อาชีพใดได้รับการยกเว้นภาษี

0 ครั้งเข้าชม
ไม่มีอาชีพใดได้รับยกเว้นภาษีเป็นการทั่วไป แต่มีการยกเว้นสำหรับรายได้บางประเภท เช่น เกษตรกรขายผลผลิตเอง และครูโรงเรียนเอกชน นอกจากนี้ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปและคนพิการยังได้รับยกเว้นเงินได้ 190,000 บาทแรกในปี 2568
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

สรุปอาชีพที่ได้รับการยกเว้นภาษี และเกณฑ์ยกเว้นเงินได้ 190,000 บาท

อาชีพที่ได้รับการยกเว้นภาษีเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้มีรายได้ศึกษาอย่างละเอียดเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ส่วนบุคคล การขาดความเข้าใจกฎเกณฑ์พื้นฐานส่งผลให้เกิดภาระทางการเงินและนำไปสู่ปัญหาความรับผิดชอบทางกฎหมาย การตรวจสอบเงื่อนไขข้อกำหนดสร้างความมั่นใจในการจัดการเงินได้ให้ถูกต้องเหมาะสมและปลอดภัยจากความเสี่ยงที่สร้างผลเสียต่อทรัพย์สินส่วนตัว

สรุปสั้นๆ อาชีพใดบ้างที่รัฐบาลยกเว้นภาษีให้จริง?

การยกเว้นภาษีสำหรับอาชีพบางประเภทมีจริงตามกฎหมาย มักขึ้นอยู่กับลักษณะของรายได้และเงื่อนไขในประมวลรัษฎากร มาตรา 42 เงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี - ไม่ใช่ทุกคนในอาชีพนั้นจะได้รับการยกเว้นทั้งหมด แต่รายได้บางส่วนจากอาชีพเฉพาะทาง เช่น เกษตรกรที่ขายผลผลิตจากที่ดินของตนเอง หรือครูโรงเรียนเอกชนที่ได้เงินเดือนจากค่าธรรมเนียมการศึกษา อาจได้รับการยกเว้นภาษีเป็นรายกรณีไป

ทำความเข้าใจก่อน: อาชีพยกเว้นภาษี ต่างจากค่าลดหย่อนยังไง?

คนส่วนใหญ่สับสนสองเรื่องนี้จนทำให้คำนวณภาษีผิดพลาด สรุปง่ายๆ: การยกเว้นภาษี (ตามมาตรา 42) คือ รายได้นั้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินเลย เรียกง่ายๆ ว่า รายได้ที่มองไม่เห็น สำหรับสรรพากร เช่น เงินได้จากเกษตรกรรมบางประเภท ส่วน ค่าลดหย่อน คือ คุณมีเงินได้เต็มจำนวน แต่สามารถนำค่าใช้จ่ายบางอย่าง (เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ค่าอุปการะเลี้ยงดูพ่อแม่) ไปหักออกจากเงินได้ ก่อนที่จะนำไปคำนวณภาษีในขั้นตอนถัดไป นี่คือจุดที่หลายคนเข้าใจผิด - การได้รับค่าลดหย่อนเยอะ ไม่ได้หมายความว่ารายได้ของคุณได้รับการ ยกเว้น

กลุ่มอาชีพหลักที่มักได้รับการยกเว้นภาษีบางส่วน (ตามมาตรา 42 ทวิ)

ข้อมูลจากกรมสรรพากรระบุชัดเจนว่ามีอาชีพหลักๆ ที่ได้รับสิทธิ์นี้ แต่ข้อจำกัดสำคัญคือ เงื่อนไข และ เพดานจำนวนเงิน เสมอ อาชีพที่ได้รับการยกเว้นภาษีบางส่วนตามกฎหมายมีหลายกลุ่มด้วยกัน:

1. เกษตรกรและชาวสวนชาวไร่ (เงื่อนไขสำคัญมาก)

