เรียนมหาลัยมีสายอะไรบ้าง
เรียนมหาลัยมีคณะ/สายอะไรให้เลือกเรียนได้บ้าง?
โอ้ย คำถามนี้ทำให้นึกถึงตอน ม.6 เลย โคตรสับสน ตอนนั้นคือโลกมันกว้างมาก มีทั้งสายวิทย์สุขภาพที่เพื่อนๆ แห่กันไปเรียน หมอ ทันตะ เภสัช พยาบาล แล้วก็มีพวกวิศวะ สถาปัตย์ ที่ดูเท่ๆ หน่อย ส่วนเราเองก็ลังเลอยู่แถวๆ สังคมศาสตร์ พวกบริหาร บัญชี เศรษฐศาสตร์ ไม่ก็ข้ามไปสายศิลป์เลย นิเทศ อักษร มนุษยศาสตร์ มันเยอะจนเลือกไม่ถูกจริงๆ
จำได้เลยช่วงเดือนตุลาปี 59 นั่งอยู่ร้านกาแฟแถวสามย่านกับเพื่อน เปิดระเบียบการรับสมัครของหลายๆ มหาลัยกองเต็มโต๊ะ เพื่อนคนนึงอยากเข้าวิศวะคอมเพราะอยากสร้างเกม อีกคนจะไปนิเทศ จุฬาฯ ให้ได้ บอกอยากกำกับหนัง ส่วนเราตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่าชอบอะไรจริงๆ แค่รู้สึกว่าคณะบริหารมันดูมั่นคงดี พ่อแม่ก็สนับสนุน แต่ใจลึกๆ ก็แอบอยากเรียนปรัชญาอะไรทำนองนั้น มันตีกันในหัวไปหมด
สุดท้ายเรื่องจบมาทำงานอะไรนี่เอาแน่เอานอนไม่ได้เลย เพื่อนที่จบวิศวะเครื่องกล ตอนนี้ไปทำงานสาย data analyst อยู่บริษัทการเงิน ส่วนเพื่อนที่จบคณะอักษรฯ ภาษาญี่ปุ่น ก็ผันตัวมาเป็น UX/UI designer ที่ได้ใช้ภาษาบ่อยกว่าที่คิด ส่วนเราที่เลือกเรียนไปทางสังคมวิทยา ตอนนี้มาทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง มันกลายเป็นว่าปริญญาเป็นแค่ใบเบิกทางเฉยๆ ทักษะที่ได้ใช้จริงๆ บางทีก็ไปเรียนรู้เอาหน้างานซะเยอะ
มหาลัยมีคณะอะไรบ้าง? กว้างมากเลยนะ มีตั้งแต่ แพทย์ วิศวะ บริหาร นิเทศ อักษร นิติ รัฐศาสตร์ ศิลปกรรม จนถึงพวกสหเวชศาสตร์ หรือนวัตกรรมใหม่ๆ.
จบมาทำงานอะไร? ไม่ตายตัวเลย เพื่อนเรียนวิศวะไปทำ IT แบงค์ บางคนเรียนอักษรมาทำมาร์เก็ตติ้งแบบเรา ทุกวันนี้สายงานมันข้ามกันไปหมด.
เอาจริงๆ สุดท้ายมันคือการเรียนรู้วิธีคิดมากกว่าตัวเนื้อหาที่เรียนด้วยซ้ำ การที่ได้เจอคนหลากหลายในมหาลัยนี่แหละที่เปิดโลกเราที่สุดแล้ว มันสอนให้เราปรับตัว แล้วก็ค้นพบว่าจริงๆ แล้วเราทำอะไรได้มากกว่าที่เคยคิดไว้เยอะเลย.
มหาลัยมีสายคณะอะไรบ้าง
แผนการเรียนมัธยม. คือพื้นฐาน. กำหนดทางเดินในมหาลัย.
เลือกสิ่งที่ใช่. ไม่ใช่สิ่งที่ใครว่าดี.
สายวิทย์-คณิต: ประตูบานใหญ่สุด. เข้าได้เกือบทุกอย่าง. เน้นกลุ่ม วิทยาศาสตร์สุขภาพ (แพทย์ ทันตะ เภสัช สัตวแพทย์), วิศวกรรมศาสตร์, วิทยาศาสตร์, และ สถาปัตยกรรมศาสตร์. พื้นฐานแน่น. ตัวเลือกเยอะ.
