Productivity กับ Capacity ต่างกันอย่างไร

169 ครั้งเข้าชม
Productivity คือ ประสิทธิภาพการผลิต วัดจากผลผลิตหารด้วยปัจจัยนำเข้า เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุดCapacity คือ กำลังการผลิต หมายถึง ปริมาณงานสูงสุดที่ทำได้ โดย Capacity ที่เหมาะสมจะช่วยให้ Productivity ดีขึ้นได้
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

Productivity กับ Capacity แตกต่างกันอย่างไรในแง่การทำงาน?

เอาจริงๆ นะ คำถามนี้ก็วนเวียนอยู่ในหัวผมมานานเหมือนกัน Productivity กับ Capacity เนี่ย มันต่างกันตรงไหน? คือแบบ...บางทีก็คิดว่าเหมือนกันเด๊ะๆ แต่พอลองนั่งทบทวนดูดีๆ มันก็มีอะไรมากกว่านั้น

Capacity สำหรับผมนะ มันคือ "ศักยภาพ" ที่เรามีอยู่ทั้งหมดอ่ะ เหมือนถังน้ำขนาดใหญ่ที่เราสามารถเก็บอะไรได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นเวลา, ทรัพยากร, หรือแม้กระทั่งพลังงานที่เรามีในการทำงานแต่ละวัน

Productivity นี่สิ ถึงจะน่าสนใจกว่า มันคือ "ประสิทธิภาพ" ที่เราดึงเอาศักยภาพนั้นมาใช้ได้จริง! สมมติถังน้ำเราจุได้ 10 ลิตร แต่เราใช้จริงแค่ 5 ลิตร อันนี้แหละคือ Productivity มันวัดว่าเรา "คุ้มค่า" กับทรัพยากรที่ใช้ไปแค่ไหน

ผมเคยทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่งเมื่อประมาณปี 2015 (จำเดือนไม่ได้แล้ว) ที่นั่นเน้นเรื่อง Productivity มากๆ คือเค้าไม่ได้สนใจว่าเราจะทำงานกี่ชั่วโมง แต่เค้าสนใจว่าแต่ละชั่วโมงเราทำอะไรได้บ้าง แล้วมันสร้างผลลัพธ์อะไรบ้าง ซึ่งตอนนั้นแหละที่ผมเริ่มเข้าใจความแตกต่างของสองคำนี้จริงๆ

Capacity คือเรามีอะไร แต่ Productivity คือเราทำอะไรได้บ้างจากสิ่งที่เรามี! ง่ายๆ แค่นี้แหละ จบ!

การเพิ่มผลผลิต (Productivity) คืออะไร

เอ้าเฮ้ย! ผลผลิตเนี่ยนะ? มันก็เหมือนไก่ได้พลอยน่ะแหละ! แต่แทนที่จะได้พลอย ก็ได้เงิน! ยิ่งทำได้เยอะ ในเวลาเท่าเดิมเนี่ย... โอ้โห! รวยเละ!

  • ผลผลิต: สูตรลับเศรษฐี! (แต่จริงๆ มันคือ ผลลัพธ์หารด้วยสิ่งที่ลงไป)
  • ทำไมต้องเพิ่ม: เพราะชีวิตมันสั้น! รีบกอบโกย! (เอ่อ... หมายถึง รีบพัฒนาตัวเองนะจ๊ะ)
  • วิธีเพิ่ม: ง่ายๆ ก็... กินกาแฟเยอะๆ! (ล้อเล่นน่า... หาเทคนิคดีๆ เอา)
  • ปีนี้: เขาว่าเศรษฐกิจไม่ค่อยดี ก็เลยต้องขยันเป็นพิเศษ! จะได้รอด!