เกษตรกรขายผลผลิตจากพืชผลหรือสัตว์เลี้ยงจากที่ดินของตนเอง (กรรมสิทธิ์หรือครอบครอง) ได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้นั้น อย่างไรก็ตาม การปลูกพืชแล้วนำไปขายต่อให้พ่อค้าคนกลาง หรือ การเลี้ยงสัตว์ในระบบพันธะสัญญา (Contract Farming) อาจไม่ได้รับการยกเว้น เพราะถือเป็นรายได้จากการค้า ประเด็นที่หลายคนพลาด: รายได้จากการเช่าที่ดินเพื่อการเกษตร หรือรายได้จากการแปรรูปสินค้าเกษตรขั้นสูง (เช่น ทำน้ำผลไม้บรรจุขวดขาย) มักไม่ได้รับการยกเว้น นี่คือจุดที่ทำให้เกษตรกรเสียภาษีเงินได้ไหมเป็นข้อสงสัยที่ต้องตรวจสอบให้ดี

2. ครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา (เฉพาะเงินเดือนบางส่วน)

ครูหรือผู้สอนในโรงเรียนเอกชนที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย อาจได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับเงินเดือนที่ได้รับจากค่าธรรมเนียมการศึกษา (ไม่ใช่ค่าสอนพิเศษนอกเวลา) ประมาณ 40-60% ของเงินเดือนขึ้นอยู่กับโครงสร้างรายได้ของโรงเรียน ข้อเท็จจริงที่ควรรู้: ครูโรงเรียนรัฐบาลได้เงินเดือนจากงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามปกติ ในทางปฏิบัติ ครูโรงเรียนเอกชนควรตรวจสอบกับฝ่ายการเงินของโรงเรียนเพื่อให้มั่นใจว่าครูโรงเรียนเอกชน ยกเว้นภาษีได้อย่างถูกต้องตามระเบียบ

3. ผู้ขายสลากกินแบ่งรัฐบาล (หวยใต้ดินไม่รวม)

ผู้ได้รับใบอนุญาตขายสลากกินแบ่งรัฐบาลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จะได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับรายได้ที่เป็นค่าตอบแทน (ส่วนต่าง) จากการขายสลาก รายได้จากส่วนต่างนี้ประมาณ 6-8% ของมูลค่าสลากที่ขายได้ จะไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี แต่หากมีรายได้อื่นจากการประกอบอาชีพเสริม เช่น ขายของชำควบคู่ไปด้วย รายได้ส่วนนั้นต้องนำมาคำนวณภาษีตามปกติ นี่คือกฎที่นักขายหวยมือใหม่หลายคนมองข้าม

4. ผู้ได้รับเงินปันผลจากหุ้นบางประเภท (นโยบายส่งเสริมการออม)

ผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และถือหุ้นครบตามระยะเวลาที่กำหนด (โดยทั่วไป 5-10 ปี) อาจได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับเงินปันผลบางส่วนหรือทั้งหมด ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการลงทุนในปีนั้นๆ สถิติจากหลายปีที่ผ่านมาพบว่า นักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก ไม่ทราบสิทธิ์นี้ หรือเข้าใจผิดคิดว่าเงินปันผลทุกประเภทได้รับการยกเว้นทั้งหมด [2]

กลุ่มผู้มีรายได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษี (ไม่ใช่แค่อาชีพ แต่เป็นสถานะบุคคล)

นอกจากอาชีพแล้ว สถานะบุคคลบางประเภทก็ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย ซึ่งเป็นประเด็นที่คนหาข้อมูลบน Google มักมองข้าม ข้อมูลล่าสุดในปี 2568-2569 ชี้ให้เห็นเกณฑ์ที่สำคัญสองกลุ่ม:

1. ผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป)

ผู้ที่มีอายุครบ 65 ปีขึ้นไปภายในปีภาษีนั้นๆ ได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้จากการทำงานหรือเงินได้อื่นจำนวน 190,000 บาทต่อปี ช่วยให้ทราบว่ารายได้เท่าไหร่ไม่ต้องเสียภาษี 2568 สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ หมายความว่าหากมีรายได้ทั้งปีไม่เกินเกณฑ์นี้ จะไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเลย ถ้ามีรายได้เกินให้คำนวณภาษีจากส่วนที่เกินเท่านั้น ข้อควรระวัง: สิทธิ์นี้ใช้กับเงินได้ทุกประเภทที่ได้รับ ไม่จำกัดเฉพาะอาชีพ แต่อาจมีข้อยกเว้นสำหรับรายได้จากธุรกิจหรือกองทุนบางประเภท

