เรียนภาษาต่อยอดอะไรได้บ้าง

107 ครั้งเข้าชม
เรียนภาษา ต่อยอดอาชีพได้หลากหลายทักษะด้านภาษาเปิดประตูสู่อาชีพที่น่าสนใจและมีรายได้ดี ไม่ว่าจะเป็น: ล่าม นักแปล นักเขียน นักการทูต เจ้าหน้าที่ระหว่างประเทศ การตลาดต่างประเทศ มัคคุเทศก์ ครูสอนภาษา หรือฟรีแลนซ์ ยิ่งเชี่ยวชาญหลายภาษา ยิ่งเพิ่มโอกาสในการทำงานและสร้างความได้เปรียบในสายอาชีพของคุณ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

เรียนภาษาแล้วนำไปต่อยอดสร้างอาชีพและโอกาสใหม่ๆ ได้อย่างไร?

ใครจะไปคิดนะ ตอนเด็กๆ นั่งท่องศัพท์หน้ามืดตามัวนี่แหละ ว่าวันหนึ่งมันจะพาเราไปไกลขนาดนี้ ตอนนั้นคือแบบ แค่ผ่านเกรดวิชาภาษาอังกฤษก็พอแล้ว ไม่ได้คิดอะไรเกินกว่านั้นเลยนะ แต่พอเรียนๆ ไป มันไม่ใช่แค่คะแนนแล้วสิ มันเริ่มเป็นเครื่องมือจริงๆ จังๆ ขึ้นมา

จำได้เลยปี 2019 ช่วงเดือนพฤษภาคม ตอนนั้นหางานพิเศษอยู่ เงินช๊อตมาก พอดีเพื่อนสนิทที่เรียนภาษาด้วยกันแนะนำว่าลองรับงานแปลเอกสารสั้นๆ ดูสิ จากภาษาอังกฤษเป็นไทยนี่แหละ ได้เงินมาตั้งแปดร้อยบาท ค่ากาแฟช่วงสอบสบายไปเลย นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เห็นว่า เฮ้ย มันใช้หาเงินได้จริงนี่หว่า

บางทีมันก็ไม่ได้เป็นงานประจำโต๊ะทำงานนะ อย่างตอนไปญี่ปุ่นเมื่อสิงหา 2018 ผมลองหัดพูดญี่ปุ่นพื้นฐานไปบ้างนิดหน่อย แค่คำง่ายๆ อย่าง 'สุมาเซ็น' หรือ 'อะริกาโตะ' มันทำให้เรากล้าคุยกับคนท้องถิ่นที่ตลาดปลาสึกิจิ ได้ผักผลไม้ลดราคามานิดหน่อยด้วยนะ แถมยังได้ถามทางไปวัดอาซากุสะแบบไม่ต้องพึ่ง google translate ตลอดเวลา มันเปิดโลกจริงๆ

หรือบางทีคนรอบตัวก็มาถามให้ช่วยเช็คอีเมลธุรกิจจากลูกค้าต่างชาติ เหมือนปีที่แล้วแหละ ลูกพี่ลูกน้องฝากให้ช่วยดูเอกสารที่ต้องส่งคู่ค้าที่เยอรมนี เพราะเขาพิมพ์เองแล้วไม่ค่อยมั่นใจ นี่ก็ไม่ได้เรียนภาษาเยอรมันมานะ แต่หลักการเขียนอีเมลทางการมันคล้ายๆ กัน พอเรามีพื้นภาษาอังกฤษแข็งๆ มันช่วยได้เยอะเลย ไม่ต้องเป็นล่ามซะทีเดียวก็ได้นะ

แล้วพอคิดๆ ดูนะ จากล่ามแปล นักเขียน หรือครูสอนภาษาก็ได้ หรือคนทำคอนเทนต์ภาษาต่างประเทศก็ได้หมดเลยนะ ตอนนี้ผมกำลังดูๆ งานที่เกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษอยู่ มีบริษัทนึงที่ทองหล่อเค้าเปิดรับ ตำแหน่ง 'Digital Marketing Specialist' เห็นเค้าเขียนว่า 'Fluent in English required' นี่แหละ คือโอกาสที่มองหา.