สายศิลป์-คำนวณ: สำหรับคนไม่ชอบฟิสิกส์ เคมี ชีวะ. แต่ยังอยู่กับตัวเลข. มุ่งไปทาง บริหารธุรกิจ บัญชี เศรษฐศาสตร์. รวมถึงคณะในกลุ่ม สังคมศาสตร์ บางสาขา.
สายศิลป์-ภาษา: โลกของภาษาและวัฒนธรรม. ชัดเจนในทาง อักษรศาสตร์ ศิลปศาสตร์ มนุษยศาสตร์. ต่อด้วย นิเทศศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์. ทักษะการสื่อสารคือหัวใจ.
สายศิลป์อื่นๆ (สังคม, ธุรกิจ): เป็นทางเลือกเฉพาะทาง. แต่ละโรงเรียนไม่เหมือนกัน. เป้าหมายคล้ายศิลป์-ภาษา หรือศิลป์-คำนวณ. แต่เน้นเจาะจงวิชาสังคมหรือธุรกิจ. ต้องเช็คระเบียบการรับของแต่ละมหาวิทยาลัย.
เรียน ป.ตรี มีสาขาอะไรบ้าง
ปริญญาตรีคือระดับการศึกษา. รากฐานในอุดมศึกษา. ระยะเวลาโดยทั่วไป สี่ปี. ทว่ามีหลากหลาย. สองถึงหกปี ตามหลักสูตรเฉพาะ และประเทศ.
สาขาวิชามีมากมาย. ครอบคลุมทุกแขนงความรู้ที่มนุษย์สร้างสรรค์. การเลือกคือการตัดสินใจครั้งใหญ่. ไม่ใช่แค่หลักสูตร. เป็นเส้นทางชีวิต.
ใบปริญญาคือบทสรุป. แต่การเรียนรู้ไม่เคยสิ้นสุด. มันคือจุดเริ่มต้น. ไม่ใช่จุดหมาย.
สาขาวิชาหลัก:
- กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ: แพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ พยาบาล เภสัชกรรม.
- กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี: วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ วิทยาศาสตร์กายภาพ ชีวภาพ.
- กลุ่มสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์: นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สื่อสารมวลชน ภาษา.
- กลุ่มศิลปกรรมและการออกแบบ: วิจิตรศิลป์ ดนตรี สถาปัตยกรรม การออกแบบ.
- กลุ่มบริหารธุรกิจ: การตลาด การเงิน บัญชี การจัดการ.
ประเภทปริญญาทั่วไป:
- ศิลปศาสตรบัณฑิต (B.A.)
- วิทยาศาสตรบัณฑิต (B.S.)
- วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (B.Eng.)
- นิติศาสตรบัณฑิต (LL.B.)
- แพทยศาสตรบัณฑิต (M.D.)
ระยะเวลาการศึกษา:
- ส่วนใหญ่ 4 ปี.
- สาขาเฉพาะทาง เช่น แพทย์ ทันตะ สัตวแพทย์ เภสัช อาจใช้ 5-6 ปี.
- บางหลักสูตร 3 ปี เร่งรัด.
เรียนต่อมหาลัยคณะอะไรดี
จะเรียนต่อมหาลัยคณะอะไรดีน่ะเหรอ? คำถามยอดฮิตที่พาให้วัยรุ่น (และผู้ปกครอง) ปวดหัว ยิ่งเห็นตัวเลขคนสมัครแล้วจะรู้ว่าสังคมเรากำลังเทใจไปทางไหนกันนะ เหมือนดูเรตติ้งซีรีส์ดังแหละ!
อันดับหนึ่งยืนหนึ่งมาแต่ไกลคือ พยาบาลศาสตร์ คนสมัครเกือบห้าหมื่นคน! สงสัยว่ายุคนี้คนป่วยเยอะจริง ๆ หรือคนอยากดูแลคนป่วยเยอะกว่ากันนะ? อาชีพที่เสียสละ (แถมอาจได้โอทีเยอะด้วย) เรียนแล้วเอาตัวรอดได้ทุกสถานการณ์ ชีวิตจริงกว่าในซีรีส์เยอะบอกเลย
ตามมาติดๆ คืออันดับสอง อังกฤษ สมัครไปสี่หมื่นกว่า! นี่แหละสกิลทองคำ ใครๆ ก็อยากมีไว้เผื่อเจอชาวต่างชาติแล้วคุยรู้เรื่อง หรือเผื่อได้งานสายอินเตอร์ เริ่ด! ภาษาคือประตูสู่โลกกว้างจริง ๆ หรืออาจจะแค่ประตูสู่ซีรีส์เกาหลีซับไทยก็ได้นะ ฮ่าๆ
อันดับสาม การบัญชี คนสมัครสี่หมื่นกว่า ตัวเลขไม่เคยโกหก แต่คนทำบัญชีอาจจะปวดหัวกับตัวเลขจนอยากโกหกตัวเองว่าไม่เคยเรียน อาชีพที่ละเอียดประหนึ่งต้องนับเม็ดทรายในทะเลทรายซาฮาร่า ใครชอบความเป๊ะ ห้ามพลาด!
