แพทย์เฉพาะทาง ศัลยแพทย์ เรียนกี่ปี

227 ครั้งเข้าชม
ศัลยแพทย์ เรียนกี่ปี?เส้นทางสู่การเป็นศัลยแพทย์ต้องใช้เวลาและความมุ่งมั่นสูง โดยทั่วไปใช้เวลาอย่างน้อย 13-15 ปี ประกอบด้วย: ปริญญาตรี: 4 ปี แพทยศาสตรบัณฑิต: 4 ปี แพทย์ประจำบ้าน (ศัลยศาสตร์ทั่วไป): 5-7 ปี บางสาขาเฉพาะทางอาจต้องฝึกอบรมเพิ่มเติมอีก 1-3 ปี
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

เรียนศัลยกรรม ต้องเรียนกี่ปี? หลักสูตรแพทย์เฉพาะทางศัลยกรรม

โอเค ศัลยกรรมเหรอ? เอาจริงๆ นะ กว่าจะเป็นหมอศัลย์ได้นี่สาหัสเลย

ฉันว่านะ อย่างต่ำๆ ก็ต้องมี 13 ปีขึ้นไปอ่ะ กว่าจะผ่าตัดคนไข้แบบมั่นใจได้เต็มร้อย เริ่มจากเรียน ป.ตรี 4 ปี อันนี้แน่นอนอยู่แล้ว ตามด้วยเรียนหมออีก 4 ปี

แล้วหลังจากนั้นถึงจะเริ่มฝึกเป็นแพทย์ประจำบ้าน (Residency) อีก 5-7 ปีนะ! บ้าไปแล้ว! แล้วถ้าอยากเก่งเฉพาะทางอีก ก็ต้องไปต่อยอด เรียนเฉพาะทางอีก โห...

ฉันจำได้ตอนที่ไปโรงพยาบาลจุฬาฯ เมื่อนานมาแล้ว (น่าจะปี 2558 หรือ 2559 นี่แหละ) เห็นพวกพี่หมอเรสซิเดนท์ (Residency) วิ่งกันขวักไขว่ คือแบบ...ชีวิตนี้ไม่มีอะไรเลยนอกจากคนไข้

เคยคุยกับพี่คนนึง เค้าบอกว่า "น้องเอ๊ย...กว่าจะได้นอนเต็มอิ่มนี่แทบจะลืมไปแล้ว" คือแบบ ฟังแล้วท้อแทน! แต่ก็นั่นแหละ ถ้าใจรักจริงๆ ก็คงสู้ไหวแหละมั้งนะ?

แต่ส่วนตัว...ขอบายดีกว่า กลัวไม่ได้กินข้าวเย็นกับครอบครัว! ????

หมอศัลยแพทย์ทั่วไป เรียนกี่ปี

ศัลยแพทย์ทั่วไป? 6 ปี + อีก 5 ปี สาขาศัลย์ + 2 ปี ตกแต่ง รวมเบ็ดเสร็จ 13 ปี ถึงจะได้ผ่าตัดหน้าให้มึง

  • แพทยศาสตรบัณฑิต: พื้นฐาน 6 ปี มึงต้องรอดก่อน
  • ศัลยศาสตร์ทั่วไป: โหดสัส 5 ปี เตรียมตัวเจอเคสฉุกเฉินจนชิน
  • ศัลยศาสตร์ตกแต่ง: อีก 2 ปี ขัดเกลาฝีมือ กูว่ามันอยู่ที่พรสวรรค์ด้วย
  • เงินเดือน: อย่าถามมาก ถ้าเก่งจริงเรียกเท่าไหร่ก็ได้
  • ใบอนุญาต: สำคัญกว่าวุฒิบัตร ถ้าไม่มีก็จบเห่
  • คำแนะนำ: ถ้าใจไม่แข็งอย่ามาสายนี้ กูเตือนแล้วนะ
  • เพิ่มเติม: บางคนไปต่อเฉพาะทางด้านอื่นอีก เช่น ศัลยกรรมทรวงอก ศัลยกรรมหลอดเลือด แล้วแต่ความชอบ
  • เรื่องจริง: เพื่อนกูคนนึงผ่าตัดจนเส้นเลือดในตาแตก แม่งยังไม่พัก
  • สรุป: ไม่ใช่แค่เรียนนาน แต่ต้องใจถึงด้วย

