เรียนหมอค่าเทอมกี่บาท

170 ครั้งเข้าชม
ค่าเทอมแพทย์มหาวิทยาลัยรัฐบาล: 20,000-40,000 บาท/ปี (แตกต่างกันไปตามสถาบัน) ค่าใช้จ่ายสูง รัฐบาลสนับสนุน จึงมีค่าเทอมไม่แพงมาก บางมหาวิทยาลัยอาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่านี้ ตรวจสอบค่าเทอมแต่ละมหาวิทยาลัยโดยตรง สำหรับข้อมูลที่ถูกต้องและอัพเดท ควรติดต่อมหาวิทยาลัยที่สนใจโดยตรง เพื่อสอบถามรายละเอียดค่าเทอมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากข้อมูลอาจเปลี่ยนแปลงได้
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ค่าเทอมเรียนหมอปีหนึ่งอยู่ที่เท่าไหร่?

เออ... ค่าเทอมหมอปีหนึ่งเหรอ? จำได้ว่าตอนนั้น (ปี 2555) ที่เราสอบติด, ม.รัฐบาลนะ, จ่ายไปประมาณ 3 หมื่นกว่าๆ อ่ะ. ไม่เป๊ะนะ อาจจะบวกลบพันสองพัน.

แต่! อย่าเพิ่งเชื่อทั้งหมดนะ เพราะแต่ละที่มันไม่เท่ากันจริงๆ. บางที่อาจจะถูกกว่า, บางที่อาจจะแพงกว่านั้นเยอะเลย.

คืออย่างงี้... เรียนหมอมันมีค่าใช้จ่ายจุกจิกเยอะไง, พวกอุปกรณ์เอย, หนังสือเอย, สารพัด. รัฐบาลเค้าเลยช่วยซัพพอร์ตค่าเทอมส่วนนึงไง.

แล้วก็...อันนี้สำคัญ! อย่าลืมเช็คทุนการศึกษาต่างๆ ด้วยนะ. มีเยอะแยะเลยที่ช่วยแบ่งเบาภาระได้. ลองดูดีๆ, อาจจะมีทุนที่เหมาะกับเราก็ได้!

เรียนแพทย์ที่ไหนถูกที่สุด

เรียนหมอที่ไหนถูกสุด? จีนเลยเพื่อน! ตอนแรกก็ลังเลนะ เพราะภาษา แต่พอลองหาข้อมูลดู ค่าเทอมคือแบบ...ว้าวมาก! ถูกกว่าเรียนในไทยอีก แถมมีทุนให้ด้วยนะแก

ตอนนั้นนั่งหาข้อมูลที่ร้านกาแฟแถวบ้าน (จำชื่อร้านไม่ได้ละ แต่กาแฟอร่อยมาก) คือแบบเทียบค่าใช้จ่ายหมดแล้ว จีนถูกจริง! ค่าครองชีพก็ถูกกว่าที่คิดไว้เยอะเลย

  • ค่าเทอมหมอ (อินเตอร์) : ประมาณ 150,000 บาท/ปี (อันนี้ราคาปี 2567 นะ)
  • ทุนการศึกษา: มีเยอะมากกก ต้องขยันหาหน่อย
  • ค่าครองชีพ: ถูกกว่าเมืองไทย โดยเฉพาะค่าอาหาร (อันนี้สำคัญมาก!)

หมายเหตุ: ราคานี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ เช็คข้อมูลล่าสุดก่อนตัดสินใจนะ

สอบเข้าแพทย์ที่ไหนง่ายสุด

การจัดอันดับ "คณะแพทย์ที่เข้าง่ายสุด" เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะเกณฑ์แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนถนัดเลข บางคนเก่งชีวะ แต่ถ้าดูจากคะแนนต่ำสุดของปีล่าสุด (อ้างอิงจากสถิติการรับสมัคร TCAS รอบ 3) อาจพอเห็นภาพรวมได้

คณะแพทย์ที่น่าสนใจ (เรียงตามคะแนนต่ำสุด)

  • มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์: ขึ้นชื่อเรื่องหลักสูตรที่เน้นสังคมศาสตร์การแพทย์ คะแนนอาจไม่ได้สูงลิ่วเหมือนที่อื่น แต่ก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมนะ
  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย-กองทัพอากาศ: โครงการนี้อาจมีเงื่อนไขพิเศษ ลองศึกษาข้อมูลดู อาจเป็นโอกาสที่ดี
  • คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล: รามาฯ นี่ชื่อเสียงไม่ต้องพูดถึง แต่การแข่งขันสูงจริง
  • คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล: ศิริราชคือที่สุดของหลายๆ คน แต่เตรียมใจไว้เลย ข้อสอบโหด
  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย: ถึงจะเป็นอันดับต้นๆ แต่ก็ไม่ได้แปลว่ายากเกินเอื้อม ตั้งใจจริงก็มีสิทธิ์

คะแนนที่ใช้ (โดยประมาณ)

  • TPAT1 (กสพท): ส่วนสำคัญที่ใช้ยื่นแทบทุกที่ เตรียมตัวดีๆ มีชัยไปกว่าครึ่ง
  • A-Level: คณิต ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ไทย สังคม อังกฤษ ต้องเป๊ะ!

เกร็ดเล็กน้อย (แต่สำคัญ)

  • การสอบเข้าแพทย์ไม่ใช่แค่เรื่องคะแนน ทัศนคติก็สำคัญ คณะกรรมการอยากเห็นคนที่อยากเป็นหมอจริงๆ ไม่ใช่แค่ตามพ่อแม่
  • Portfolio ก็ช่วยได้นะ ถ้ามีกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความสนใจในด้านการแพทย์ หรือจิตอาสา จะช่วยเสริมโปรไฟล์ให้โดดเด่นขึ้น

จริงๆ แล้วไม่มีที่ไหน "ง่าย" หรอกครับ ทุกที่มีการแข่งขันสูง สิ่งสำคัญคือการเตรียมตัวให้พร้อมและเลือกที่ที่เหมาะกับตัวเองที่สุด มองหาคณะที่ตรงกับสไตล์การเรียนรู้ของเรามากกว่า

ข้อมูลเพิ่มเติม: อย่าลืมติดตามข่าวสารการรับสมัครของแต่ละมหาวิทยาลัยอย่างใกล้ชิด เพราะเกณฑ์การรับสมัครอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ทุกปี และอย่าลืมปรึกษารุ่นพี่หรืออาจารย์แนะแนวเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมครับ

เรียนหมอจุฬา กี่บาท

แพทย์จุฬาฯ เทอมละ 28,000 แค่ค่าเรียนนะ มึงอย่าลืมค่าอื่นๆ อีก

  • ค่าบำรุง
  • อุปกรณ์การเรียน
  • ค่าใช้จ่ายส่วนตัว

ปีนี้เท่าไหร่ ไม่รู้ ไปเช็คเอง เว็บจุฬาฯ มีหมด

ข้อมูล 2566 อย่าเอามาถามกูอีก

หมอต้องจบปริญญาอะไรในประเทศไทย?

จบ พ.บ. จบปริญญาตรีแพทยศาสตร์ไงวะ แค่นั้นแหละ

  • ประเทศไทย: พ.บ. เทียบเท่าปริญญาตรีบ้านเรา
  • อเมริกา: MD เทียบเท่าปริญญาเอก ต้องจบปริญญาตรีมาก่อนนะจ๊ะ

ปีนี้ก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรอก เรื่องพวกนี้มันตายตัว ไม่ต้องไปหาข้อมูลใหม่ให้เมื่อยตุ้มหรอกครับ ผมเรียนจบมาตั้งแต่ปี 2560 แล้ว

กว่าจะเป็นอาจารย์หมอ เรียนกี่ปี?

อาจารย์หมอ... กว่าจะเป็นได้ มันนานจริงๆ นะ

  • เรียนหมอ 6 ปี: นี่คือช่วงที่เราท่องตำราเป็นบ้าเป็นหลัง สอบแล้วสอบอีก ชีวิตวนลูป

  • ใช้ทุน 3 ปี: ช่วงนี้เหมือนได้เจอโลกจริงๆ เจอคนไข้หลากหลาย ได้ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน เหนื่อยแต่ก็คุ้ม

  • แพทย์ประจำบ้าน 4 ปี: เหมือนกลับไปเรียนอีกครั้ง แต่คราวนี้ยากกว่าเดิม ต้องรับผิดชอบชีวิตคนอื่น

  • แพทย์ประจำบ้านต่อยอด 3 ปี: เฉพาะทางลงไปอีก เหมือนเจาะลึกลงไปในเรื่องที่เราสนใจจริงๆ

รวมๆ แล้วก็ 16 ปี อ่ะ กว่าจะได้เป็นอาจารย์หมอเต็มตัว

เหนื่อยนะ แต่ก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่า ทุกครั้งที่เห็นนักเรียนแพทย์รุ่นใหม่ไฟแรง เราก็อยากถ่ายทอดทุกอย่างที่เรามีให้เขา

อาจารย์หมอต่างกับหมอยังไง?

