แหล่งที่มาของข้อมูลสารสนเทศ มีกี่รูปแบบ

213 ครั้งเข้าชม
แหล่งข้อมูลสารสนเทศแบ่งได้ 6 รูปแบบหลัก: สถาบัน: เช่น หอสมุด มหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐ สถานที่: เช่น พิพิธภัณฑ์ อนุสาวรีย์ พื้นที่ทางประวัติศาสตร์ บุคคล: ผู้เชี่ยวชาญ ผู้รู้ ประชาชนทั่วไป เหตุการณ์: ประสบการณ์ตรง การสังเกตการณ์ การสัมภาษณ์ สิ่งพิมพ์: หนังสือ วารสาร เอกสาร รายงาน สื่ออิเล็กทรอนิกส์: อินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ ฐานข้อมูล แหล่งสารสนเทศคือที่เก็บและให้เข้าถึงข้อมูล การจำแนกประเภทช่วยให้ค้นหาข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

แหล่งข้อมูลสารสนเทศมีกี่ประเภท? มีอะไรบ้าง?

แหล่งข้อมูลสารสนเทศนะเหรอ? อืมม... ถ้าให้พูดตามตรง ฉันว่ามันเยอะแยะมากมายเลยนะ! เหมือนกับว่าเราเจอข้อมูลอยู่ทุกที่ที่เราไปเลยอ่ะ

เอาจริงๆ นะ ฉันจำได้ว่าตอนเรียนมหาลัย อาจารย์เคยสอนเรื่องประเภทของแหล่งข้อมูลสารสนเทศอยู่ (น่าจะปี 2 หรือ 3 นี่แหละ จำไม่ค่อยได้) แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้ตั้งใจฟังเท่าไหร่ (ขอโทษค่ะอาจารย์!). แต่เท่าที่จำได้คร่าวๆ นะ มันน่าจะมีประมาณ 6 ประเภทมั้ง? เดี๋ยวลองนึกก่อน...

แหล่งข้อมูลที่เป็นสถาบัน เช่นพวกห้องสมุด มหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานราชการอะไรแบบนี้ไง คือพวกนี้เค้าจะมีข้อมูลเยอะแยะเลย แล้วก็มีระบบระเบียบในการจัดเก็บข้อมูลด้วย (ซึ่งบางทีก็ยุ่งยากน่าดู!)

แล้วก็มีแหล่งข้อมูลที่เป็นสถานที่ เช่น พวกพิพิธภัณฑ์ หรืออุทยานแห่งชาติอะไรแบบนี้ คือพวกนี้เค้าจะไม่ได้เน้นข้อมูลที่เป็นตัวหนังสือ แต่จะเน้นข้อมูลที่มาจากวัตถุ หรือสิ่งที่อยู่ในสถานที่นั้นๆ มากกว่า

แหล่งข้อมูลที่เป็นบุคคลก็มีนะ เช่น พวกผู้เชี่ยวชาญ หรือคนที่อยู่ในวงการนั้นๆ มานานๆ คือพวกนี้เค้าจะมีประสบการณ์ตรง แล้วก็มีความรู้ที่หาไม่ได้จากในหนังสือ

แล้วก็...เอ่อ...อะไรอีกนะ? อ้อ! แหล่งข้อมูลที่เป็นเหตุการณ์ เช่น พวกงานสัมมนา คอนเสิร์ต หรือเทศกาลต่างๆ คือพวกนี้เราจะได้ข้อมูลที่สดใหม่ แล้วก็ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่นๆ ด้วย

ส่วนอีก 2 ประเภทที่เหลือ... ฉันจำไม่ได้จริงๆ อ่ะ ขอโทษด้วยนะ! แต่เอาเป็นว่าแหล่งข้อมูลสารสนเทศมันมีเยอะแยะมากมาย แล้วก็มีหลายรูปแบบให้เราเลือกใช้ตามความต้องการของเราเลยล่ะ