เพิ่มเติม:

  • บางคนบอกว่าทำงานหนักแล้วรวย แต่ที่แน่ๆ คือแก่เร็ว! หาทางบาลานซ์ชีวิตด้วยนะ!
  • อย่าเชื่อคำคมในเน็ตมาก! ชีวิตจริงมันซับซ้อนกว่านั้นเยอะ!
  • ถ้าทำแล้วไม่มีความสุข... เลิก! ไปทำอย่างอื่น! (ถ้ามีเงินเก็บพอนะ...)
  • จำไว้ว่า... ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ! ยกเว้นลมหายใจ! (แล้วก็ค่าไฟที่แพงขึ้นทุกวัน!)

Productive หมายถึงอะไร

Productive หมายความว่าไงน่ะเหรอ? เอาง่ายๆ เลยนะ คือ "ทำอะไรแล้วได้ผล" เปรียบเหมือนแม่ค้าขายของ ขายได้ปุ๊บ ปังปุริเย่! นั่นแหละ Productive! แต่ถ้าขายไม่ดี นั่งเฝ้าร้านทั้งวัน ได้แต่ยุงกัด แบบนั้นไม่ Productive นะจ๊ะ! เสียเวลาเปล่าๆ

  • ในแง่การเรียน: ไม่ได้หมายความว่าอ่านหนังสือวันละ 24 ชั่วโมงนะ แต่หมายถึงอ่านแล้วเข้าใจ จำได้ นำไปใช้ได้ ไม่ใช่ท่องจำลอยๆ แล้วลืมหมด แบบนั้นเรียกว่า "อ่านเล่น" ไม่ใช่ Productive!

  • ในแง่การทำงาน: ทำงานเสร็จตามเป้า คุณภาพดี ไม่ต้องให้เจ้านายมาจี้ แบบนั้นถึงเรียกว่า Productive! ไม่ใช่ทำงานแบบมดงาน เหนื่อยแทบตาย แต่ผลงานออกมาห่วยแตก แบบนั้นเรียกว่า "เหนื่อยฟรี"

  • ในแง่ชีวิต: ตั้งเป้าหมาย แล้วทำได้ แบบนั้น Productive! เช่น ปีนี้ตั้งใจจะลดน้ำหนัก ก็ลดได้จริงๆ ไม่ใช่ตั้งเป้าแล้วล้มเลิก แบบนั้นเรียกว่า "ตั้งเป้าลม"

บอกเลย ปีนี้ตั้งใจจะทำ YouTube ให้ Productive กว่าเดิม จะอัดคลิปทุกวัน (หวังว่าจะทำได้นะ 555) แต่เอาจริง ถ้าทำได้ ก็จะ Productive สุดๆ ไปเลย

Productive ใช้ยังไง?

Productive... มันเหมือนการที่เราทำอะไรได้เยอะๆ ในเวลาที่จำกัดนะ

  • ใช้ยังไง: ก็...โฟกัสกับงานที่สำคัญก่อน ตัดสิ่งที่รบกวนออกไป ทำให้เป็นระบบ แล้วก็พักบ้าง

  • ตัวอย่าง: เช้านี้ฉัน productive มาก ทำงานเสร็จไปตั้งสามอย่าง ทั้งที่ปกติได้แค่อย่างเดียวเองมั้งเนี่ย

  • ฉันว่านะ ความ productive มันไม่ใช่แค่ทำงานเยอะ แต่มันคือการทำงานที่ ใช่ ต่างหาก

คน Productive คืออะไร?

Productive? แค่จัดการพลังงาน

  • ไม่ใช่แค่ประสิทธิภาพ แต่สมดุล
  • Prime Time ของใคร ของมัน
  • Productivity: พลังงาน + เวลา = ผลลัพธ์

ข้อมูลเพิ่มเติม:

ร่างกายต้องการสมดุล คน productive เข้าใจข้อนี้ พักผ่อนสำคัญพอๆ กับงานหนัก อย่าหลงกล hustle culture ที่ไร้แก่นสาร เหนื่อยก็พัก ไม่ต้องฝืน โฟกัสที่ผลลัพธ์ ไม่ใช่ปริมาณงาน คนฉลาดทำงานน้อยแต่ได้มาก เข้าใจ Pareto Principle 80/20 ทำ 20% ให้ได้ 80% ของผลลัพธ์

เวลาคือข้อจำกัด จัดสรรอย่างฉลาด เลือกสิ่งที่สำคัญจริงๆ ก่อน ทำงานยากตอนเช้า สมองยังสดชื่น บ่ายๆ ทำงานเบาๆ ปล่อยให้ความคิดสร้างสรรค์ทำงาน

ทํางานแบบ Productive ทําอย่างไร?

