยจ้ะ