อันดับสี่ นิติศาสตร์ ทนายความ ผู้พิพากษา อัยการ ฟังดูเท่! แต่กว่าจะถึงจุดนั้น คงต้องท่องตำรากันจนตาพร่าไปข้าง สู้กันด้วยสมองและความจำขั้นสุด ใครว่าปากเก่งอย่างเดียวพอ อันนี้ต้องข้อมูลแน่นและพร้อมขึ้นศาลด้วยนะ
อันดับห้า บริหารธุรกิจ คณะยอดฮิตตลอดกาล ที่สอนให้เราเป็นได้ทุกอย่างยกเว้นคนว่างงาน (ถ้าบริหารดีนะ!) จบมาจะเปิดร้านกาแฟสุดชิค หรือเป็น CEO บริษัทพันล้าน ก็อยู่ที่ฟ้าลิขิตแล้วแหละ แต่สกิลต้องแน่นไว้ก่อนนะจ๊ะ
อันดับหก รัฐศาสตร์ นี่แหละสายวิเคราะห์สังคม การเมือง ใครว่าเรียนแล้วได้แต่บ่น? บางทีก็ได้บริหารจัดการบ้านเมือง หรืออย่างน้อยก็ได้วิเคราะห์คนอื่นเก่งขึ้น มองทะลุปรุโปร่งเหมือนมีตาทิพย์ ใครสนใจเรื่องราวเบื้องหลัง ต้องคณะนี้
และปิดท้ายที่อันดับเจ็ด เภสัชศาสตร์ ผู้พิทักษ์ยา คอยให้คำแนะนำ (ที่บางทีคนไข้ก็ไม่ฟังหรอกนะ) อาชีพที่ต้องจำชื่อยาเยอะยิ่งกว่าจำชื่อเมนูในร้านกาแฟดังๆ อีก แถมต้องรอบรู้เรื่องสุขภาพแบบคนในบ้านถามได้ตลอดเวลา
ส่วนจะเลือกอะไรน่ะเหรอ? ฟังหัวใจตัวเอง แล้วดูความเป็นไปได้นะ ไม่ใช่แค่ตามกระแสหรือตามเพื่อน ขอบอกว่ามีอะไรที่ต้องคิดอีกเยอะแยะเลยนะเพื่อนรัก!
- ความสนใจส่วนตัว: นี่แหละตัวแปรสำคัญ ไม่ใช่แค่ตามเพื่อน หรือตามกระแส ยิ่งชอบ ยิ่งเรียนสนุก ยิ่งทำได้ดี
- โอกาสในอนาคต: ลองมองยาวๆ ว่าตลาดต้องการอะไร ทักษะแบบไหนจะอยู่รอด ในโลกที่หมุนเร็วอย่างกับเดอะแฟลช
- ความสามารถของตัวเอง: รู้จักตัวเองว่าถนัดอะไร ไม่ถนัดอะไร ไม่ต้องฝืนไปในทางที่ไม่ใช่ ไม่งั้นชีวิตจะปวดตับ
- ข้อมูลคณะ: คณะชื่อเหมือนกัน แต่เนื้อหาการเรียน อาจต่างกัน แต่ละมหาลัยนะ เช็คดีๆ อย่าดูแค่ชื่อ
- อย่าเชื่อแค่อันดับ: อันดับมันก็แค่ตัวเลข ความสุขที่ได้เรียนสำคัญกว่าเยอะ นะ เรียนแล้วมีความสุขคือที่สุด
จบอะไรไม่ตกงาน
เรื่องจบอะไรแล้วไม่ตกงานเนี่ย มันเหมือนเรากำลังมองหาหลักประกันในโลกที่หมุนเร็วตลอดเวลาเลยนะ จริงๆ แล้วไม่มีอะไร 100% หรอก แต่ถ้าให้ผมลองวิเคราะห์จากแนวโน้มของตลาดแรงงานปี 2024 นี้ ผมเห็นว่าบางสาขาวิชา ยังคงเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่ง และน่าจะช่วยลดความเสี่ยงการว่างงานได้เยอะ
สำหรับผมนะ 5 สาขาวิชาหลักที่ยังคงเป็นที่ต้องการสูงและมีอัตราการว่างงานต่ำ มีประมาณนี้เลย:
- วิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล: นี่คือหัวใจของนวัตกรรมยุคใหม่เลยล่ะ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาซอฟต์แวร์, วิทยาศาสตร์ข้อมูล, ปัญญาประดิษฐ์ หรือความปลอดภัยทางไซเบอร์ demand ยังพุ่งไม่หยุดจริงๆ
- แพทยศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ:ความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์ ไม่ว่าจะเศรษฐกิจจะผันผวนแค่ไหน หรือเทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปไกลเท่าไร คนก็ยังคงต้องการการดูแลสุขภาพที่ดีอยู่เสมอ นี่คือสายงานที่ไม่มีวันตาย
