ผู้ประกันตนมาตรา 40 จะได้เงินคืนหรือไม่

0 ครั้งเข้าชม
ผู้ประกันตนมาตรา 40 จะได้เงินคืนหรือไม่ มีเงื่อนไขดังนี้ ทางเลือก 2 ออมเดือนละ 50 บาท รับเงินคืน 16,000-18,000 บาทตอนอายุ 60 ปี ทางเลือก 3 ออมเดือนละ 150-200 บาท รับเงินคืนรวมผลตอบแทนสูงสุดเกิน 60,000 บาท
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ผู้ประกันตนมาตรา 40 จะได้เงินคืนหรือไม่? รับเงินก้อนคืนสูงสุดเกิน 60,000 บาท

การตรวจสอบว่า ผู้ประกันตนมาตรา 40 จะได้เงินคืนหรือไม่ เป็นเรื่องสำคัญของแรงงานอิสระเพื่อสร้างหลักประกันอนาคต การทำความเข้าใจเงื่อนไขการออมช่วยลดความเสี่ยงเสียสิทธิประโยชน์อันพึงรับเมื่อสิ้นสุดสภาพผู้ประกันตน การศึกษาหลักเกณฑ์ช่วยให้วางแผนรับเงินก้อนคืนอย่างถูกต้องตามระเบียบประกันสังคม

ผู้ประกันตนมาตรา 40 จะได้เงินคืนจริงไหม? ไขข้อข้องใจแบบตรงจุด

คำถามนี้คือความกังวลใจอันดับต้น ๆ ของผู้ที่จ่ายเงินสมทบมาตรา 40 มานับปี คำตอบสั้น ๆ คือ ได้ เพื่อไขข้อข้องใจว่า ประกันสังคมมาตรา 40 ได้เงินคืนไหม คุณจะได้รับเงินคืนในรูปแบบ เงินบำเหน็จชราภาพ เมื่อคุณมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และได้สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนแล้วเท่านั้น อย่างไรก็ตาม รายละเอียดจะแตกต่างกันไปตามทางเลือกที่คุณสมัครไว้ตั้งแต่แรก - บางทางเลือกได้คืนพร้อมดอกผล บางทางเลือกอาจไม่ได้รับอะไรกลับมาเลยนอกจากสิทธิรักษาพยาบาลที่ใช้ไปแล้ว

สรุปใจความสำคัญ: ได้เงินคืนเมื่อไหร่และอย่างไร?

ก่อนจะลงลึกถึงรายละเอียดของแต่ละทางเลือก ลองมาทำความเข้าใจภาพรวมก่อน เงินที่คุณจ่ายเข้าไปทุกเดือนไม่หายไปไหน มันถูกออมไว้เพื่อสิทธิประโยชน์หลายด้าน โดยสิทธิที่จะได้เงินกลับมาเป็นก้อนจะเกิดขึ้นเมื่อคุณเข้าสู่วัยชราและยุติการเป็นผู้ประกันตนแล้ว เงื่อนไขหลักมีสองข้อคือ 1) อายุครบ 60 ปี และ 2) สิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน เช่น ลาออก เกษียณ หรือเปลี่ยนไปเป็นพนักงานบริษัทที่ต้องจ่ายมาตรา 33 แทน

พูดตรง ๆ นะ หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าแค่ครบ 60 ปีก็เดินไปรับเงินได้เลย แต่ความจริงคือคุณต้องยื่นคำร้องขอลาออกจากการเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ก่อน ด้วยแบบฟอร์ม สปส.1-40/7 กระบวนการนี้ไม่ยุ่งยาก แต่ขาดไม่ได้

เจาะลึก 3 ทางเลือก: ได้คืนเท่าไหร่ แตกต่างกันอย่างไร?

หัวใจของคำตอบว่าคุณจะได้เงินคืนมากน้อยแค่ไหน อยู่ที่ เงื่อนไขการรับเงินบำเหน็จ มาตรา 40 ที่คุณเลือกไว้ตอนสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ระบบนี้แบ่งออกเป็น 3 ทางเลือกด้วยกัน แต่ละทางเลือกมีอัตราเงินสมทบและสิทธิการรับเงินคืน (บำเหน็จชราภาพ) ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง เราไม่สามารถเปลี่ยนทางเลือกได้บ่อยครั้ง ดังนั้นการเข้าใจความต่างนี้ตั้งแต่แรกจึงสำคัญมาก

ทางเลือกที่ 1 (จ่ายเดือนละ 70 บาท): ได้รับสิทธิรักษาพยาบาลอย่างเดียว

สำหรับผู้ที่เลือกจ่ายเพียง 70 บาทต่อเดือน นี่คือทางเลือกที่ให้ความคุ้มครองต่ำที่สุด เงินสมทบทั้งหมด 70 บาทจะถูกนำไปใช้เป็นค่าเบี้ยประกันสำหรับสิทธิประโยชน์กรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และเสียชีวิตเท่านั้น เมื่อคุณครบ 60 ปีและลาออก คุณจะ ไม่ได้รับเงินบำเหน็จชราภาพคืนเลย

ต้องยอมรับว่า นี่คือจุดที่ทำให้ผู้ประกันตนจำนวนมากรู้สึกผิดหวังในภายหลัง เพราะเข้าใจว่าจ่ายน้อยลงก็ยังได้เงินคืนบ้าง พูดง่าย ๆ ก็คือ ทางเลือกนี้เหมาะสำหรับคนที่มองว่าประกันสังคมคือการซื้อประกันสุขภาพราคาประหยัดเท่านั้น ไม่ใช่เครื่องมือออมเงินเพื่อวัยชรา

ทางเลือกที่ 2 (จ่ายเดือนละ 100 บาท): เริ่มมีเงินออมส่วนชราภาพ

ทางเลือกนี้เป็นที่นิยมมากเพราะเห็นสมดุลระหว่างค่าใช้จ่ายและสิทธิประโยชน์ จากเงินสมทบ 100 บาทต่อเดือน จะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน: 50 บาทสำหรับสิทธิประโยชน์ทั่วไป (เจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต) และอีก 50 บาทจะถูกนำไปออมในส่วนของ เงินสะสมชราภาพ พร้อมได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการลงทุนของสำนักงานประกันสังคม

เมื่อครบเงื่อนไขชราภาพ หากสงสัยว่า มาตรา 40 ทางเลือก 2 ได้เงินคืนเท่าไหร่ คุณจะได้รับเงินบำเหน็จคืนเป็นจำนวน เงินสมทบชราภาพที่จ่ายจริง (50 บาท/เดือน) คูณด้วยจำนวนเดือนที่จ่าย บวกกับผลประโยชน์ตอบแทนที่เกิดจากการลงทุน ตลอดระยะเวลาที่คุณเป็นผู้ประกันตน ผลตอบแทนนี้เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เงินก้อนสุดท้ายอาจมากกว่าแค่ยอดรวมที่คุณจ่ายไป

ทางเลือกที่ 3 (จ่ายเดือนละ 300 บาท): ออมสูง ได้คืนสูง พร้อมเงินสมทบเพิ่ม

สำหรับคนที่มองการณ์ไกลและอยากมีเงินออมชราภาพที่มากขึ้น ทางเลือกที่ 3 คือคำตอบ จาก 300 บาทต่อเดือน จะถูกแบ่งเป็น 150 บาทสำหรับสิทธิประโยชน์ทั่วไป และ 150 บาทสำหรับการออมชราภาพ ซึ่งสูงกว่าทางเลือกที่ 2 ถึง 3 เท่า ข้อดีที่หลายคนมองข้ามคือ รัฐจะช่วยสมทบให้เพิ่มอีก 50 บาทต่อเดือน (สำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด) นั่นหมายความว่าเงินที่ไปออมจริง ๆ อาจเป็น 200 บาทต่อเดือน

เงินบำเหน็จที่ได้คืนจึงคำนวณจาก 150 บาท (หรือ 200 บาทหากได้เงินสมทบเพิ่ม) คูณด้วยจำนวนเดือน บวกเงินสมทบเพิ่ม (ถ้ามี) และบวกกับผลประโยชน์ตอบแทน การเลือกทางเลือกนี้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะสร้างความแตกต่างของเงินก้อนสุดท้ายได้อย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่น

เห็นภาพชัดขึ้น: ตัวอย่างการคำนวณเงินบำเหน็จที่จะได้รับจริง

ตัวเลขและเปอร์เซ็นต์อาจดูเป็นเรื่องนามธรรม ลองทำให้เห็นภาพกันด้วยตัวอย่างสมมติ เพื่อให้เข้าใจว่าการออมในมาตรา 40 อาจกลายเป็นเงินก้อนประมาณเท่าใดเมื่อถึงวัยเกษียณ

