Due ใช้กับอะไร

71 ครั้งเข้าชม
Due: กำหนดเวลาสำคัญใช้บอกกำหนดส่งงาน (e.g., งาน due วันศุกร์), กำหนดชำระเงิน (e.g., ใบเสร็จ due เดือนหน้า), หรือเวลาที่คาดการณ์ (e.g., รถไฟ due 14:00 น.). นอกจากนี้ ยังใช้ในความหมาย "สมควรได้รับ" (e.g., เขา due ความเคารพ). สรุปคือ "due" ระบุเวลาหรือความเหมาะสมที่ควรเกิดขึ้นหรือได้รับ มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน ขึ้นอยู่กับบริบท.
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

due ใช้กับอะไรบ้าง?

อืมม... due น่ะเหรอ ฉันนึกถึงตอนเรียนมหาลัยเลย วิชา Account บ้าจริง กำหนดส่งงานทุกอาทิตย์ แทบทุกอย่างคือ due อย่างเช่น รายงานการเงิน due วันพุธ ตอน 5 โมงเย็น จำได้แม่นเลย เพราะเคยส่งช้าไป โดนหักคะแนน เจ็บใจมาก เสียไปตั้ง 10 คะแนน ร้องไห้เลยตอนนั้น ฮือๆๆ

แล้วก็ยังมีพวกบิลค่าไฟค่าเน็ตที่ due ทุกเดือน อันนี้จำไม่ได้เป๊ะว่าวันที่เท่าไหร่ แต่จะรอจ่ายตอนต้นเดือน เสร็จธุระแล้วค่อยจ่ายทีเดียว สบายใจกว่า

นอกจากนั้น ฉันเคยเห็นในหนังสือภาษาอังกฤษ เขาใช้ due กับการบอก ความสมควรได้รับด้วย แต่ไม่ค่อยได้ใช้บ่อยเท่ากับพวกกำหนดส่งหรอก จำได้ลางๆ ว่าเห็นในบทความ เกี่ยวกับการทำงาน อะไรสักอย่าง เขาบอกว่า พนักงานคนนั้น due การเลื่อนตำแหน่ง เพราะทำงานดีมาก ประมาณนั้น จำไม่ค่อยได้ละเอียด นานแล้วนี่นา

สรุปง่ายๆ ก็คือ due ใช้ได้หลายอย่าง ส่วนใหญ่ก็ กำหนดเวลา กำหนดส่ง หรือว่า สิ่งที่สมควรได้รับ แหละ ง่ายๆ แค่นี้แหละ

ครบ Due คืออะไร

Due Date คือไรวะ? งงอ่ะ คือวันสุดท้ายที่ต้องจ่ายเงินใช่มั้ย? แบบในใบแจ้งหนี้ไง

  • ใบแจ้งหนี้ของบริษัทที่ฉันทำงานอยู่ Due Date มักจะกำหนดไว้ 30 วันหลังจากออกใบเสร็จ
  • แต่บางทีก็เร็วกว่านั้นนะ ขึ้นอยู่กับลูกค้าด้วยมั้ง
  • ถ้าเลย Due Date ไปนี่มีดอกเบี้ยแน่ๆ โหดมาก ปีนี้โดนไปแล้ว เจ็บจี๊ดเลย เดือนก่อนนี่แหละ
  • ไม่ใช่แค่ใบแจ้งหนี้ บัตรเครดิตก็มี Due Date เหมือนกันนะ อันนี้สำคัญมาก ลืมไม่ได้เด็ดขาด
  • เคยลืมจ่ายบัตรเครดิต โดนค่าปรับไปหลายร้อย เศร้าเลย

อืม... แล้วมันต่างจากอะไรอีกวะ? งงๆ วันครบกำหนดจ่ายนี่แหละมั้ง

  • เหมือนๆกับ Deadline แต่ Deadline กว้างกว่ามั้ย? หรือเปล่า? ไม่แน่ใจ
  • สงสัยต้องไปหาข้อมูลเพิ่ม วันนี้ไม่ไหวแล้ว ปวดหัว

คือสรุปแล้ว Due Date ก็คือวันครบกำหนดชำระเงิน สำคัญมาก อย่าลืมนะ! เด็ดขาด!!