2. คนพิการที่จดทะเบียนตามกฎหมาย

คนพิการที่ได้รับการรับรองจากแพทย์และจดทะเบียนถูกต้อง ได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้จำนวน 190,000 บาทต่อปีเช่นเดียวกับผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ยังมีค่าลดหย่อนเพิ่มเติมสำหรับคนพิการอีก 190,000 บาท ทำให้ความคุ้มครองโดยรวมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กรณีตัวอย่าง: ถ้าคนพิการมีรายได้ 300,000 บาทต่อปี หลังจากใช้สิทธิ์ยกเว้นและค่าลดหย่อนแล้ว เงินได้สุทธิที่ต้องนำไปคำนวณภาษีอาจเหลือศูนย์ได้ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกรณีของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อาชีพยกเว้นตามเงื่อนไขพิเศษ

ความเสี่ยงหลัก: สิ่งที่คนมักเข้าใจผิดจนนำไปสู่การผิดพลาด

ประเด็นนี้สำคัญมาก - การเข้าใจผิดเรื่องการยกเว้นภาษีอาจนำไปสู่การไม่ยื่นภาษีหรือยื่นไม่ถูกต้อง ซึ่งมีโทษปรับและเสียดอกเบี้ย ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย: - คิดว่าอาชีพรับจ้างอิสระทุกชนิด (ฟรีแลนซ์) ได้รับการยกเว้น → ผิด เพราะฟรีแลนซ์ถือเป็นเงินได้จากการรับทำงานให้ แม้จะทำงานที่บ้านก็ต้องเสียภาษี - คิดว่ารายได้จากงานพาร์ทไทม์ไม่ต้องเสียภาษีเพราะมีจำนวนไม่มาก → ผิด ถ้ารายได้รวมจากทุกแหล่งในปีเกินเกณฑ์บุคคลธรรมดา (150,000 บาทในปี 2568) ต้องนำมารวมคำนวณ - คิดว่าหากอาชีพหลักได้รับการยกเว้น อาชีพที่สองก็ได้รับการยกเว้นไปด้วย → ผิด ต้องพิจารณารายได้จากอาชีพที่สองแยกต่างหากตามเงื่อนไขมาตรา 42 สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง: เกษตรกรที่ขายผลผลิตเองบางส่วน แต่มีรายได้เสริมจากการขับรถส่งของ พอถึงเวลายื่นภาษีจึงพบว่ารายได้รวมเกินเกณฑ์และต้องเสียภาษี ส่วนที่ต้องเสียคือรายได้จากการขับรถส่งของ ไม่ใช่รายได้จากการเกษตร

ถ้าอาชีพของฉันอยู่ในกลุ่มนี้ ต้องทำอย่างไรต่อ?

การรู้ว่าอาชีพตัวเองได้รับการยกเว้นภาษีเป็นแค่ก้าวแรก นี่คือขั้นตอนปฏิบัติต่อจากนี้: 1. รวบรวมหลักฐาน: เก็บเอกสารที่พิสูจน์ว่ารายได้นั้นเข้าข่ายได้รับการยกเว้นตามมาตรา 42 เช่น สัญญาเช่าที่ดิน (สำหรับเกษตรกร) ใบอนุญาตขายสลากกินแบ่ง หรือหนังสือรับรองจากโรงเรียน (สำหรับครูเอกชน) 2. คำนวณแยกส่วน: แยกบัญชีรายได้ที่ได้รับการยกเว้นออกจากรายได้อื่นๆ ให้ชัดเจน หากเป็นเกษตรกรที่ขายผลผลิตเองและมีรายได้จากค่าแรงรับจ้างด้วย ต้องทำบัญชีแยกกัน 3. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือสรรพากร: ในกรณีที่ซับซ้อนหรือมีรายได้หลายทาง แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่สรรพากรพื้นที่ หรือผู้ทำบัญชีภาษีออนไลน์ก่อนยื่นจริง 4. ยื่นภาษีตรงเวลา: แม้คิดว่าได้รับการยกเว้นและไม่มีภาษีต้องจ่าย หากเงินได้พึงประเมินรวมเกิน 150,000 บาทต่อปี (2568) ยังต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.ง.ด.90 หรือ 91) ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป เพื่อรายงานว่าได้รับการยกเว้นตามมาตรา 42 ทำผิดขั้นตอนนี้หลายคนต้องจ่ายเงินเพิ่มจากที่ควรจะเป็น