เรียนภาษาทำอาชีพอะไรได้บ้าง

สมัยก่อนนะ ตอนปี 2018 เราเพิ่งจบใหม่ๆ เลย ตอนนั้นภาษาจีนกำลังมาแรงมาก เลยเลือกเรียนเอกจีนแบบไม่คิดอะไรมาก จบมาก็แอบกลัวๆ จะตกงานอยู่เหมือนกันนะ

งานแรกที่ทำเลย คือ เป็นล่ามที่โรงงานแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง จำได้เลยว่าวันแรกตื่นเต้นมาก ใส่สูทไปทำงานครั้งแรกเลยนะ เหงื่อแตกพลั่กๆ ตอนเจอหัวหน้าคนจีนครั้งแรก พูดตะกุกตะกักมาก แต่โชคดีที่เพื่อนร่วมงานคนไทยช่วยเยอะ

งานนั้นนะ ทำอยู่ประมาณ 2 ปี ก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่เราละ เครียดเกินไปกับยอดผลิต ไหนจะเรื่องกฎระเบียบอีก เลยตัดสินใจออกมา

ต่อมาก็ลองไปสมัครเป็นนักแปลอิสระ ช่วงแรกๆ ก็รับงานแปลเอกสารทั่วไปนี่แหละ พวกคู่มือสินค้า หรือบทความอะไรไปเรื่อยๆ รายได้ไม่แน่นอนเท่าไหร่ บางเดือนก็ได้เยอะ บางเดือนก็น้อย แต่ก็ดีตรงที่เราได้อยู่บ้านทำงาน

แล้วก็มีช่วงที่ไปทำไกด์ทัวร์จีนด้วยนะ อันนี้สนุกมาก ได้พาคนจีนไปเที่ยวที่ต่างๆ ในไทย จำได้ว่าเคยพาไปเชียงใหม่ 3 วัน 2 คืน ได้เห็นรอยยิ้มของนักท่องเที่ยวแล้วเราก็มีความสุขนะ แต่เหนื่อยมากเหมือนกัน ต้องคอยดูแลตลอดเวลา

ตอนนี้เลยมาเน้นเป็นนักเขียนบทความท่องเที่ยวแล้ว อาศัยประสบการณ์ที่เคยไปๆ มานี่แหละ เขียนลงบล็อกบ้าง ลงเว็บท่องเที่ยวบ้าง บางทีก็มีลูกค้าจ้างให้เขียนรีวิวที่พัก หรือร้านอาหาร รู้สึกว่างานนี้เหมาะกับเราสุดละ ได้ใช้ภาษา ได้เดินทาง ได้เล่าเรื่อง

สรุปนะ เรียนภาษาแล้วทำอะไรได้บ้าง?

  • ล่าม / นักแปล: อันนี้ฮิตสุดละนะ ไม่ว่าจะเป็นล่ามในโรงงาน บริษัท ทัวร์ หรือแปลเอกสาร หนังสือ โฆษณา
  • งานด้านการท่องเที่ยว: พวกไกด์ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน (แอร์โฮสเตส) พนักงานโรงแรม หรือคอลเซ็นเตอร์ของสายการบิน/โรงแรม
  • งานเอกชน: เลขานุการ ผู้ประสานงาน ที่ต้องใช้ภาษาในการสื่อสารกับชาวต่างชาติ หรือทำงานกับบริษัทต่างชาติ
  • งานราชการ: อันนี้ก็มีนะ พวกกระทรวงวัฒนธรรม การต่างประเทศ ท่องเที่ยวและกีฬา อะไรพวกนี้ เขาต้องการคนใช้ภาษาเหมือนกัน
  • นักเขียน / คอนเทนต์ครีเอเตอร์: อย่างที่เราทำอยู่เนี่ยแหละ เขียนบทความ รีวิว เล่าเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับภาษาที่เราเรียนมา
  • อาจารย์ / ครูสอนภาษา: ถ้าเราเก่งจริง ก็ไปเป็นครูสอนได้เลย

ข้อดีของการเรียนภาษาคือ:

  • โอกาสในการทำงานเยอะ: เราไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่งานเดียว
  • เปิดโลกทัศน์: ได้เรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆ
  • พัฒนาตัวเอง: ภาษาช่วยให้เราคิดได้หลายแบบขึ้น
  • รายได้ดี (ถ้าเก่งจริง): บางตำแหน่งนะ ค่าตอบแทนสูงมาก

ข้อควรระวัง:

  • ต้องขยันอัปเดต: ภาษาไม่เคยหยุดนิ่ง เราก็ต้องเรียนรู้ตลอด
  • การแข่งขันสูง: โดยเฉพาะงานที่ฮิตๆ
  • ความอดทน: บางทีงานล่าม หรืองานที่ต้องเจอคนเยอะๆ ก็ต้องใช้ความอดทนสูงหน่อย

พูดได้หลายภาษา ทํางานอะไร

นั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง... มืดสนิทแล้วนะ. เที่ยงคืนกว่า. ชีวิตคนเรามันก็แปลกดีนะ บางทีนั่งมองอะไรไปเรื่อยๆ ก็คิดถึงเรื่องนู้นเรื่องนี้ไปเรื่อย. เรื่องภาษาที่เคยเรียนตอนเด็กๆ ก็เหมือนกันนะ. ตอนนั้นไม่คิดเลยว่ามันจะสำคัญขนาดนี้. แต่พอโตขึ้น เออ... มันเปิดโอกาสให้เราจริงๆ นั่นแหละ.

ก็นั่งคิดไปเรื่อยๆ ว่างานที่ใช้ภาษาเก่งๆ นี่มันมีเยอะจริงๆ นั่นแหละ ตอนเด็กๆ เคยฝันอยากทำอะไรหลายอย่างเลยนะ บางทีก็อยากเป็นนั่นนี่ แต่ไม่เคยคิดถึงเรื่องภาษาจริงๆ จังๆ เลย. ตอนนี้เข้าใจแล้วว่ามันคือโอกาส.

นี่ไง... งานที่ต้องใช้ภาษาที่ฉันคิดออกจริงๆ ก็มีหลายอย่าง:

  • พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน
  • มัคคุเทศก์
  • ครูสอนภาษา
  • นักแปล
  • ล่าม
  • นักประชาสัมพันธ์
  • เจ้าหน้าที่บริหารงานลูกค้า

บางทีก็สงสัยนะว่าคนที่ทำอาชีพพวกนี้เขาใช้ชีวิตยังไงกันบ้าง. คงต้องปรับตัวเยอะเลยใช่ไหม. ก็ต้องสื่อสารกับคนหลากหลาย ต้องเข้าใจวัฒนธรรมที่ต่างกัน. มันคงไม่ได้ง่ายเลยนะ แต่ก็น่าภูมิใจดี.

ฉันเลยคิดเพิ่มเติมนะ สำหรับคนที่สนใจงานพวกนี้:

  • พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน: ต้องสื่อสารกับผู้โดยสารจากทั่วโลก ภาษาอังกฤษนี่คือพื้นฐานสำคัญมากจริงๆ นอกจากนี้ยังมีภาษาอื่น ๆ ที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม เพื่อดูแลผู้โดยสารได้ดีขึ้น.
  • มัคคุเทศก์: พาคนไปเที่ยว ต้องเล่าเรื่องราว และให้ข้อมูลสถานที่ต่างๆ ภาษาช่วยให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวสนุก และเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ลึกซึ้ง.
  • ครูสอนภาษา: เข้าใจภาษาถิ่นของนักเรียน และภาษาที่เราสอน มันช่วยให้เข้าใจปัญหาในการเรียนรู้ของนักเรียนได้ดี ต้องอธิบายให้ชัดเจน และสร้างแรงบันดาลใจ.
  • นักแปล: แปลเอกสารสำคัญ หนังสือ บทความต่างๆ ต้องเข้าใจบริบทของทั้งสองภาษาอย่างลึกซึ้ง ต้องแม่นยำในทุกรายละเอียด.
  • ล่าม: เปลี่ยนคำพูดจากภาษาหนึ่ง ไปอีกภาษาแบบสดๆ ในที่ประชุม หรือการเจรจาต่างๆ ต้องรวดเร็ว แม่นยำ และเข้าใจความรู้สึกของผู้พูด.
  • นักประชาสัมพันธ์: ต้องเขียนข่าว แถลงการณ์ หรือสื่อสารเรื่องราวขององค์กร ให้กลุ่มเป้าหมายต่างชาติเข้าใจได้ดี เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และความน่าเชื่อถือ.
  • เจ้าหน้าที่บริหารงานลูกค้า: ติดต่อลูกค้าต่างประเทศ ต้องเข้าใจความต้องการ ปัญหา และวัฒนธรรมของพวกเขา ช่วยให้การทำงานราบรื่น และสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวที่ดี.