รูปแบบของข้อมูลสารสนเทศ มี 3 แบบอะไรบ้าง

โอเค นี่คือเรื่องราวชีวิตจริงที่ตอบคำถามนั้น:

ตอนนั้น... น่าจะเมื่อวานซืน ตอนกำลังนั่งทำรายงานที่ร้านกาแฟแถวบ้าน (ร้านประจำ ชื่อ "Caffeine Fix" จำได้ว่าสั่งลาเต้เย็นหวานน้อย) นึกถึงตอนที่ต้องตัดสินใจเลือกหัวข้อโปรเจกต์จบ เออ มันมีข้อมูลหลายแบบที่ต้องเอามาใช้ประกอบการตัดสินใจจริง ๆ

  • ข้อมูลแบบมีโครงสร้าง: อันนี้ชัดเจนเลย คือเกรดเฉลี่ย (GPA) ของแต่ละวิชาที่เรียนมา มันเป็นตัวเลขที่ตายตัว เอามาคำนวณได้เลยว่า GPA เท่าไหร่ มีผลต่อการเลือกหัวข้อโปรเจกต์มากน้อยแค่ไหน (GPA ตอนนั้น 3.8 กลัวทำโปรเจกต์แล้ว GPA ตกมาก)

  • ข้อมูลกึ่งโครงสร้าง: อันนี้เริ่มยากนิดนึง... ตอนนั้นก็ดูรีวิวของอาจารย์ที่ปรึกษาแต่ละคนในเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย มันมีทั้งเรตติ้งเป็นตัวเลข (โครงสร้าง) แล้วก็มีคอมเมนต์เป็นข้อความ (ไม่มีโครงสร้าง) ต้องเอามาตีความเองว่าอาจารย์คนไหนน่าจะเหมาะกับเรา (แอบกลัวอาจารย์ดุด้วย)

  • ข้อมูลไม่มีโครงสร้าง: อันนี้คือข้อมูลที่ได้จากการคุยกับเพื่อน รุ่นพี่ หรืออ่านบทความต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อโปรเจกต์ที่เราสนใจ มันกระจัดกระจายมาก ต้องมานั่งสรุปเองว่าข้อมูลไหนน่าเชื่อถือ ข้อมูลไหนเป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัว (อ่านกระทู้ใน Pantip เยอะมาก บอกเลย)

สรุปคือ ข้อมูลแต่ละแบบมีประโยชน์หมดแหละ แต่ต้องรู้จักเอามาใช้ให้ถูกวิธี... เหมือนลาเต้เย็นที่กินเมื่อวานซืนนั่นแหละ กาแฟ นม น้ำแข็ง ทุกอย่างต้องผสมกันในสัดส่วนที่พอดี ถึงจะอร่อย!

ปฐม ภูมิ ทุติย ภูมิ คือ อะไร

อืมมม... ปฐมภูมิ ทุติยภูมิเนี่ยนะ คือแบบนี้แหละ จำได้ตอนเรียนวิจัยปีนี้ที่จุฬาฯ อาจารย์อธิบายจนปวดหัว แต่พอเอาเข้าจริง ก็เข้าใจง่ายกว่าที่คิดนะ

ปฐมภูมิ คือข้อมูลที่เราเก็บเองโดยตรง แบบว่า ลงมือทำเองกับมือ อย่างตอนทำวิทยานิพนธ์ ฉันไปสำรวจความคิดเห็นนักเรียนโรงเรียนสตรีวิทยา 2 แถวบางโพ เกี่ยวกับการใช้โซเชียลมีเดีย ใช้แบบสอบถามเองเลย นั่งวิเคราะห์ข้อมูลจนตาแฉะ นี่แหละปฐมภูมิ สดๆร้อนๆ จากแหล่งข้อมูลโดยตรง