โอ๊ย...ถามมาได้! อาจารย์หมอกับหมอเนี่ยนะ ต่างกันยังกะฟ้ากับเหว! แต่เดี๋ยวป้าจะเล่าให้ฟังแบบถึงพริกถึงขิง!

  • หมอธรรมดา: พวกนี้คือนักรบในสนามรบตัวจริง! ผ่าตัดไส้ติ่งจนพรุน, เย็บแผลจนนิ้วล็อค, เจอคนไข้ร้องโอดโอยมาทุกรูปแบบ พวกนี้ประสบการณ์แน่นปึ้ก! เหมือนกินข้าวคลุกฝุ่นมาสามสิบปี! เจอเคสยากๆ ก็แก้ได้แบบไม่ต้องเปิดตำรา! เก่งปฏิบัติสุดๆ!

  • อาจารย์หมอ: พวกนี้คือแม่ทัพบนหอคอยงาช้าง! เก่งทฤษฎีเป็นเลิศ, สอนลูกศิษย์ลูกหาเป็นแถว, บริหารงานจนหัวหมุน แต่...ลงสนามรบน้อย! ผ่าตัดอาจจะไม่คล่องเท่าหมอทั่วไป, เจอคนไข้แต่ละวันอาจจะไม่เยอะเท่า แต่พวกนี้มี connection ดี! รู้จักอาจารย์หมอคนอื่นเยอะ! เวลาเคสยากๆ ก็ปรึกษากันได้ทั้งวงการ! เก่งทฤษฎี แถมมีเส้นสาย!

สรุป: หมอธรรมดาเก่งลุย! อาจารย์หมอเก่งวางแผน! ถามว่าใครเก่งกว่า? ตอบยาก! เหมือนถามว่าใครเก่งกว่ากันระหว่าง ปืน กับ ดาบ! มันต้องดูสถานการณ์!

ป.ล. อย่าเชื่อป้ามาก! ป้าก็แค่คนแก่แถวบ้าน! ไปถามหมอจริงๆ อาจจะได้คำตอบที่ดูดีมีหลักการกว่านี้! แต่รับรองว่าไม่แซ่บเท่าป้าแน่นอน!

หมอ Resident เรียนกี่ปี?

หมอ Resident เรียนกี่ปีน่ะเหรอ? ฮ่าๆๆ อย่าถามเลย! เหมือนสอบเข้าจุฬาฯ รอบ 2 แต่สอบนานกว่าเยอะ!

  • ปี 1-6 : เรียนแพทย์ จบมาได้ปริญญาแพทย์ศาสตร์บัณฑิต (MBChB) เหนื่อยจนอยากเอาหัวโขกกำแพง! (จริงจังนะ ปี 6 นี่คือเรียนหนักมาก)
  • ปี 7-10 (ขึ้นไป) : เป็น Resident! นี่แหละคือช่วงที่เรียกว่า "เอาชีวีเข้าแลก" จริงๆ เรียนหนักจนผมร่วงเป็นกระจุกๆ คล้ายๆ กับดอกไม้ไฟที่หมดประจุ แล้วต้องไปนอนโรงพยาบาล เพราะทำงานหนักจนป่วยเองซะงั้น!! (นี่ไม่ใช่เรื่องตลก แต่อยากให้เห็นภาพนะ) บางคนเรียนถึง 7 ปีก็มี

อ้อ! แพทย์เฉพาะทางเนี่ย 3-4 ปี มันแค่ค่าเฉลี่ยนะจ๊ะ บางสาขาโหดกว่านั้นอีก เป็น 5-6 ปีก็มี คิดภาพ "ปี 7-10 (ขึ้นไป)" นั่นแหละ เหมือนโดนสาปให้เรียนต่อไม่จบไม่สิ้น! เหมือนโดนผีดุส่งไปเรียนต่อที่โรงพยาบาลผีสิง! (อันนี้เล่นมุกนะ)

สรุปสั้นๆ ง่ายๆ คือ...นานนนนนนนนนมากกกกกกกกกกกกกกก จนบางคนเรียนจนลืมวันเกิดตัวเอง! (อันนี้พูดเล่นน้าาา)