- วิศวกรรมศาสตร์เฉพาะทางและเทคโนโลยีขั้นสูง: ไม่ใช่วิศวะแบบดั้งเดิมเสมอไปนะ แต่หมายถึงสาขาที่เน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น หุ่นยนต์, ระบบอัตโนมัติ, วิศวกรรมไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด หรือยานยนต์ไฟฟ้า
- วิทยาศาสตร์ข้อมูลและการวิเคราะห์ (Data Science & Analytics): ในยุคที่ข้อมูลคือทองคำ ความสามารถในการสกัดคุณค่าและสร้างความเข้าใจจากข้อมูลมหาศาล เป็นทักษะที่ทุกองค์กรต้องการเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
- การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน:ระบบการขนส่งและการจัดการห่วงโซ่อุปทานคือเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก ยิ่งการค้าไร้พรมแดนเติบโตเท่าไหร่ ความต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น เพราะทุกอย่างต้องเคลื่อนที่
ที่ผมพูดมานี่ ไม่ใช่แค่เรื่องปริญญาอย่างเดียว นะ แต่รวมถึง ทักษะเฉพาะทางที่ได้จากการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ด้วย เพราะโลกมันเปลี่ยนไวมาก สิ่งที่เราเรียนวันนี้ อาจจะล้าสมัยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็ได้ แต่แนวคิดของการเรียนรู้ตลอดชีวิตนี่แหละคือคำตอบ
สิ่งสำคัญที่ต้องคิดต่อให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น:
- อย่ามองแค่ใบปริญญา:ทักษะ (Skills) สำคัญกว่ากระดาษหนึ่งใบมาก โลกวันนี้ไม่ได้ถามว่าคุณจบอะไร แต่ถามว่าคุณทำอะไรได้บ้าง และทำได้ดีแค่ไหน
- การปรับตัวคือหัวใจ: โลกหมุนเร็ว ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง คือคุณสมบัติของคนที่อยู่รอดในทุกอาชีพจริงๆ
- การคิดเชิงวิพากษ์: หัดตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัว การวิเคราะห์ปัญหาและหาทางออกอย่างมีเหตุผล จะทำให้เราโดดเด่นไม่ว่าจะทำงานสายไหน
- ทักษะดิจิทัล: ไม่ใช่แค่การเขียนโค้ด แต่รวมถึง ความเข้าใจในการใช้เครื่องมือดิจิทัล การทำงานร่วมกับ AI หรือการสื่อสารออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพด้วย
- ทักษะมนุษย์ (Soft Skills):การสื่อสาร, การทำงานร่วมกัน, ความคิดสร้างสรรค์ และความฉลาดทางอารมณ์ สิ่งเหล่านี้ AI ยังทำแทนไม่ได้ และจะเป็นที่ต้องการเสมอไป
- ตลาดแรงงานไม่ใช่แค่ในประเทศ:มองหาโอกาสในระดับภูมิภาคหรือระดับโลก บางทีทักษะที่เรามีอาจจะไปเติบโตได้ดีกว่าในต่างแดนก็เป็นได้
ผมเชื่อว่าการเลือกเรียนไม่ใช่แค่การเลือกอาชีพ แต่คือ การลงทุนในตัวเอง เลือกในสิ่งที่ชอบ ผสมผสานกับสิ่งที่ตลาดต้องการ แล้วเติมเต็มด้วยการเรียนรู้ไม่หยุดนิ่ง นั่นแหละคือสูตรสำเร็จของการไม่ตกงานในระยะยาว ครับผม.
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต