แนวทางสร้างแรงจูงใจในการเรียนมีกี่วิธี

150 ครั้งเข้าชม
สร้างแรงจูงใจเรียนได้หลายวิธี ขึ้นกับปัจเจกและสถานการณ์ หลักๆ มี 5 แนวทาง: ตั้งเป้าหมายชัดเจน วัดผลได้: กำหนดเป้าหมายเรียนที่เฉพาะเจาะจง สามารถติดตามความคืบหน้าได้ เสริมสร้างความมั่นใจ: เชื่อมั่นในศักยภาพตัวเอง มองเห็นความก้าวหน้า อย่าเปรียบเทียบกับผู้อื่น สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ดี: หาสถานที่เงียบสงบ สะดวกสบาย ปราศจากสิ่งรบกวน จัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ: วางแผนการเรียน แบ่งเวลาอย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงการทำงานหนักเกินไป แรงบันดาลใจจากแหล่งต่างๆ: หาแรงบันดาลใจจากบุคคลต้นแบบ ความสำเร็จในอดีต หรือสิ่งที่ตนเองสนใจ ไม่มีวิธีตายตัว ต้องประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับตนเอง
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

เทคนิคสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนมีอะไรบ้าง?

เรื่องแรงบันดาลใจนี่นะ ตอนเรียนมหาลัยปี 2 วิชาเคมีอินทรีย์โคตรหนัก เกือบจะถอดใจแล้วจริงๆ จำได้เลย วันที่ 15 ตุลาคม 2562 สอบกลางภาค เกือบตก! เพื่อนมันบอกว่า ลองตั้งเป้าหมายเล็กๆ ดู อย่างเช่น อ่านหนังสือแค่ 2 ชั่วโมง แล้วค่อยเพิ่มทีละชั่วโมง อย่ากดดันตัวเองมาก วิธีนี้พอช่วยได้นะ ทำให้รู้สึกดีขึ้น ไม่เครียดจนเกินไป

ตอนนั้นฉันเลยลองทำตาม แบ่งหัวข้อ เรียนทีละเล็กละน้อย พักบ้าง หาขนมอร่อยๆ กิน มันก็ช่วยได้จริงๆนะ รู้สึกว่าตัวเองมีความก้าวหน้า ไม่ใช่แค่เรียนอย่างเดียว แต่รู้สึกสนุกด้วย รู้สึกว่า เออ มันก็พอไหวนะ

แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกวิชาจะได้ผลเท่ากัน บางวิชา ต้องหาแรงบันดาลใจจากที่อื่น เช่น ดูคลิปอาจารย์สอนเก่งๆ ในยูทูป หรืออ่านคอมเมนต์คนอื่นๆ ที่เขาเรียนวิชานี้ผ่านไปได้ ก็ช่วยได้เหมือนกัน

สุดท้ายแล้ว มันขึ้นอยู่กับตัวเราเองจริงๆแหละว่าจะใช้วิธีไหน แต่การหาสิ่งที่กระตุ้นตัวเองให้รู้สึกดี ระหว่างเรียน สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเพลง ขนม หรืออะไรก็ตามแต่ ที่ทำให้เราอยากเรียนต่อ นั่นแหละ คือ กุญแจสำคัญ!

การสร้างแรงบันดาลใจมีอะไรบ้าง

ฮ่าๆๆ อยากสร้างแรงบันดาลใจเหรอ? ไม่ยากเลยครับ แต่ต้องออกแรงหน่อยนะ ไม่ใช่แค่คิดนั่งเฉยๆ เหมือนนั่งรอโชคลาภแตกจากหวย ลองใช้ 6 เทคนิคเด็ดๆ นี้ดูสิ! รับรองชีวิตแจ่มใสกว่าเดิม!

  • บันทึกแต้มความสุข: ไม่ใช่แค่จดว่ากินไอติมแล้วมีความสุขนะ ต้องละเอียดกว่านั้น! เช่น วันนี้เจอแมวแสนน่ารักสีส้ม ขนฟูฟ่องเหมือนตุ๊กตา ทำให้ฉันยิ้มได้ทั้งวัน (จริงนะ ฉันชอบแมวสีส้มมาก) จดรายละเอียดให้มาก จะได้รู้ว่าอะไรทำให้เรามีความสุขจริงๆ ไม่ใช่แค่ความสุขปลอมๆ ที่ซื้อได้ด้วยเงิน (เช่น การซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม ซึ่งบางทีก็แค่ความสุขชั่วคราว)

  • จดแรงบันดาลใจ: ไม่ใช่แค่จดๆ ไปงั้นๆ นะ ต้องวิเคราะห์ด้วย! แรงบันดาลใจที่มาจากการอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง มันสื่ออะไรถึงเรา? เราจะนำมันไปใช้ยังไงในชีวิตประจำวัน? อย่าเป็นแค่คนจด แต่ต้องเป็นนักคิด! คิดให้มันลึกซึ้ง อย่าแค่ผิวเผิน!