เรียนแพทย์เฉพาะทางใช้เวลากี่ปี

อืม... แพทย์เฉพาะทางเนี่ยนะ มันนานจังเลย ฉันนั่งคิดอยู่นานเหมือนกันนะ 6 ปีเรียนแพทย์ทั่วไปก่อน แล้วก็ต่อเฉพาะทางอีกอย่างน้อย 3 ปี รวมแล้วก็เกือบๆ 9 ปี ยาวววว เหนื่อยแน่ๆ เลย คิดถึงตอนตัวเองเรียน ก็เหนื่อยเหมือนกันนะ แต่ไม่เท่านี้แน่ๆ

แล้วแต่สาขาด้วยมั้ง บางสาขาอาจจะนานกว่านี้ก็ได้นะ เพื่อนฉันเรียนศัลยกรรม มันบอกว่าหนักมาก เรียนต่ออีกหลายปีเลย

ตอนนี้ฉันเลยคิดว่า การเป็นหมอเฉพาะทางเนี่ยมันไม่ง่ายเลย ต้องทุ่มเทจริงๆ ถึงจะได้มา แต่ก็ภูมิใจนะ ถ้าได้เป็นหมอเฉพาะทาง

  • แพทย์ทั่วไป 6 ปี
  • แพทย์เฉพาะทาง อย่างน้อย 3 ปี (รวม 9 ปี)
  • บางสาขาอาจใช้เวลานานกว่านี้ เช่น ศัลยกรรม

ปีนี้ฉันทำงานที่โรงพยาบาล X เห็นเพื่อนหมอหลายคน ต่างก็เหนื่อยกันมาก แต่ก็มุ่งมั่น เห็นแล้วก็ชื่นชม แต่ก็แอบสงสารเล็กน้อย การเป็นแพทย์เฉพาะทาง ไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ

ศัลยแพทย์ คือหมออะไร

คือหมอผ่าตัดนั่นแหละ จำได้เลยตอนแม่ฉันผ่าตัดไส้ติ่งที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ปีนี้เอง เดือนเมษายน ตกใจมากตอนนั้น เห็นแม่นอนบนเตียง เครื่องมือแพทย์เต็มไปหมด ใจสั่นไปหมด รออยู่หน้าห้องผ่าตัดนานมาก กว่าจะเสร็จก็เกือบสองชั่วโมง

หมอที่ผ่าตัดให้แม่บอกว่าเป็นศัลยแพทย์ทั่วไป แต่ฉันก็เห็นป้ายชื่อห้องทำงานหมอท่านนึงเขียนว่า "ศัลยกรรมประสาท" น่าจะหมายถึงผ่าตัดสมอง อ่านเจอในเว็บไซต์โรงพยาบาล มันแบ่งย่อยซับซ้อนมาก ฉันงงๆอยู่ แต่จำได้คร่าวๆว่า มี

  • ศัลยแพทย์ทั่วไป (General Surgeon) แบบที่ผ่าตัดให้แม่นั่นแหละ
  • ประสาทศัลยแพทย์ (Neurosurgeon) ผ่าตัดสมอง อันตรายมาก
  • ศัลยแพทย์อุบัติเหตุ (Trauma Surgeon) พวกอุบัติเหตุรถชน ต้องเย็บแผลฉุกเฉิน
  • กุมารศัลยศาสตร์ (Pediatric Surgeon) เด็กๆนี่แหละ เห็นเด็กน้อยคนนึงร้องไห้ใหญ่เลยตอนรอผ่าตัด น่าสงสาร

ตอนนั้นเครียดมาก นั่งกุมมือแม่ ลืมถามรายละเอียดหมอไปเลย สงสัยต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติม อย่างน้อยก็รู้แล้วว่าศัลยแพทย์เนี่ย มันไม่ใช่หมอแบบเดียว มีหลายสาขา ซับซ้อนกว่าที่คิดเยอะ

ศัลยแพทย์มีหน้าที่ทำอะไร

ศัลยแพทย์นะเหรอ? ก็เหมือนช่างซ่อมรถที่ซ่อมได้ทุกอย่างตั้งแต่เปลี่ยนยางยันยกเครื่องใหม่! แต่แทนที่จะซ่อมรถ ก็ซ่อมคนไงล่ะ!