งานอาชีพอะไรที่ใช้ภาษาในการสื่อสารมากที่สุด

ถ้ามองแบบผิวเผิน งานขายก็ดูจะเข้าเค้าที่สุด เพราะมันคือการแปลง 'คุณค่า' ของสิ่งหนึ่งให้กลายเป็น 'ความต้องการ' ผ่านคำพูด การสื่อสารในงานขายไม่ใช่แค่การพูด แต่คือ ศิลปะแห่งการโน้มน้าวใจ ที่ต้องอ่านคนให้ออก ชิงไหวชิงพริบตลอดเวลา

แต่ถ้าเรามองลึกลงไปอีกนิด อาชีพอย่าง นักจิตบำบัด หรือแม้แต่นักการทูต กลับใช้ภาษาในมิติที่ซับซ้อนกว่ามาก มันไม่ใช่แค่การขายของ แต่มันคือการใช้ภาษาเพื่อสร้างความไว้วางใจ ปรับเปลี่ยนมุมมอง หรือแม้แต่คลี่คลายความขัดแย้งระดับชาติเลยนะ

ภาษาคือเครื่องมือสร้างความเป็นจริง ไม่ใช่แค่สะท้อนมันออกมา อาชีพที่ต้องใช้ภาษาหนักๆ จึงเป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการสร้างหรือเปลี่ยนแปลง 'ความจริง' ของใครสักคนเสมอ

ตอนที่ผมทำโปรเจกต์วิเคราะห์ Big Data เกี่ยวกับ customer journey ในปี 2024 นี่ชัดเลยว่า นักการตลาดดิจิทัล คืออีกกลุ่มที่ใช้ภาษาหนักมาก พวกเขาต้องสื่อสารกับคนผ่านตัวอักษรไม่กี่คำบน Ads เพื่อให้เกิด action บางอย่างให้ได้ มันคือการสื่อสารแบบย่อส่วนที่ทรงพลังมาก

  • งานขาย (Sales): เน้นการโน้มน้าวและสร้าง ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เพื่อปิดการขาย
  • นักจิตบำบัด/ที่ปรึกษา (Therapist/Counselor): ใช้ภาษาเพื่อการเยียวยา สร้างความเข้าใจ และปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของผู้รับบริการ
  • ครู/อาจารย์ (Teacher/Professor): การแปลสารที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย และสร้างแรงบันดาลใจ
  • นักกฎหมาย/ทนายความ (Lawyer): ภาษาคือเครื่องมือในการตีความ โต้แย้ง และปกป้องสิทธิ์ ความแม่นยำของคำ คือหัวใจสำคัญ
  • นักการตลาด/นักโฆษณา (Marketer/Advertiser): การสื่อสารเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นพฤติกรรมผู้บริโภค
  • ล่าม (Interpreter): ไม่ใช่แค่แปลคำต่อคำ แต่คือการแปล 'วัฒนธรรม' และ 'เจตนา' ที่ซ่อนอยู่ในภาษาด้วย

อาชีพใดที่ต้องใช้การสื่อสาร

โอ๊ย คิดถึงสมัยเรียนเลยนะ ตอนนั้นนะโดนอาจารย์บ่นเรื่องรายงานบ่อยมาก แกบอกเขียนอะไร สื่อสารไม่รู้เรื่องเลย อ่านแล้วงงไปหมด นี่แหละเลยเข้าใจเลยว่าไอ้การสื่อสารเนี่ยมันสำคัญจริงๆ โคตรสำคัญเลยแหละ

พอมาทำงานในวงการนี้ ยิ่งเห็นชัดเลยว่าอาชีพที่ต้องสื่อสารเก่งๆ มันเยอะมาก โดยเฉพาะพวกนักเขียนนะ โอ้โห นี่หัวใจหลักเลยจริงๆ บางทีเดินผ่านออฟฟิศข่าวที่สีลม เห็นพวกนักข่าวนั่งหน้าเครียดๆ คงกำลังรีบปั่นข่าวให้ทันเดดไลน์อยู่

แล้วนักข่าวที่เจอที่งานเปิดตัวสินค้าตรงสยามวันก่อน หน้าเขาก็ดูยุ่งๆ ต้องรีบไปเขียนข่าวให้ทันลงออนไลน์ แถมต้องสื่อสารเรื่องยากๆ ให้คนทั่วไปเข้าใจง่ายๆ อย่างรวดเร็วด้วย มันไม่ง่ายเลยจริงๆ

เพื่อนฉันที่ทำเป็นนักเขียนคอนเทนต์อยู่เอเจนซี่แถวสุขุมวิท นางเล่าว่าแต่ละวันต้องคิดคำพูดดึงดูดลูกค้าให้ซื้อของตลอดเวลา คิดดูดิ ถ้าเขียนไม่ดี ใครจะสนใจสินค้า ถ้าภาษาไม่โดนใจก็จบเลยนะ

ส่วนพวกนักเขียนสคริปต์นี่สุดยอดเลย ดูซีรีส์เรื่องล่าสุดที่เพิ่งจบไป บทดีมาก คนดูอินตามไปกับตัวละครทุกฉากทุกตอนเลย การสื่อสารอารมณ์ ความรู้สึกผ่านบทพูดนี่สำคัญสุดๆ บทดีนี่ทำให้หนังสนุกขึ้นเป็นกองเลยนะ

แต่บางทีนะ ต่อให้เขียนดีแค่ไหน ถ้าไม่มีคนช่วยดูช่วยเกลา มันก็ยังไม่สุดอะ นี่แหละที่บรรณาธิการเข้ามาช่วย เหมือนเป็นตาที่สองที่สามให้งานเราเลย

เคยส่งงานเขียนไปให้พี่ที่ทำเป็นบรรณาธิการบทความนิตยสารหัวนึงดู พี่เขาก็จะช่วยจัดเรียงประโยคให้มันดูเป็นระเบียบ อ่านง่ายขึ้นเยอะมาก แก้จุดที่เรามองไม่เห็นเลย เยี่ยมไปเลย

ส่วนบรรณาธิการคอนเทนต์นะ เหมือนคนคอยควบคุมภาพรวมเลยแหละ ทำให้เนื้อหาที่ออกมามันไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด ทั้งในเว็บ ในเพจเฟซบุ๊ก หรือแม้กระทั่งทวิตเตอร์ คือต้องคุมโทนให้เป๊ะ

บรรณาธิการสคริปต์ อันนี้เจ๋งมากนะ เหมือนช่วยดูว่าบทพูดมันเป็นธรรมชาติไหม ฉากนี้เข้ากับอารมณ์ตัวละครไหม คือเก็บรายละเอียดเยอะมาก อย่างซีรีส์หรือหนังที่เพิ่งดูไปนี่ก็คงผ่านสายตาบรรณาธิการพวกนี้มาแล้วแน่ๆ กว่าจะออกมาสมบูรณ์แบบได้

อาชีพที่ใช้การสื่อสารอย่างมากในปัจจุบัน:

  • นักข่าว: รายงานข่าว เหตุการณ์ และข้อมูลอย่างรวดเร็วและถูกต้อง
  • นักเขียนคอนเทนต์: สร้างสรรค์เนื้อหาเพื่อการตลาด สื่อสังคมออนไลน์ และเว็บไซต์
  • นักเขียนสคริปต์: เขียนบทภาพยนตร์ โทรทัศน์ และสื่อบันเทิงต่างๆ เพื่อเล่าเรื่องและสื่ออารมณ์
  • บรรณาธิการบทความ: ตรวจสอบ แก้ไข และปรับปรุงบทความให้มีความถูกต้องและอ่านง่าย
  • บรรณาธิการเนื้อหา: กำหนดทิศทาง ตรวจสอบ และดูแลคุณภาพของเนื้อหาโดยรวมในแพลตฟอร์มต่างๆ
  • บรรณาธิการสคริปต์: ปรับปรุงบทให้มีความสมจริง สอดคล้อง และถ่ายทอดอารมณ์ของเรื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