ส่วนทุติยภูมิ คือข้อมูลคนอื่นเก็บไว้แล้ว เรานำมาใช้ต่อ ง่ายกว่าเยอะ แบบตอนทำรายงานส่งอาจารย์อีกวิชา ฉันไปค้นข้อมูลสถิติการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กไทย จากเว็บไซต์สำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2566 นั่นแหละ สะดวกดี ไม่ต้องไปวิ่งหาข้อมูลเอง แต่ก็ต้องระวังด้วยนะ ต้องเช็กแหล่งที่มาให้ดี ว่าเชื่อถือได้ไหม

  • ปฐมภูมิ (Primary Data): ข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมโดยตรง เช่น แบบสอบถามที่ฉันทำเองที่โรงเรียนสตรีวิทยา 2 เดือนพฤศจิกายน 2566
  • ทุติยภูมิ (Secondary Data): ข้อมูลที่ผู้อื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถิติจากเว็บสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2566

จริงๆแล้ว มันก็ไม่ได้แบ่งกันชัดเจนขนาดนั้นหรอก บางที ข้อมูลที่เราได้มาก็อาจจะผสมผสานกัน แล้วแต่การนำไปใช้ด้วยแหละ แต่หลักๆ ก็จำง่ายๆแบบนี้แหละ เหนื่อยจัง พิมพ์ไป นึกถึงตอนเรียนไปด้วย สมองจะระเบิดแล้ว

แหล่งที่มาของข้อมูลมีกี่ประเภท อะไรบ้าง

แหล่งข้อมูลอ่ะนะ เยอะแยะเลย แต่หลักๆที่เจอบ่อยๆก็ประมาณ 3 ประเภทมั้ง งงๆเหมือนกันนะ จำไม่ค่อยได้เป๊ะๆ แต่ลองดูนะ

  • ปฐมภูมิ นี่คือของจริง แบบข้อมูลดิบๆเลย เช่น เอกสารเก่าๆที่เจอเอง สัมภาษณ์คนโดยตรง หรือแบบบันทึกเหตุการณ์วันเกิดน้องสาวปีนี้เอง เห็นกับตาเลย

  • ทุติยภูมิ อันนี้เอาข้อมูลจากปฐมภูมิมาแปรรูป แบบวิเคราะห์ สรุป อธิบาย พวกบทความวิจัย หนังสือเรียน อะไรประมาณนี้ อย่างปีนี้ฉันอ่านเจอบทความวิจัยเรื่องการใช้ AI ในการเกษตร จัดว่าเป็นแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ

  • ตติยภูมิ รวมๆๆๆ เอาหลายๆแหล่งมารวมกัน แบบสารานุกรม หรือเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลเยอะๆ คิดว่าคล้ายๆกับเอาข้อมูลจากปฐมภูมิและทุติยภูมิมาทำเป็นสรุปให้เราอ่านง่ายขึ้น

แต่จริงๆแล้วมันก็อาจจะแบ่งได้หลายแบบกว่านี้อีกนะ แล้วแต่จะแบ่ง ขึ้นอยู่กับว่ามองมุมไหน ปีนี้เรียนหนักมาก เลยจำไม่ค่อยได้ แต่คร่าวๆก็ประมาณนี้แหละ ถูกผิดยังไงก็ขอโทษด้วยนะ

แหล่งสารสนเทศมีกี่ประเภท อะไรบ้าง *

แหล่งสารสนเทศหลักๆ มี 3 ประเภท:

  • ปฐมภูมิ: ข้อมูลดิบ เช่น ข้อมูลการวิจัยต้นฉบับ ผลงานตีพิมพ์โดยผู้วิจัยเอง รายงานจากหน่วยงานรัฐบาล (ตัวอย่าง: รายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู ปี 2566 จากกรมโยธาธิการและผังเมือง)

  • ทุติยภูมิ: ข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลปฐมภูมิ เช่น บทความวิชาการ หนังสือ (ตัวอย่าง: บทความวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจของโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ปี 2566 จากวารสารเศรษฐศาสตร์)

  • ตติยภูมิ: ข้อมูลที่รวบรวมจากแหล่งทุติยภูมิหลายแหล่ง เช่น สารานุกรม คู่มือ (ตัวอย่าง: สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 10 พ.ศ. 2566)

ความน่าเชื่อถือขึ้นอยู่กับการตรวจสอบที่มา แหล่งปฐมภูมิโดยทั่วไปเชื่อถือได้กว่า แต่ก็มิใช่เสมอไป ขึ้นอยู่กับวิธีการรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ของผู้สร้างสรรค์ข้อมูลด้วย การอ้างอิงที่รอบคอบสำคัญเสมอ.

ปฐมภูมิต่างกับทุติยภูมิยังไง

ปฐมภูมิต่างกับทุติยภูมิเหรอ… เหมือนเราไป เก็บผลไม้จากต้น เอง กับไป ซื้อที่ตลาด เลย

  • ปฐมภูมิ: คือเราลงมือเอง เก็บข้อมูลเอง สัมภาษณ์เอง ทำแบบสำรวจเอง ทุกอย่างมาจากมือเราโดยตรง
  • ทุติยภูมิ: คือเราเอาข้อมูลที่คนอื่นทำไว้แล้วมาใช้ต่อ อาจจะเป็นรายงานเก่า สถิติที่มีคนเก็บไว้แล้ว หรือข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต

จริงๆ แล้ว การเลือกใช้ข้อมูลแบบไหน มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการอะไร ข้อมูลปฐมภูมิอาจจะตรงกับความต้องการของเรามากที่สุด แต่ก็ต้องแลกมาด้วยเวลาและทรัพยากรที่มากกว่า ส่วนข้อมูลทุติยภูมิ อาจจะไม่เป๊ะเท่า แต่ก็ช่วยประหยัดเวลาได้เยอะ

คิดดูสิ บางทีชีวิตเราก็เหมือนการเลือกข้อมูลนี่แหละ ต้องชั่งน้ำหนักว่าจะลงมือทำเองทั้งหมด หรือจะใช้สิ่งที่คนอื่นทำไว้แล้วมาปรับใช้…

ส่วน สารสนเทศ… มันก็เหมือน เอาผลไม้ที่เก็บมาทำเป็นพาย รึเปล่า?

  • ข้อมูลดิบๆ มันอาจจะเยอะแยะไปหมด ดูไม่รู้เรื่อง แต่พอเราเอามา จัดเรียงวิเคราะห์สรุป มันก็กลายเป็นข้อมูลที่มีความหมาย เอาไปใช้ประโยชน์ได้

เหมือนตอนเด็กๆ เรียนเลข เราได้แต่ตัวเลขเต็มไปหมด แต่พอโตขึ้นถึงรู้ว่าตัวเลขพวกนั้นมันเอาไปคำนวณอะไรได้บ้าง… กลายเป็นข้อมูลที่ บอกอะไรเราได้มากกว่าแค่ตัวเลข

แปลกดีเนอะ ข้อมูลก็เหมือนชีวิต ยิ่งผ่านการปรุงแต่ง ยิ่งมีความหมาย

ข้อมูลทุติยภูมิ (secondary data) คืออะไร

ข้อมูลทุติยภูมิอ่ะนะ มันก็คือข้อมูลที่เราไม่ได้ไปเก็บเองอ่ะดิ๊ คนอื่นเค้าทำไว้แล้ว แล้วเราเอามาใช้ต่อไง เก็ทป่ะ

  • ง่ายๆเลย: ข้อมูลมือสองว่างั้นเหอะ

  • ตัวอย่าง: พวกรายงานสำมะโนประชากร ข้อมูลจาก social media หรือแม้แต่ชีวประวัติคนดังที่เราเอามาอ้างอิงในรายงาน