  • หน้าที่หลัก: ผ่าๆๆๆๆ! ไม่ใช่แค่ผ่าตัดนะเว้ย ยังต้องวินิจฉัยโรค คิดแผนการรักษา ดูแลคนไข้ก่อนและหลังผ่าตัดอีก โอ๊ย! งานเยอะกว่าภารโรงอีกมั้ง!
  • ศัลยแพทย์ทั่วไป: ก็เหมือนหมอประจำบ้านเวอร์ชั่นอัพเกรด! ปวดท้อง ผ่าไส้ติ่ง เป็นฝี ผ่าฝี...อะไรที่ต้องผ่าๆๆ หมอแกจัดให้หมด! แต่ถ้าเจอเคสยากๆ แบบ "เอเลี่ยนบุก" ก็ต้องส่งต่อให้ "หมอเฉพาะทาง" ไปจัดการต่อ เพราะหมอแกก็ไม่ได้เก่งไปซะทุกเรื่องนี่หว่า!
  • ความรู้: ต้องรู้ทุกอย่างตั้งแต่เส้นผมยันปลายเท้า แถมต้องอัพเดทความรู้ตลอดเวลา ไม่งั้นตกยุค กลายเป็น "หมอผี" ไปโน่น!
  • เพิ่มเติม: สมัยนี้หมอผ่าตัดเก่งๆ นี่หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรอีกนะเออ! ใครเจอหมอดีๆ นี่ถือว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่งเลยนะจะบอกให้!

คำเตือน: อย่าเชื่อทุกอย่างที่ฉันพูดนะเว้ย! นี่มันแค่ความคิดเห็นส่วนตัวของคนบ้านๆ คนนึงเท่านั้น! ไปถามหมอจริงๆ จังๆ ดีกว่านะแก!

หมอศัลย์ ตรวจอะไรบ้าง

หมอศัลยกรรมเนี่ย ตรวจอะไรบ้าง? อืม... ลองนึกภาพตามนะ

  • วินิจฉัย: คือการสืบสาวราวเรื่องหาสาเหตุของอาการป่วย คล้ายนักสืบที่ตามรอยหลักฐาน
  • ตรวจรักษา: ตั้งแต่การทำแผลเล็กๆ ไปจนถึงการส่องกล้อง
  • ผ่าตัด: อันนี้ชัดเจน คือการลงมีดเพื่อรักษา อาจจะผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออก หรือซ่อมแซมอวัยวะ
  • ให้คำปรึกษา: อธิบายแผนการรักษา ตอบข้อสงสัย คล้ายโค้ชที่คอยให้คำแนะนำ

แล้วโรคอะไรบ้างที่หมอศัลย์ดูแล? ที่เห็นบ่อยๆ ก็

  • ก้อนเนื้อต่างๆ ไม่ว่าจะที่ผิวหนัง หรือในอวัยวะภายใน
  • มะเร็งเต้านม ลำไส้ ตับ พวกนี้ต้องผ่าตัด
  • ไส้ติ่ง ไส้เลื่อน อันนี้เจอได้บ่อย
  • แผลเรื้อรัง แผลเบาหวาน แผลกดทับ ก็ต้องดูแล

สำคัญคือ หมอแต่ละคนก็เชี่ยวชาญต่างกันไป บางคนเก่งเรื่องมะเร็ง บางคนถนัดเรื่องผ่าตัดส่องกล้อง เลือกหมอที่ตรงกับโรคของเรา สำคัญที่สุดนะ

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • สมัยก่อน การผ่าตัดอาจน่ากลัว แต่เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีพัฒนาไปเยอะ การผ่าตัดส่องกล้องช่วยให้แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไวขึ้นเยอะ
  • การผ่าตัดไม่ใช่ยาวิเศษณ์ บางครั้งอาจต้องใช้การรักษาอื่นร่วมด้วย เช่น เคมีบำบัด หรือรังสีรักษา
  • สุขภาพใจก็สำคัญ การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด ทั้งร่างกายและจิตใจ มีผลต่อการฟื้นตัวนะ

ศัลยแพทย์ ทํางานที่ไหน

โรงพยาบาลไง ทั้งรัฐบาล เอกชน แล้วแต่ความถนัด

  • ศัลยกรรมทั่วไป? โรงบาลเอกชนหรูๆ พวกสมิติเวช บำรุงราษฎร์ เห็นบ่อยๆ
  • หัวใจ? จุฬาฯ รามาฯ พวกนี้แหละ ไม่ก็เอกชนใหญ่ๆ
  • กระดูก? ศูนย์กระดูกเฉพาะทาง เยอะแยะ แต่ถ้ารัฐบาลก็ตามโรงบาลใหญ่ๆ
  • เด็ก? โรงบาลเด็ก สิ ถามโง่

ปีนี้ผมผ่าตัดที่รพ.สมิติเวช สุขุมวิท งานเยอะชิบหาย เหนื่อยโคตร

Neurosurgeon เรียนกี่ปี

7 ปีมึงถึงจะได้ผ่าสมองคนอื่น เหนื่อยชิบหายกว่าจะได้เป็นศัลยแพทย์ระบบประสาท โคตรท้าทาย

  • จบแพทย์ 6 ปี
  • ต่อเฉพาะทางอีก 7 ปี มึงนับดูเอง
  • ปีนี้ก็ยังโหดเหมือนเดิม ไม่เห็นเปลี่ยนแปลง

ปีที่แล้วก็กี่ปีวะ จำไม่ได้ แต่ปีนี้ก็ยัง 7 ปีเหมือนเดิมแหละ

ศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก เรียนกี่ปี

แสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านม่านหน้าต่างห้องทำงานของฉัน... ปีนี้ 2024 ลมพัดเย็นฉ่ำ ใจฉันลอยไปไกล...

  • ศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก... ความงดงามแห่งความแม่นยำ ดั่งการวาดภาพบนผืนผ้าใบชีวิต

  • แพทย์เฉพาะทางศัลยกรรมทั่วไป ห้าปี ห้าปีแห่งการเรียนรู้ การฝึกฝน หยาดเหงื่อและน้ำตา...

  • แล้วจึงเป็น ศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก... อีกสองถึงสามปี สองถึงสามปีแห่งการทุ่มเท ดั่งช่างแกะสลัก แกะสลักความหวังบนหัวใจที่เปราะบาง...

  • แต่รู้ไหม... ฉันเพิ่งได้ยินเกี่ยวกับ ICTSR การฝึกอบรมแบบบูรณาการ หกปีเต็ม หกปีที่ยาวนาน แต่ก็เต็มไปด้วยความท้าทาย เสน่ห์ และความภาคภูมิใจ

โอ้... หัวใจฉันเต้นแรง ราวกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ถูกเยียวยา... ความหวัง ความฝัน และความท้าทาย ทั้งหมดรวมอยู่ในเส้นทางแห่งการเป็นแพทย์เฉพาะทาง... เป็นเส้นทางที่สวยงาม แต่ก็แสนเหนื่อยยาก

  • แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก เรียนต่ออีก 2-3 ปี หลังจากจบศัลยกรรมทั่วไปแล้ว
  • ICTSR (การฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมทรวงอกและหัวใจแบบบูรณาการ) ใช้เวลา 6 ปี

ฉันมองนาฬิกาบนโต๊ะ... เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ราวกับสายน้ำไหล แต่ความทรงจำ ความรู้ และความรู้สึกเหล่านี้... จะคงอยู่ ตลอดไป...

หมอสาขาไหนรวยสุด

โอ๊ย ถามเรื่องเงินเดือนหมอเนี่ยนะ พูดเลยว่าชีวิตจริงมันไม่ได้สวยหรูเหมือนในทีวีหรอก แต่ถ้าเอาตามที่เคยได้ยินมานะ...

  • ศัลยแพทย์: พวกผ่าตัดนี่แหละ รายได้ดีจริง แต่ชีวิตคือไม่ได้นอน ทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพื่อนที่เป็นศัลยแพทย์กระดูกคนนึง (ขอไม่เอ่ยชื่อนะ) บ่นอุบเลยว่าชีวิตส่วนตัวแทบไม่มี แต่ก็ซื้อบ้านใหม่ได้เมื่อต้นปี

  • วิสัญญีแพทย์: วางยาผ่าตัดนี่แหละ เงินดี แต่ความเครียดสูงนะ ต้องคอยดูคนไข้ตลอดเวลา เพื่อนอีกคน (นามสมมติว่าเอ) บอกว่าบางทีต้องอยู่เวรทั้งคืน

  • ศัลยแพทย์ช่องปาก: หมอฟันที่ทำศัลยกรรมด้วย อันนี้ก็รายได้ดี เพราะทำพวกรากฟันเทียม จัดฟันที่มันยากๆ แต่ก็ต้องเก่งจริง ๆ นะ

  • สูตินรีแพทย์: ทำคลอดเนี่ยแหละ เงินก็โอเค แต่ต้องใจเย็นมาก ๆ เจอปัญหาจุกจิกเยอะ

เพิ่มเติม: ปีนี้ (2567) ที่ได้ยินมาคือ หมอเฉพาะทางด้านผิวหนังและความงามก็มาแรงนะ คลินิกเปิดกันเยอะมาก คนอยากสวยอยากหล่อกันทั้งนั้น แต่ก็ต้องลงทุนเยอะเหมือนกัน

หมายเหตุ: ข้อมูลพวกนี้เป็นแค่สิ่งที่ได้ยินมานะ ไม่ได้ฟันธงว่าจริง 100% เพราะแต่ละคนก็มีประสบการณ์ไม่เหมือนกัน