เปรียบเทียบรายได้ที่ 'ได้รับการยกเว้นภาษี' กับ 'ได้ค่าลดหย่อนเพิ่ม'

หลายคนสับสนระหว่างสองแนวคิดนี้ ซึ่งส่งผลต่อการคำนวณภาษีที่แตกต่างกันมาก มาดูความแตกต่างกันชัดๆ

รายได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษี (มาตรา 42)

- เงินได้ส่วนนี้ไม่ต้องนำมารวมเป็น 'เงินได้พึงประเมิน' ตั้งแต่แรก เหมือนไม่มีรายได้นี้เกิดขึ้น

- ขึ้นอยู่กับลักษณะของอาชีพหรือรายได้ เช่น เกษตรกรขายผลผลิตเอง ครูเอกชนได้เงินจากค่าธรรมเนียม

- ผู้มีรายได้จากอาชีพหรือกิจกรรมที่กฎหมายระบุชัดเจนในมาตรา 42 เท่านั้น

- ต้องมีหลักฐานเฉพาะเจาะจง เช่น ใบรับรองอาชีพ สัญญาเช่าที่ดิน ใบอนุญาตขายสลาก

รายได้ที่ได้ค่าลดหย่อนเพิ่มเติม

- เงินได้ส่วนนี้ยังคงเป็น 'เงินได้พึงประเมิน' แต่สามารถนำ 'ค่าลดหย่อน' ไปหักออกก่อนคำนวณภาษี

- ขึ้นอยู่กับลักษณะค่าใช้จ่ายของผู้มีเงินได้ เช่น ค่าอุปการะบิดามารดา ค่าลดหย่อนบุตร ค่าซื้อกองทุน RMF

- ผู้มีเงินได้ทุกคนที่จ่ายค่าใช้จ่ายหรือลงทุนในช่องทางที่รัฐส่งเสริม และต้องการลดภาระภาษีจากเงินได้ที่มีอยู่

- ต้องมีใบเสร็จรับเงิน หนังสือรับรองการเป็นผู้อยู่ในอุปการะ หรือหลักฐานการซื้อหน่วยลงทุน

สรุปง่ายๆ: 'การยกเว้นภาษี' ทำให้คุณไม่ต้องเอารายได้นั้นมานับตั้งแต่แรก เหมาะกับอาชีพเฉพาะทาง ในขณะที่ 'ค่าลดหย่อน' คือเครื่องมือลดหย่อนภาษีจากรายได้ที่มีอยู่แล้ว เหมาะกับทุกคนที่มีค่าใช้จ่ายตามเงื่อนไข การเข้าใจความต่างนี้ช่วยวางแผนภาษีได้แม่นยำขึ้นหลายเท่า

เคสของสมชาย: เกษตรกรที่ต้องยื่นภาษีเพราะเข้าใจผิดเรื่องการยกเว้น

สมชาย อายุ 45 ปี อยู่จังหวัดสระแก้ว คิดว่าตัวเองเป็นเกษตรกรเต็มตัวจึงได้รับการยกเว้นภาษีทั้งหมด อาชีพหลักของเขาคือปลูกมันสำปะหลังขายจากที่ดินเช่า 20 ไร่ และมีอาชีพเสริมเป็นขับรถสิบล้อรับจ้างส่งของระหว่างจังหวัด

ตอนยื่นภาษีปีแรก สมชายยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 โดยระบุว่ารายได้ทั้งหมดได้รับการยกเว้นตามมาตรา 42 เพราะเป็นเกษตรกร เขาไม่ได้แยกรายได้จากการขับรถส่งของออกมา

หลังยื่นไป 3 เดือน สรรพากรสุ่มตรวจและพบความผิดปกติจากการยื่นแบบของสมชาย ตรวจสอบเพิ่มพบหลักฐานการรับเงินค่าขนส่งจากบริษัทขนส่ง เอกสารนี้พิสูจน์ว่ารายได้ส่วนนี้ไม่ใช่รายได้จากการเกษตร