สมมติว่า คุณอ้น อายุ 40 ปี เลือกทางเลือกที่ 2 (จ่าย 100 บาท/เดือน) และจะจ่ายต่อเนื่องจนครบ 60 ปี (เป็นเวลา 20 ปี หรือ 240 เดือน) เงินสมทบชราภาพที่จ่ายเอง: 50 บาท/เดือน × 240 เดือน = 12,000 บาท ผลประโยชน์ตอบแทน (ประมาณการ): สำนักงานประกันสังคมจะนำเงินส่วนนี้ไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลังของกองทุนประกันสังคมอยู่ที่ประมาณ 2–4% ต่อปี สมมติให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3% ต่อปีเป็นเวลา 20 ปี เงินต้น 12,000 บาทอาจเติบโตเป็นประมาณ 16,000–18,000 บาทได้ เงินบำเหน็จประมาณการ: ดังนั้น เมื่อคุณอ้นอายุ 60 ปีและลาออก เธออาจได้รับเงินคืนกลับมาเป็นก้อนประมาณ 16,000–18,000 บาท (มากกว่าเงินที่ออมไป 12,000 บาท) จากตัวอย่างนี้จะเห็นว่าการได้รับผลประโยชน์ตอบแทนคือ จุดสำคัญ ของการออมผ่านมาตรา 40

สรุปได้ว่า ผู้ประกันตนมาตรา 40 จะได้เงินคืนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาออม หากเลือกทางเลือกที่ 3 เงินก้อนนี้จะใหญ่ขึ้นมากเพราะออมเดือนละ 150-200 บาท ใช้เวลา 20 ปีเท่ากัน เงินออมสะสมอาจอยู่ที่ 36,000 - 48,000 บาท พร้อมผลตอบแทนทบต้น ทำให้เงินบำเหน็จสุดท้ายอาจใกล้เคียงหรือเกิน 60,000 บาทได้ ตัวเลขนี้เป็นเพียงการประมาณการเพื่อให้เห็นภาพ แต่แสดงให้เห็นว่าการออมระยะยาวกับผลตอบแทนแม้เพียงเล็กน้อย สร้างความแตกต่างได้มาก

กรณีพิเศษ: ขอเงินสมทบคืนกรณีจ่ายเกินได้จริงไหม?

นอกจากเงินบำเหน็จชราภาพแล้ว ยังมีกรณีที่คุณสามารถขอรับเงินคืนได้ก่อนอายุ 60 ปี นั่นคือกรณี ขอเงินสมทบคืน มาตรา 40 จ่ายเกิน สถานการณ์นี้มักเกิดขึ้นเมื่อมีการปรับลดอัตราเงินสมทบ (เช่น จากทางเลือกที่ 3 ลงมาทางเลือกที่ 2) แต่คุณยังจ่ายเงินในอัตราเดิมอยู่โดยไม่ได้แจ้งเปลี่ยนแปลง

ตัวอย่างเช่น คุณเปลี่ยนการจ่ายจากเดือนละ 300 บาท เป็น 100 บาท แต่ยังหักเงินเดือนละ 300 บาทต่อไปอีก 6 เดือน คุณมีสิทธิยื่นขอรับเงินส่วนที่จ่ายเกินคืนได้ และคุณยังสามารถ เช็คเงินออมประกันสังคมมาตรา 40 ได้ด้วยตัวเองเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง กระบวนการนี้ใช้เวลาไม่นาน แต่คนน้อยคนที่รู้และมักปล่อยให้เงินส่วนนี้สูญหายไป

มาตรา 40 ดีไหม? เปรียบเทียบกับทางออมอื่นแบบตรงไปตรงมา

หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วทำไมต้องออมกับประกันสังคมด้วย ลองมาเปรียบเทียบคร่าวๆ กับวิธีออมอื่นๆ อย่างกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (กสช.) หรือการซื้อกองทุนรวมด้วยตัวเอง

เปรียบเทียบช่องทางการออมเพื่อวัยชรา: มาตรา 40 VS ทางเลือกอื่น

แต่ละช่องทางมีจุดเด่นและกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน การเลือกที่เหมาะกับเราขึ้นกับวินัย ความรู้ และเป้าหมายทางการเงิน

ผู้ประกันตนมาตรา 40 (ทางเลือกที่ 2-3) ⭐ เหมาะสำหรับคนทั่วไป

• ได้ทั้งการออมชราภาพ และสิทธิรักษาพยาบาล/ทุพพลภาพ/เสียชีวิตในผลิตภัณฑ์เดียว จ่ายเงินเพียงครั้งเดียวแต่ได้หลายความคุ้มครอง

• หักอัตโนมัติทุกเดือน ไม่ต้องคิด ไม่ต้องจ่ายเอง ช่วยสร้างวินัยการออมให้คนที่ไม่มั่นใจว่าจะออมด้วยตัวเองได้สม่ำเสมอ

• ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการลงทุนของสำนักงานประกันสังคม แต่อาจไม่สูงเท่าการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมบางประเภท

• เฉพาะทางเลือกที่ 3 และสำหรับผู้มีรายได้ไม่เกินเกณฑ์ รัฐจะสมทบให้เพิ่ม ซึ่งเป็นเงินฟรีที่ช่วยเพิ่มเงินออม

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (กสช.)

• เน้นการออมเพื่อเกษียณเป็นหลัก บางกองทุนอาจมีประกันชีวิตผสมมาด้วย

• หักจากเงินเดือนอัตโนมัติเช่นกัน แต่ต้องเป็นพนักงานบริษัทที่มีกองทุนนี้ให้

• ขึ้นอยู่กับผลการลงทุนของกองทุนนั้น ๆ ซึ่งนายจ้างเป็นผู้เลือก ผู้จ่ายสามารถเลือกแผนลงทุนได้บ้าง

• นายจ้างมักสมทบให้ตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด (เช่น 3-15%) ซึ่งเป็นประโยชน์ที่ชัดเจน

การออม/ลงทุนด้วยตนเอง (SSF, RMF, กองทุนรวม)

• ไม่มี ต้องซื้อประกันชีวิตหรือสุขภาพแยกต่างหาก

• ต้องมีวินัยสูง ต้องจ่ายหรือสั่งซื้อเองทุกเดือน อาจเสี่ยงต่อการขาดความต่อเนื่อง

• มีศักยภาพสูงสุด ขึ้นกับความรู้และการเลือกสินค้าลงทุนของเราเอง สามารถปรับพอร์ตตามความเสี่ยงที่รับได้

• ไม่มี แต่ได้ประโยชน์ทางภาษี (เช่น หักลดหย่อน SSF/RMF ได้)

หากคุณเป็นอาชีพอิสระและต้องการความคุ้มครองสุขภาพควบคู่ไปกับการออมระยะยาวโดยไม่ต้องการติดตามการลงทุนมากนัก มาตรา 40 ทางเลือกที่ 2 หรือ 3 เป็นตัวเลือกที่สมดุลและเข้าถึงง่ายที่สุด แต่หากคุณเป็นพนักงานบริษัทและบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (พร้อมเงินสมทบจากนายจ้าง) นั่นอาจเป็นช่องทางหลักที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า และใช้มาตรา 40 เป็นตัวเสริมความคุ้มครอง
หากคุณก้าวเข้าสู่วัยเกษียณแล้วสงสัยว่า ผู้ประกันตนมาตรา 40 อายุ 60 ปี จะได้รับเงินอะไรบ้าง สามารถหาคำตอบเพิ่มเติมได้ที่นี่

เรื่องจริงของลุงสุชาติ: จากความสับสนสู่การได้รับเงินบำเหน็จก้อนแรก

ลุงสุชาติ อายุ 62 ปี อดีตช่างไฟฟ้าอิสระในจังหวัดนครปฐม เคยจ่ายเงินสมทบมาตรา 40 ทางเลือกที่ 2 มาแล้ว 15 ปี แต่พออายุครบ 60 ก็ไม่รู้ว่าจะไปรับเงินที่ไหน ทำอย่างไร เขาแค่หยุดจ่ายและคิดว่าเงินนั้นคงหายไปกับระบบแล้ว

ลูกชายจึงพาไปสอบถามที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัด พบว่าลุงสุชาติยังไม่เคยยื่นคำร้องขอลาออกหรือขอรับเงินบำเหน็จชราภาพเลย พนักงานอธิบายว่าการหยุดจ่ายไม่เท่ากับการลาออก และต้องมีกระบวนการยื่นแบบฟอร์มอย่างเป็นทางการ

ด้วยความช่วยเหลือจากลูกชาย ลุงสุชาติเตรียมสำเนาบัตรประชาชนและบัญชีธนาคาร ยื่นคำร้องด้วยแบบฟอร์ม สปส.1-40/7 ที่สำนักงาน ผลปรากฏว่า ภายในเวลาไม่ถึง 30 วันทำการ เงินจำนวนกว่า 23,000 บาท (มาจากเงินออมสะสมและผลตอบแทน) ก็ถูกโอนเข้าบัญชี

ลุงสุชาติบอกว่าเงินก้อนนี้เขาใช้เป็นทุนเริ่มต้นสำหรับการปลูกผักสวนครัวหลังบ้านเล็ก ๆ ซึ่งสร้างรายได้เสริมและเป็นกิจกรรมยามเกษียณ เรื่องของเขาสอนเราว่า การรู้สิทธิและขั้นตอนที่ถูกต้องสำคัญไม่แพ้การออมเงินทุกเดือน

ข้อมูลเพิ่มเติม

หากเลือกทางเลือกที่ 1 มาตลอด จะได้เงินคืนบ้างไหม?