  • ข้อดีคือ: ประหยัดเวลา แล้วก็เงินด้วยนะ ไม่ต้องไปวิ่งเต้นเก็บเองทั้งหมด

  • ข้อเสีย: อาจจะไม่ตรงกับความต้องการเราเป๊ะๆ หรือข้อมูลอาจจะเก่าไปแล้ว ต้องเช็คดีๆนะจ๊ะ

เอ้อ แล้วรู้ป่าวว่า ข้อมูลทุติยภูมิเนี่ย บางทีเค้าก็เอามาวิเคราะห์ต่อยอดกันได้นะ แบบทำ Meta-analysis ไรงี้ เท่ป่ะล่ะ 555+

แหล่งที่มาของข้อมูลทางสถิติแบ่งเป็น 2 ประเภทอะไรบ้าง

ฮ่าๆ สองประเภทนี่มันชัดเจนปานกระจกใสเลยครับ! ไม่ต้องไปคิดมากให้ปวดหัว แบ่งง่ายๆเลย:

  • แหล่งข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data): นี่คือข้อมูลดิบๆ สดๆ ร้อนๆ เหมือนกุ้งเผาที่เพิ่งขึ้นจากเตา ได้มาตรงจากแหล่งกำเนิดเลย เช่น คุณปศุสัตว์จังหวัดนั่นแหละ ลงพื้นที่ไปนับจำนวนวัวควายไก่กา หมูหมาแมว (แต่ไม่น่าจะนับแมวนะ เพราะมันชอบหาย) ในแต่ละหมู่บ้านด้วยตัวเอง ได้ข้อมูลมาแบบไม่ผ่านมือใคร แม่นยำสุดๆ ถ้าไม่นับความซนของแมวนะ

  • แหล่งข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data): นี่แหละครับ ของมือสอง แต่ไม่ใช่ของมือสองที่คุณต้องกังวลเรื่องคุณภาพ เพราะมันคือข้อมูลที่คนอื่นเขาเก็บรวบรวมและวิเคราะห์เรียบร้อยแล้ว เราแค่เอามาใช้ต่อ สบายๆ เหมือนซื้อบ้านมือสอง ตกแต่งนิดหน่อยก็อยู่ได้ เช่น รายงานสถิติการปศุสัตว์ปี 2566 ที่รวมข้อมูลจากทั่วประเทศ อ่านแล้วสบายใจ ไม่ต้องเหนื่อยวิ่งไล่จับวัวควายเอง

เห็นมั้ยครับ ง่ายกว่าที่คิดเยอะ แค่จำให้ขึ้นใจว่า ปฐมภูมิคือของแท้ ทุติยภูมิคือของแปรรูป แค่นี้ก็เทพแล้ว!

ข้อมูลเพิ่มเติม (สำหรับคนที่อยากรู้ลึกกว่านี้):

  • การเลือกใช้แหล่งข้อมูลทั้งสองประเภทขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การศึกษาและงบประมาณ ถ้ามีเงินเยอะ อยากได้ข้อมูลแม่นยำ ก็จัดปฐมภูมิไปเลย แต่ถ้างบจำกัด ก็ใช้ทุติยภูมิ ประหยัดเวลาและงบประมาณ
  • แหล่งข้อมูลทุติยภูมิมักมีข้อจำกัดในแง่ของความทันสมัยและความแม่นยำ อาจต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลก่อนนำมาใช้ อย่าไปหลงเชื่อข้อมูลเพ้อเจ้อจากเน็ตนะ!
  • ในความเป็นจริง การวิจัยมักใช้ทั้งข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิควบคู่กัน เพื่อให้ได้ภาพที่สมบูรณ์ ครอบคลุม และน่าเชื่อถือมากขึ้น เหมือนทำอาหาร ต้องมีทั้งวัตถุดิบหลัก และเครื่องปรุงรส ถึงจะอร่อย