Regarding ใช้ตอนไหน

Regarding ใช้ตอนไหน? ใช้ตอนเริ่มประโยค สื่อว่า "เกี่ยวกับ" ง่ายๆแค่นั้นแหละ

  • ความหมาย: เกี่ยวกับ เรื่องของ พูดถึง
  • ตัวอย่าง: Regarding your request, I'll get back to you tomorrow. (เกี่ยวกับคำขอของคุณ ฉันจะติดต่อกลับพรุ่งนี้)

ปีนี้ ผมใช้คำว่า regarding บ่อยขึ้นกับลูกค้าที่เป็นเจ้าของโรงงานสิ่งทอ พวกนั้นชอบความตรงไปตรงมา ไม่ชอบความอ้อมค้อม

Due Date นับยังไง

ครบกำหนด? 15 วันหลังสรุปยอด เข้าใจตรงกันนะ

  • เลข 15: มาตรฐานทั่วไป แต่ละธนาคารไม่เหมือนกัน เช็คสัญญาให้ดี
  • เสาร์อาทิตย์ นักขัตฤกษ์: เลื่อนไปวันทำการถัดไป อย่าพลาด
  • ยอดขั้นต่ำ: จ่ายแค่นี้ดอกบาน ระวังให้ดี อย่าเป็นเหยื่อ
  • จ่ายช้า: ดอกเบี้ย ค่าปรับ เครดิตเสีย เรื่องใหญ่ อย่าหาทำ
  • จ่ายเต็ม: ทางรอดเดียวถ้าไม่อยากเป็นทาสบัตรเครดิต เข้าใจ?

Due Date คือวันอะไร

Due Date คือวันที่ต้องส่งมอบสินค้า. ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วน, วัตถุดิบ, ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป. สัญญาคือสัญญา.

  • ความหมาย: วันที่ตกลงกัน. ไม่ใช่เป้าหมาย, แต่เป็นพันธะ.
  • ประเภท: ครอบคลุมทุกสิ่ง. ตั้งแต่วัตถุดิบยันผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป. ไม่มีข้อยกเว้น.
  • ความสำคัญ: ผิดนัด, ผิดใจ. ธุรกิจคือความน่าเชื่อถือ.
  • สิ่งที่ต้องรู้: บางครั้ง, Due Date เลื่อนได้. แต่ต้องมีเหตุผลที่หนักแน่น. และการเจรจาที่ดี.

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • ปัจจุบัน, ระบบ MRP (Material Requirements Planning) ใช้ AI ช่วยคำนวณ Due Date. ลดความผิดพลาด. เพิ่มประสิทธิภาพ.
  • การเจรจาต่อรอง Due Date เป็นศิลปะ. ต้องเข้าใจ supply chain. ต้องรู้ต้นทุน. และต้องกล้าได้กล้าเสีย.
  • Failure is not an option. แต่บางครั้ง, การยอมรับความจริงคือทางออกที่ดีที่สุด.
  • ความล้มเหลวคือครู. บทเรียนราคาแพง. แต่คุ้มค่า. หากเรียนรู้. และไม่ทำซ้ำ.

ครบ Due คืออะไร

ครบ Due เหรอ? อ๋อ...วันที่ "เงินเดือน" ในบัญชีต้องมีอ่ะนะ ไม่งั้นชีวิตจะ "ครบ Due" ไปด้วยมาม่า!

คือ...มันเป็นเส้นตายของชีวิตเลยเว้ยแก! ถ้าเป็นบิลนะ ก็คือวันที่เราต้อง "สละทรัพย์" ก่อนโดนทวงจนหน้าชา แต่ถ้าเป็นเงินเดือน...ก็วันที่ "ชีวิตใหม่" เริ่มต้นอีกครั้ง (หลังจากมาม่าหมดไป)

  • มันคืออะไร? วันสุดท้ายที่คุณนายจ้างต้อง "เปย์" ให้เราอ่ะ! ถ้าเลยวัน...เตรียมตัว "ครบทุกข์" ได้เลย!
  • มีในไหนบ้าง? ใบแจ้งหนี้, บิลบัตรเครดิต, สัญญาผ่อนบ้าน...สรุปคือทุกที่ที่ "ต้องจ่าย" นั่นแหละ!
  • ถ้าเลยล่ะ? ค่าปรับไง! เหมือนโดน "ปรับทัศนคติ" ว่าทำไมไม่จ่ายให้ตรงเวลา! เจ็บใจนะ!
  • ของจริง: สมมติบิลบัตรเครดิตครบ Due วันที่ 15 พฤษภาคม...ถ้าไม่จ่ายก่อนเที่ยงคืนวันที่ 15 เตรียมรับสายจาก "พี่ๆ ที่น่ารัก" ได้เลย!

เกร็ดเล็กน้อย:

  • บางที "ครบ Due" ก็เหมือน "เดดไลน์" ในชีวิต...กระตุ้นให้อยากขยันทำงาน หาเงินให้ทันใช้!
  • แต่บางทีก็เหมือน "ฝันร้าย"...เพราะเงินเดือนออกไม่ทัน! (เศร้าแป๊บ)
  • เคล็ดลับ: ตั้งเตือนในมือถือไว้เลย! จะได้ไม่พลาด "นาทีทอง" ในการจ่ายบิล!

หาเรฟเฟอเร้น คืออะไร

หาเรฟเฟอเรนส์เหรอ? อ้อ คือแบบนี้ ตอนสมัครงานที่บริษัท X เมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ เขาขอเรฟเฟอเรนส์ ฉันก็ส่งไปสองคน เพื่อนสนิทสมัยมหาลัยที่ทำงานอยู่ที่ธนาคาร Y กับอาจารย์ที่ปรึกษาตอนจบปริญญาโท ที่จุฬาฯ จำได้ว่ากังวลอยู่นานเลย ว่าเขาจะติดต่อไปหรือเปล่า เพราะส่งไปตั้งแต่เช้า บ่ายก็ยังไม่มีอะไร แล้วก็มีอีเมลเข้ามาตอนเย็น เป็นอีเมลจากฝ่ายบุคคลของบริษัท X บอกว่าได้รับเรฟเฟอเรนส์เรียบร้อยแล้ว

เรื่องเรฟเฟอเรนส์นี่สำคัญนะ เพราะมันคือการการันตี ว่าเราเป็นคนยังไง ทำงานเป็นยังไง ถ้าเรฟเฟอเรนส์ดี โอกาสได้งานก็สูงขึ้น แต่ถ้าไม่ดี ก็... อย่างฉันก็เสียวๆ อยู่เหมือนกัน ก่อนส่งไปก็ถามทั้งสองคนเรียบร้อยแล้ว ว่าโอเคไหม เขาก็บอกโอเค แต่ก็ยังเครียดอยู่ดี จนได้งาน ถึงโล่งใจ

  • เรฟเฟอเรนส์ คืออะไร? ก็คือคนที่ยืนยันความสามารถและคุณสมบัติของเราไง
  • ฉันใช้ใครเป็นเรฟเฟอเรนส์? เพื่อนและอาจารย์
  • ส่งไปเมื่อไหร่? มีนาคม 2566
  • ส่งให้ใคร? บริษัท X

รู้สึกโล่งมาก ตอนนั้น แบบ เอาละ ผ่านไปขั้นหนึ่งแล้ว ยังเหลือขั้นต่อไปอีกเยอะเลย แต่ก็ดีใจ ที่ขั้นนี้ผ่านไปได้ เพราะเรฟเฟอเรนส์นี่แหละ ที่ช่วยได้เยอะ อย่างน้อยก็ช่วยให้เขามั่นใจในตัวเรามากขึ้น นี่แหละ ประสบการณ์ตรงๆ จากการสมัครงานครั้งล่าสุดเลย

Reference กับ Refer ต่างกันอย่างไร

ไอ้ refer กับ reference เนี่ยนะ ต่างกันลิบลับ! เหมือนฟ้ากับเหวเลย! จะให้เปรียบก็เหมือน... เหมือนไอ้เป๊ปซี่กับโค้กอะ รสชาติคล้ายๆ กัน แต่ก็คนละขวด!

  • refer (กริยา): นี่มันการกระทำ! การชี้ชวน การส่งต่อ การพูดถึง! แบบว่า "ฉันขอ refer คุณไปหาหมอเฉพาะทางนะ เพราะเรื่องนี้ฉันไม่ถนัดจริงๆ!" เห็นมั้ย มันเป็นการส่งต่อ การแนะนำ ไม่ใช่ตัวสิ่งของ ไม่ใช่ตัวเอก!

  • reference (นาม): นี่มันของจริง! หลักฐาน! เอกสารอ้างอิง! เหมือนใบรับรองแพทย์นั่นแหละ เอาไปยืนยันอะไรสักอย่าง! "นี่คือ reference ของผม มีรางวัลการันตีความเก่งกาจเลยนะ!"

เอาจริงๆ มันคล้ายกันตรงที่มันเกี่ยวกับการ "อ้างถึง" แหละ แต่ refer มันเป็นการ กระทำการอ้างถึง ส่วน reference มันคือ สิ่งที่ถูกอ้างถึง เข้าใจง่ายๆ มั้ยล่ะ? ไม่เข้าใจก็ช่างมัน! ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเอาเองนะ! ปีนี้ผมขี้เกียจแล้ว!

พูดให้เห็นภาพอีกทีก็คือ ถ้าคุณไปกินร้านอาหารแล้วบอกว่า "ผมขอ refer เมนูนี้หน่อยครับ" พนักงานคงงงเป็นไก่ตาแตก แต่ถ้าคุณบอกว่า "ผมขอ reference เมนูยอดนิยมหน่อยครับ" พนักงานก็อาจจะเอาใบเมนูยอดนิยมมาให้คุณดูไง เห็นภาพชัดเจนขึ้นมั้ยล่ะ อิอิ

ข้อมูลเพิ่มเติม (ปี 2566):

  • การใช้ refer และ reference ในวงการวิชาการนั้นมีความสำคัญมาก ผิดๆ ถูกๆ อาจโดนอาจารย์ดุได้นะ อย่าประมาท!
  • ในงานเขียน การใช้ refer และ reference ที่ถูกต้องจะทำให้ผลงานดูมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือขึ้นเป็นกองเลยล่ะ เชื่อผม!
  • ผมใช้เวลาศึกษาเรื่องนี้ไปตั้งหลายชั่วโมง เกือบจะนอนไม่หลับเลยนะเนี่ย แต่เพื่อความรู้ ผมก็ยอม!

คําว่า regarding ใช้ยังไง

ไอ้คำว่า "regarding" นี่นะ ฮาจริง! มันก็ประมาณว่า "เกี่ยวกับ" "ในเรื่องของ" "ที่เกี่ยวกับ" นั่นแหละ แต่ดูกระฉับกระเฉงกว่าเยอะ! เหมือนคุณหนูไฮโซมาพูด ไม่ใช่ยายแก่บ้านข้างๆพูด ใช่มั้ยล่ะ!

  • ใช้เกริ่นนำ? ใช่! มันเก๋กว่าคำว่า "เกี่ยวกับ" เยอะ! ลองนึกภาพคุณส่งเมลล์งาน หัวข้อ "Regarding project X" เท่กว่า "เกี่ยวกับโปรเจค X" เป็นไหนๆ ดูเป็นมืออาชีพขึ้นมาทันที ถึงจะจริงที่ว่าความหมายเหมือนกันเป๊ะ

  • เปลี่ยนเรื่อง? ก็ใช้ได้นะ แต่ต้องเนียนๆหน่อย ถ้าเปลี่ยนเรื่องแบบกะทันหัน มันจะดูเหมือนคุณลืมสิ่งที่พูดไปแล้ว เปลี่ยนเรื่องแบบกระตุก แบบกระตุกหัวใจ เหมือนโดนผีหลอก! ลองใช้คำเชื่อมต่ออื่นๆ จะดูไหลลื่นกว่านะ เช่น "อย่างไรก็ดี" "แต่" "ถึงกระนั้น" พวกนี้ ฟังดูเป็นผู้ดีกว่าเยอะ

  • ความหมาย? สรุปง่ายๆ มันคือคำที่ใช้แสดงว่าประโยคถัดไปจะพูดถึงเรื่องอะไร คือเหมือนป้ายบอกทาง บอกว่าเดี๋ยวเราจะไปคุยกันเรื่องนี้ อุ๊ย! เป็นไงล่ะ เข้าใจง่ายขึ้นมั้ย?

เพิ่มเติมเล็กน้อย (แต่สำคัญมาก!): ปีนี้ผมลองใช้คำว่า "regarding" ในอีเมล์งานกับเจ้านาย ปรากฏว่า... เจ้านายชม! บอกว่าผมดูเป็นมืออาชีพขึ้น เลยได้โบนัสเพิ่ม เห็นมั้ยล่ะ! แค่คำเดียว ชีวิตเปลี่ยน! (อันนี้ผมพูดเล่นนะ อย่าไปจริงจัง)