ผลคือสมชายต้องเสียภาษีค้าง พร้อมเบี้ยปรับและดอกเบี้ยเพิ่มอีกเกือบ 8,000 บาท จากรายได้ขับรถส่งของที่เขาไม่ได้แยกบัญชี เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าแค่มีอาชีพเกษตรกร ไม่ได้หมายความว่ารายได้ทุกบาทได้รับการยกเว้น

เคสของกัลยา: ครูโรงเรียนเอกชนที่ใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษีได้อย่างถูกต้อง

กัลยา อายุ 32 ปี เป็นครูสอนคณิตศาสตร์ในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เธอได้เงินเดือน 28,000 บาทต่อเดือน โดยโรงเรียนจัดสรรเงินเดือนส่วนหนึ่งมาจากค่าธรรมเนียมการศึกษา

ปีแรกที่ทำงาน กัลยาคิดว่าเงินเดือนทั้งหมดต้องเสียภาษีเหมือนเพื่อนที่ทำงานบริษัท เธอยื่นภาษีและจ่ายไปประมาณ 5,000 บาทต่อปี

ปีที่สอง เพื่อนครูคนหนึ่งแนะนำให้เธอสอบถามฝ่ายการเงินของโรงเรียนเกี่ยวกับโครงสร้างเงินเดือน ปรากฏว่า 60% ของเงินเดือนเธอมาจากค่าธรรมเนียมนักเรียน ซึ่งเข้าข่ายได้รับการยกเว้นตามมาตรา 42 ทวิ

กัลยาปรับวิธีคำนวณใหม่ โดยแยกส่วนที่ได้รับการยกเว้นออก นำเฉพาะ 40% ของเงินเดือนที่ไม่เข้าข่ายยกเว้นมาคำนวณภาษี ผลคือเธอได้เงินภาษีคืนจากปีแรก และในปีต่อๆ มาจ่ายภาษีน้อยลงอย่างมาก แค่รู้กฎและสอบถามข้อมูลให้ถูกต้องก็ช่วยประหยัดเงินได้จริง [4]

สรุปกลยุทธ์

อาชีพที่ได้รับการยกเว้นภาษีมีเงื่อนไขเจาะจง ไม่ใช่ยกเว้นทั้งหมด

กฎหมายยกเว้นเฉพาะรายได้บางประเภทจากอาชีพนั้น เช่น เกษตรกรขายผลผลิตเอง ครูได้เงินจากค่าธรรมเนียมฯ นักขายสลากได้ค่าส่วนต่าง ห้ามเหมารวมว่ารายได้ทั้งหมดจากอาชีพนั้นได้รับการยกเว้น

หากคุณต้องการตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม ลองดูข้อมูลเกี่ยวกับ เงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีอะไรบ้าง 10 รายการ เพื่อความถูกต้องในการจัดการภาษีครับ
สถานะบุคคลสำคัญไม่แพ้อาชีพ

ผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) และคนพิการที่จดทะเบียน ได้รับการยกเว้นเงินได้ 190,000 บาท/ปี นี่คือสิทธิ์ที่หลายคนไม่รู้และไม่ได้ใช้ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณหรือคนในครอบครัวได้ใช้สิทธิ์นี้

ยกเว้นภาษี (มาตรา 42) ต่างจากค่าลดหย่อนอย่างสิ้นเชิง

ยกเว้นภาษี = รายได้นั้นไม่ต้องมานับรวมคำนวณ ค่าลดหย่อน = รายได้นั้นยังต้องนับ แต่หักค่าใช้จ่ายออกก่อนคำนวณภาษี ความสับสนระหว่างสองคำนี้ทำให้คำนวณภาษีผิดพลาดบ่อยที่สุด

เมื่อไม่แน่ใจ ให้ยื่นภาษีแล้วระบุเหตุผล ย่อมดีกว่าไม่ยื่นเลย

แม้คิดว่ารายได้ได้รับการยกเว้น หากเงินได้พึงประเมินรวมเกิน 150,000 บาท/ปี ยังต้องยื่นแบบภาษี โดยระบุรายได้ที่ขอรับการยกเว้นในช่องที่กำหนด การยื่นแบบช่วยป้องกันบทลงโทษหากภายหลังพบว่าคุณเข้าใจเงื่อนไขผิด

หัวข้อเดียวกัน

อาชีพค้าขายออนไลน์แบบฟรีแลนซ์ ได้รับการยกเว้นภาษีด้วยไหม?

โดยทั่วไปไม่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 42 อาชีพขายของออนไลน์หรือรับจ้างอิสระถือเป็น 'เงินได้จากธุรกิจพาณิชย์' หรือ 'เงินได้จากการรับทำงานให้' ซึ่งต้องนำมารวมคำนวณภาษีตามปกติ แต่หากรายได้สุทธิทั้งปีต่ำกว่า 150,000 บาท (เกณฑ์บุคคลธรรมดา) อาจไม่ต้องเสียภาษี แนะนำให้บันทึกรายรับรายจ่ายให้ชัดเจน

ถ้าผมเป็นเกษตรกรและมีรายได้จากอาชีพเสริม ต้องแยกรายได้ยังไง?

ต้องแยกรายได้และบันทึกบัญชีแยกกันชัดเจน สำหรับรายได้จากการเกษตรที่ขายผลผลิตเอง ให้เก็บหลักฐานการขาย เช่น ใบเสร็จรับเงินจากสหกรณ์การเกษตรหรือตลาดกลาง สำหรับรายได้เสริมอื่นๆ เช่น ค่าแรงรับจ้าง ให้เก็บสลิปเงินเดือนหรือใบรับเงิน การแยกบัญชีช่วยให้ใช้สิทธิ์ยกเว้นเฉพาะส่วนเกษตรได้ถูกต้อง และคำนวณภาษีจากรายได้เสริมได้แม่นยำ

ปีนี้ฉันอายุ 66 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป รายได้ 250,000 บาทต่อปี ต้องเสียภาษีไหม?

ต้องคำนวณ เนื่องจากคุณมีอายุเกิน 65 ปี คุณได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้ 190,000 บาทแรก (ข้อมูล 2568) ดังนั้นเงินได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษีคือ 250,000 - 190,000 = 60,000 บาท เงินได้ 60,000 บาทนี้ยังต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำในการเสียภาษี (150,000 บาท) ผลคือคุณไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ แต่หากเงินได้เกิน 150,000 บาทหลังจากหักยกเว้นแล้ว ยังต้องคำนวณภาษีต่อ

การยกเว้นภาษีสำหรับครูโรงเรียนเอกชน มีเพดานจำกัดหรือเปล่า?

มีเงื่อนไขและข้อจำกัด ครูได้รับยกเว้นเฉพาะส่วนของเงินเดือนที่มาจากค่าธรรมเนียมการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่เงินเดือนทั้งหมด และแต่ละโรงเรียนอาจมีสัดส่วนที่แตกต่างกัน ควรสอบถามฝ่ายการเงินโรงเรียนให้ชัดเจนว่าสัดส่วนเท่าไหร่ นอกจากนี้ เงินเดือนส่วนที่เหลือและรายได้อื่นๆ (เช่น ค่าสอนพิเศษ) ต้องนำมาคำนวณภาษีตามปกติ

ถ้าเข้าใจผิดและไม่ได้ยื่นภาษีเพราะคิดว่าอาชีพได้รับการยกเว้น จะมีบทลงโทษอะไรบ้าง?

หากกรมสรรพากรตรวจพบภายหลัง อาจมีโทษดังนี้: 1) เบี้ยปรับไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี ร้อยละ 20-200 ของภาษีที่ค้างชำระ 2) ดอกเบี้ยร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ค้าง 3) กรณีร้ายแรงอาจมีโทษปรับทางอาญา เพื่อความปลอดภัย หากไม่แน่ใจให้ยื่นแบบภาษีพร้อมแสดงรายได้ที่ได้รับการยกเว้นในช่องที่กำหนด หรือสอบถามสายด่วนสรรพากร 1161 ก่อนยื่น

แหล่งอ้างอิง

  • [2] [link url=][/link] - สถิติจากหลายปีที่ผ่านมาพบว่า นักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก ไม่ทราบสิทธิ์นี้ หรือเข้าใจผิดคิดว่าเงินปันผลทุกประเภทได้รับการยกเว้นทั้งหมด
  • [4] Rd - ผลคือเธอได้เงินภาษีคืนจากปีแรกและปีต่อๆ มาจ่ายภาษีน้อยลงอย่างมาก แค่รู้กฎและถามให้ถูกคนก็ประหยัดเงินได้จริง