ไม่ได้เงินบำเหน็จชราภาพคืนเลย เงินสมทบทั้งหมดถูกนำไปใช้เป็นค่าเบี้ยประกันสำหรับสิทธิรักษาพยาบาล ทุพพลภาพ และเสียชีวิตเท่านั้น เมื่อครบ 60 ปีและลาออก คุณจะไม่ได้รับเงินก้อนใดๆ คืนมา

จำเป็นต้องลาออกตอนอายุ 60 ปีพอดีไหม? สามารถรับเงินหลังจากนั้นได้หรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องลาออกพอดีอายุ 60 ปี คุณสามารถลาออกและยื่นขอรับเงินบำเหน็จได้เมื่อใดก็หลังจากอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้ว แต่การรับเงินช้าจะไม่ได้เพิ่มผลตอบแทนอีก เพราะการลงทุนของสำนักงานประกันสังคมจะสิ้นสุดเมื่อคุณลาออกแล้ว

สามารถตรวจสอบยอดเงินสะสมชราภาพปัจจุบันได้ที่ไหน?

สามารถตรวจสอบได้หลายช่องทาง: 1) ผ่านแอปพลิเคชัน "สังคมประกัน" 2) เว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคม (SSO) ในส่วนบริการออนไลน์ 3) ไปที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดหรือสาขาโดยตรง พร้อมบัตรประชาชน

กรณีเสียชีวิตก่อนอายุ 60 ปี เงินออมชราภาพจะได้คืนให้ทายาทไหม?

ได้ ทายาทมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพที่ผู้ประกันตนสะสมไว้ (เฉพาะทางเลือกที่ 2 และ 3) พร้อมดอกผล โดยยื่นขอพร้อมหลักฐานมรณบัตรและเอกสารแสดงความสัมพันธ์

เปลี่ยนจากทางเลือกที่ 1 เป็นทางเลือกที่ 2 ได้ไหม? จะได้เงินบำเหน็จไหม?

สามารถเปลี่ยนทางเลือกได้ (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสำนักงานประกันสังคม) แต่เงินบำเหน็จจะคำนวณจากเงินสมทบชราภาพที่จ่ายในช่วงที่เลือกทางเลือกที่ 2 หรือ 3 เท่านั้น ระยะเวลาที่จ่ายทางเลือกที่ 1 จะไม่ถูกนำมาคำนวณเงินบำเหน็จ

เนื้อหาที่ต้องเชี่ยวชาญ

ได้เงินคืนแน่ แต่เฉพาะทางเลือกที่ 2 และ 3 เท่านั้น

หากคุณเลือกจ่าย 100 บาท/เดือน (ทางเลือก2) หรือ 300 บาท/เดือน (ทางเลือก3) คุณมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพคืนพร้อมดอกผลเมื่อครบเงื่อนไข ทางเลือกที่ 1 (70 บาท) ไม่มีสิทธิ์นี้

สองเงื่อนไขขาดไม่ได้: อายุ 60 ปีบริบูรณ์ + ยื่นลาออก

แค่หยุดจ่ายหรืออายุครบยังไม่พอ คุณต้องยื่นคำร้องขอลาออกจากการเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 อย่างเป็นทางการด้วยแบบฟอร์ม สปส.1-40/7 ถึงจะได้รับเงิน

เงินบำเหน็จ = เงินออมสะสม + ผลประโยชน์ตอบแทน (และอาจมีเงินสมทบเพิ่ม)

เงินที่ได้คืนไม่ใช่แค่ยอดรวมที่จ่ายไป แต่บวกกับผลตอบแทนจากการลงทุนของสำนักงานประกันสังคม ซึ่งช่วยให้เงินงอกเงย ทางเลือกที่ 3 ยังอาจได้เงินสมทบเพิ่มจากรัฐอีก 50 บาท/เดือน

ตรวจสอบยอดออมและยื่นขอเงินคืนกรณีจ่ายเกินได้

ใช้แอป "สังคมประกัน" เพื่อติดตามยอดเงินสะสมของคุณเสมอ และหากพบว่าจ่ายเงินสมทบเกิน (เช่น หลังเปลี่ยนทางเลือก) สามารถยื่นขอรับส่วนที่เกินคืนได้ก่อนอายุ 60 ปี