ทำงานแบบ Productive อย่างไร?

  • จัดลำดับความสำคัญ: เลือกงานสำคัญก่อนเสมอ ไม่ใช่แค่สิ่งที่ด่วน
  • เทคนิค Pomodoro: ทำงาน 25 นาที พัก 5 นาที เพิ่มประสิทธิภาพสมาธิ
  • ลดการทำงานหลายอย่างพร้อมกัน: Multitasking ทำให้เสียเวลา เสียคุณภาพงาน
  • ใช้เครื่องมือจัดการงาน: เช่น Google Calendar, Trello, Asana ปรับให้เข้ากับตัวเอง

Busy vs. Productive:

  • Busy: ทำกิจกรรมมากมาย แต่ไร้ประสิทธิภาพ ผลลัพธ์น้อย
  • Productive: เน้นงานสำคัญ มีผลลัพธ์ชัดเจน คุณภาพสูง

เพิ่มประสิทธิภาพที่บ้าน:

  • สร้างพื้นที่ทำงานเฉพาะ: แยกจากกิจกรรมอื่นๆ ลดสิ่งรบกวน
  • กำหนดเวลาทำงานชัดเจน: สร้างวินัย ป้องกันการทำงานลากยาว

โลกโซเชียลกับ Productive:

  • โซเชียลมีเดียคือการรบกวน: ลดการใช้ เลือกใช้เฉพาะที่จำเป็น
  • อย่าเปรียบเทียบตัวเอง: ทุกคนมีจังหวะชีวิตไม่เหมือนกัน

Productive กับความสัมพันธ์:

  • ความสมดุลสำคัญ: อย่าให้ Productive กินเวลาส่วนตัว ครอบครัว
  • Prioritize: เลือกงานที่สำคัญจริงๆ ให้เวลาคนรัก มิตรภาพ

ข้อมูลส่วนตัว: ปีนี้ฉันใช้ระบบการจัดการงานแบบ Kanban บน Trello ช่วยให้มองภาพรวมงานได้ชัดเจน

ทำไมผู้บริหารถึงให้ความสำคัญกับ Productivity?

ทำไมผู้บริหารถึงให้ความสำคัญกับ Productivity น่ะเหรอ…

มันเหมือนกับว่า...ถ้าเราทำได้มากขึ้น ด้วยเวลาน้อยลง...มันก็ดีกว่าไม่ใช่เหรอ

  • คนทำงานมีส่วนร่วม: มันจริงนะ...พอเราได้คิด ได้เสนอวิธีทำงานที่ดีขึ้น...เราก็รู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่...ไม่ใช่แค่หุ่นยนต์
  • เทคโนโลยีใหม่: ของใหม่ๆ มันก็มักจะช่วยให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น...เร็วขึ้น...แต่บางทีก็ต้องเรียนรู้กันใหม่หมด...ก็เหนื่อยเหมือนกัน
  • พัฒนาตัวเอง: การได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ...มันก็ดีต่อตัวเราเองในระยะยาว...แต่บางที...มันก็เหมือนถูกบังคับ...

แต่บางที...ฉันก็คิดนะ...ว่าผู้บริหารอาจจะไม่ได้มองแค่เรื่องนี้... บางที...มันอาจจะเกี่ยวกับ...กำไร...และการแข่งขัน... บางที...ชีวิตมันก็ซับซ้อนกว่าที่เราคิดเยอะเลย...ใช่ไหม

แล้ว...เหนื่อยไหม...กับการต้อง Productivity...ตลอดเวลา...