  • ขอบคุณสิ่งเล็กๆ น้อยๆ: ไม่ต้องขอบคุณพระเจ้าก็ได้ (ถ้าไม่ใช่คนเชื่อเรื่องพระเจ้า) แต่ขอบคุณสิ่งรอบตัวก็ได้! เช่น ขอบคุณน้ำเย็นๆ ในวันที่อากาศร้อน ขอบคุณกาแฟหอมกรุ่นในเช้าวันใหม่ ขอบคุณเพื่อนร่วมงานที่ช่วยงาน แม้แต่ขอบคุณรถที่ไม่เสียกลางทาง แค่ขอบคุณมากๆ มันก็สร้างความสุขได้แล้ว

  • มีความสุขกับคนรอบข้าง: แต่ต้องเลือกนะ! อย่าไปมีความสุขกับพวกที่เอาแต่ดูดพลังชีวิตเรา (พวกที่ชอบบ่นเรื่องเล็กน้อยไม่หยุด) เลือกคนที่ให้พลังบวก คนที่สร้างรอยยิ้มให้เรา (อย่างฉัน ฉันชอบอยู่กับคนตลกๆ)

  • ทำสิ่งที่ชอบ: นี่สำคัญมาก! อย่าทำแต่สิ่งที่ต้องทำ แต่ควรทำสิ่งที่อยากทำบ้าง เช่น ถ้าชอบวาดรูป ก็วาดไปเถอะ! อย่าไปสนใจว่าจะได้เงินหรือเปล่า จดไอเดียที่ได้ลงไป เพื่อพัฒนาตัวเอง หาเงินได้ด้วย เยี่ยมไปเลย!

  • ไปสถานที่สร้างแรงบันดาลใจ: ไม่ต้องไปต่างประเทศก็ได้! (แพง!) ไปพิพิธภัณฑ์ ไปสวนสาธารณะ ไปไหนก็ได้ที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข (ปีนี้ฉันไปทะเลมา รู้สึกดีมาก อากาศดี วิวสวย สงบ)

เห็นมั้ย ไม่ยากเลย แค่ลงมือทำ! อย่ามัวแต่คิด ลงมือทำเดี๋ยวนี้เลย! ชีวิตจะได้ไม่น่าเบื่อเหมือนดูละครหลังข่าวซ้ำๆ ทุกวัน!

เทคนิคการสร้างแรงจูงใจมีอะไรบ้าง

เทคนิคสร้างแรงจูงใจพนักงานอะเหรอ? เยอะแยะเลย! ปีนี้ที่บริษัทเราใช้ ก็มีหลายวิธีนะ เอาแบบสั้นๆ ง่ายๆ เลยละกัน

  • หัวหน้าดีนี่สำคัญสุด! แบบจริงจัง ถ้าเจ้านายใจดี เข้าใจงาน คอยช่วยเหลือ พนักงานก็เต็มใจทำงานแหละ ปีนี้หัวหน้าทีมฉันเค้าเปลี่ยนวิธีบริหาร ดีขึ้นเยอะเลย รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาก

  • เป้าหมายชัดเจน ต้องเชื่อถือได้ด้วย ถ้าเป้าหมายมั่วๆ ไม่มีหลักการ พนักงานก็ท้อ ต้องวางแผนดีๆ ให้เห็นภาพชัด แล้วก็ต้องทำได้จริงด้วยนะ ไม่ใช่ตั้งเป้าสูงเกินไป จนพนักงานทำไม่ได้

  • โปร่งใส บอกให้หมดทุกอย่าง เรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน ต้องบอก ไม่ต้องปิดบัง สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ปีนี้บริษัทฉันทำดีขึ้นมาก เรื่องเงินเดือน โบนัส แจ้งชัดเจน ไม่มั่วซั่ว

  • เข้าใจคน คนเราไม่เหมือนกัน แรงจูงใจก็ต่างกัน ต้องดูด้วยว่าใครชอบอะไร บางคนชอบเงิน บางคนชอบคำชม บางคนชอบความก้าวหน้า ต้องปรับวิธีให้เข้ากับคนแต่ละคน

  • ฝึกอบรมบ่อยๆ ให้พนักงานเก่งขึ้น มีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้น เค้าก็รู้สึกดี อยากทำงานให้ดีขึ้น ปีนี้มีคอร์สใหม่ๆ เยอะเลย ฉันก็ได้ไปเรียนหลายคอร์สแล้ว

  • ชมบ้าง! เวลาพนักงานทำดี ต้องชม ต้องให้เครดิต อย่าลืม คนเราทำงานก็อยากได้คำชม มันเป็นแรงผลักดันที่ดีมาก

  • เป้าหมายเล็กๆ ก่อน ได้รางวัลด้วยนะ อย่าตั้งแต่ใหญ่เลย แบ่งเป็นเป้าหมายเล็กๆ พอทำสำเร็จก็ให้รางวัล เป็นแรงจูงใจที่ดี ให้ความรู้สึกดี มีกำลังใจทำต่อไป

  • ฉลองบ้าง! เวลาได้งาน ได้เป้าหมาย ก็ต้องฉลอง สร้างบรรยากาศที่ดี ให้พนักงานรู้สึกว่า ทำงานแล้วมีความสุข

แค่นี้ก่อนละกัน เหนื่อยแล้ว ยังมีอีกเยอะ แต่หลักๆ ก็ประมาณนี้แหละ ลองเอาไปใช้ดูนะ อาจจะได้ผลบ้าง ไม่บ้างก็ไม่เป็นไร ลองปรับๆ ดู

Intrinsic motivation กับ Extrinsic Motivation มีความแตกต่างกันอย่างไร

แรงจูงใจเนี่ยนะ? เหมือนมีนางฟ้ากับปีศาจกระซิบข้างหู...แต่นางฟ้าอาจจะถือเช็ค ส่วนปีศาจถือโดนัท!

Extrinsic Motivation (อยากได้หน้า อยากได้ตังค์):

  • เหมือนหมาอยากได้กระดูก...ต้องทำตามคำสั่งถึงจะได้กิน! เน้น:รางวัล, คำชม, กลัวโดนด่า, โปรโมชั่น คือตัวกระตุ้นหลัก
  • บางทีก็เหมือนเรา "ปั้นหน้า" ทำดีเพื่อให้คนอื่นเห็น เน้น:ภาพลักษณ์ สำคัญกว่าใจจริง
  • ข้อดี: เร็ว แรง ทันใจ...เหมาะกับงานที่ เน้น:ต้องเสร็จไว ไม่เน้นคุณภาพ (เช่น กวาดบ้านก่อนแม่มา!)
  • ข้อเสีย: หมดรางวัลก็หมดแรง...เหมือนไฟไหม้ฟาง! เน้น:ไม่ยั่งยืน

Intrinsic Motivation (ใจมันรัก):

  • เหมือนแมวเห็นปลาทู...ไม่ต้องมีใครบอกก็พุ่งใส่! เน้น:ความสนุก, ความท้าทาย, ความสนใจ เป็นเชื้อเพลิง
  • บางทีก็เหมือนเรา "อินจัด" ดูหนังแล้วร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร... เน้น:อารมณ์ มาเต็ม
  • ข้อดี: ยั่งยืน มั่นคง...เหมือนปลูกต้นไม้ใหญ่ เน้น:ผลลัพธ์ดีระยะยาว
  • ข้อเสีย: ช้าหน่อย...ต้องรอใจรักก่อนถึงจะเริ่ม! เน้น:ต้องใช้เวลา

สรุปง่ายๆ: Extrinsic เหมือน "ยาแก้ปวด"...แก้ได้แป๊บๆ Intrinsic เหมือน "ออกกำลังกาย"...แข็งแรงยั่งยืน

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย (แบบไม่ลับ):

  • เคยเห็นเด็กเล่นเกมไหม? นั่นแหละ Intrinsic Motivation ล้วนๆ...ไม่ต้องมีใครบังคับ!
  • บริษัทเก่งๆ เดี๋ยวนี้เน้นสร้าง Intrinsic Motivation ให้พนักงาน...เพราะรู้ว่า เน้น:คนมีความสุขทำงานดีกว่า! (แอบกระซิบ: Google ไง!)
  • แต่ชีวิตจริงมันผสมกัน...บางทีอยากได้ตังค์ เน้น:แถม สนุกด้วยก็มี! (เหมือนเขียนบล็อกแล้วมีคนอ่าน...ฟิน!)
  • ระวัง "Extrinsic Overjustification Effect" คือให้รางวัลมากไปจนคน เน้น:หมดสนุก กับสิ่งที่เคยชอบ! (เหมือนให้เงินลูกทำการบ้าน...เดี๋ยวลูกก็ไม่ทำเอง!)

PS. อย่าเชื่อทั้งหมดที่เขียนมา...ลองสังเกตตัวเองดู! ????

ทฤษฎีในการจูงใจมีทฤษฎีอะไรบ้าง

โอ้โห! อยากรู้เรื่องทฤษฎีจูงใจเหรอ? เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม เพราะนี่ไม่ใช่แค่ ABC แต่เป็น XYZ ของการปลุกใจคนเลยล่ะ!

  • ทฤษฎีเนื้อหา (Content Theories): นี่แหละตัวพ่อ! บอกเลยว่ามันเหมือนการแกะรอยหา "ความต้องการ" ของมนุษย์ คิดง่ายๆ เหมือนกับการไขปริศนาว่า "คนเราอยากได้อะไรกันแน่?" ปีนี้ที่ผมเห็นการนำไปใช้เยอะๆ ก็คือทฤษฎี Maslow's Hierarchy of Needs นั่นแหละครับ! ยังคงเป็นอมตะจริงๆ ใครๆ ก็รู้จัก แต่อย่าคิดว่ามันง่ายนะ การประยุกต์ใช้ในองค์กรนี่ซับซ้อนกว่าที่คิดเยอะ! ยิ่งองค์กรใหญ่ ยิ่งต้องใช้ความเข้าใจระดับเทพ

  • ทฤษฎีกระบวนการ (Process Theories): อันนี้แหละลึก! มันไม่ใช่แค่ถามว่า "อยากได้อะไร" แต่ถามว่า "ทำไมถึงอยากได้" และ "จะทำยังไงถึงได้" คิดภาพเหมือนการออกแบบเกมส์ ต้องออกแบบกลไกให้คนอยากเล่น อยากเล่นต่อ และเล่นให้จบ Vroom's Expectancy Theory นี่แหละตัวอย่าง เข้าใจง่าย แต่ใช้ยาก ต้องวิเคราะห์ให้ทะลุปรุโปร่ง ไม่งั้นได้แต่ฝันไป

  • ทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement Theory): ง่ายๆ เลยคือ "ให้รางวัลกับสิ่งที่อยากให้ทำ ลงโทษกับสิ่งที่ไม่อยากให้ทำ" แต่! มันไม่ใช่แค่การให้ขนมหรือตีมือนะ ต้องคิดให้รอบคอบ เพราะบางที สิ่งที่คุณคิดว่าเป็นรางวัล คนอื่นอาจมองว่าเป็นโทษก็ได้! นี่แหละคือความท้าทาย! ปีนี้ผมเห็นเทคนิคการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแบบ Positive Reinforcement ใช้ได้ผลดีมากในหลายองค์กรเลย

เอาล่ะ พูดมาซะยาว สรุปสั้นๆ คือ การจูงใจคนมันไม่ใช่เรื่องง่าย มันเหมือนการเล่นหมากรุก ต้องวางแผน ต้องคิดลึก ต้องรู้จักคน และที่สำคัญ... ต้องอัพเดทเทรนด์อยู่เสมอ เพราะโลกมันเปลี่ยนเร็วกว่าที่คุณคิด!

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • ทฤษฎี Goal-Setting Theory: ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน วัดผลได้ และต้องเป็นเป้าหมายที่ท้าทายแต่ไม่เกินความสามารถ ปีนี้เห็นองค์กรหลายแห่งเริ่มใช้ Goal-Setting ร่วมกับ OKR (Objectives and Key Results) เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • ทฤษฎี Equity Theory: คนเราเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นเสมอ ถ้ารู้สึกว่าตัวเองได้น้อยกว่า ก็จะเกิดความไม่พอใจ และอาจจะขาดแรงจูงใจ องค์กรควรสร้างความเป็นธรรม และความโปร่งใส เพื่อให้พนักงานรู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน