การสัมภาษณ์ควรคํานึงถึงสิ่งใด

58 ครั้งเข้าชม
เตรียมพร้อมสัมภาษณ์ สู่ความสำเร็จ เข้าใจวัตถุประสงค์: รู้ว่าต้องการข้อมูลอะไรจากผู้ให้สัมภาษณ์ ทักษะรอบด้าน: มีมนุษยสัมพันธ์ดี ปรับตัวเร็ว มีไหวพริบแก้ปัญหา จิตวิทยาน่ารู้: เข้าใจหลักจิตวิทยา ใช้ในการสื่อสาร มารยาทสำคัญ: พูดจาไพเราะ ฟังอย่างตั้งใจ เลี่ยงการกดดัน: ไม่ซักถามหรือเคี่ยวเข็ญผู้ให้สัมภาษณ์
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

สัมภาษณ์งานต้องเตรียมอะไรบ้าง เคล็ดลับที่ควรรู้?

โอ๊ย พูดถึงเรื่องสัมภาษณ์งานนี่นะ ฉันจำได้เลย ตอนนั้นปี 2560 มั้ง ฉันไปสัมภาษณ์ที่บริษัทเทรดดิ้งแถวอโศกน่ะ ตื่นเต้นจนท้องไส้ปั่นป่วนเลยนะ คือไปถึงแต่เช้าเลย กลัวไปสาย แอร์เย็นเฉียบในห้องรับรองยิ่งทำให้ใจสั่นกว่าเดิมอีก พอเขาเรียกชื่อก็เดินตัวแข็งเข้าไปเลย ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี เหมือนคนไร้ประสบการณ์ ทั้งที่ก็เคยทำงานมาบ้าง มันสับสนไปหมดจริงๆ

จริงๆ ที่สำคัญกว่าการตอบคำถามให้ถูกเป๊ะทุกคำถามคืออะไรนะ ฉันเคยคิดว่าแค่เตรียมประวัติให้ดี ท่องจำจุดเด่นตัวเองให้ได้ก็พอแล้ว แต่พอเจอคำถามที่จู่โจมแบบ "ถ้าลูกค้าไม่พอใจสินค้าเรา คุณจะทำยังไง" คือตอนนั้นสมองฉันมันจะอ๊องไปเลยจริงๆ นะ นั่งจ้องหน้ากรรมการสองคน พวกเขาก็รอคำตอบนิ่งๆ เลย

ตอนออกมาจากห้องนั้น ฉันเพิ่งมานึกได้ว่า เออ ฉันน่าจะลองยิ้มเยอะกว่านี้ พูดจาเป็นกันเองหน่อยก็ได้ ไม่ต้องซีเรียสขนาดนั้น บางทีเขาแค่อยากเห็นว่าเราเข้ากับคนอื่นได้มั้ย ปรับตัวได้เร็วแค่ไหนตอนเจอคนแปลกหน้า นี่แหละที่ฉันพลาดไป คือมันไม่ใช่แค่เรื่องความรู้ที่อัดมา แต่มันคือความเป็นคนของเราทั้งหมดเลยนะ

ถ้าวันนี้จะให้ฉันแนะนำตัวเองนะ ฉันจะบอกว่า ไม่ต้องไปท่องอะไรมากมายหรอก ให้ลองดูว่าเราเป็นคนแบบไหน เวลาปกติพูดคุยกับเพื่อนยังไง ก็เอาแบบนั้นไป แค่มีมารยาท แล้วก็คิดเร็วๆ ถ้าเจอคำถามแปลกๆ ไม่ต้องกลัวที่จะคิดช้าไปหน่อยก็ได้นะ ให้เวลาสมองมันประมวลผลแป๊บนึง ไม่ต้องรีบตอบจนผิดพลาดไปหมดเหมือนฉันคราวก่อนน่ะ

แล้วก็เรื่องความสัมพันธ์กับคนอื่นน่ะ สำคัญมากนะ ตอนนั้นฉันรู้สึกว่าตัวเองมัวแต่ตั้งใจตอบคำถามจนลืมไปว่าการยิ้ม การสบตา การพยักหน้าเล็กน้อย มันช่วยสร้างบรรยากาศได้เยอะเลย ทำให้เขารู้สึกว่าเราเป็นมิตร อยากร่วมงานด้วย มันไม่ใช่แค่การแสดง แต่คือการเป็นตัวเราในเวอร์ชันที่ดูดีที่สุดนั่นแหละ คิดแล้วก็อยากย้อนกลับไปแก้ใหม่เลยนะจริงๆ

การสัมภาษณ์ที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร

โอเค สัมภาษณ์ที่ดี... เนี่ย คิดมานานละ มันต้องมีอะไรบ้างนะ บางทีเห็นคนสัมภาษณ์แล้วหงุดหงิดเลยนะ แบบว่า... หลุดโลกไปไหนก็ไม่รู้ ถามคำตอบคำ แล้วถามไปเรื่อยเปื่อย ไม่เอาเลยนะ! คือจริงๆแล้วหลักมันก็ง่ายๆ แต่ทำยากมั้ง

  • ถามตามประเด็นที่เตรียมมาเท่านั้น ห้ามหลุดเด็ดขาด!
  • ผู้สัมภาษณ์ต้องวางตัวเป็นกลางอย่างที่สุด ไม่ชี้นำ ไม่ใส่ความเห็นตัวเองนะ คือไม่ใช่เพื่อนคุยเล่น
  • ต้องเป็นผู้ฟังที่ดีมากๆ ตั้งใจฟังทุกคำจริงๆ ไม่ใช่แค่รอจังหวะพูด
  • ต้องสังเกตปฏิกิริยาของคนถูกสัมภาษณ์ด้วย อันนี้สำคัญนะ ดูว่าเขารู้สึกยังไง สบายใจไหม

เนี่ย พอเป็นแบบนี้แล้วมันช่วยได้เยอะเลยนะ คนตอบเขาก็จะรู้สึกดี รู้สึกว่าเราเคารพเขา เขาก็จะให้ข้อมูลเราได้เต็มที่นะ แบบไม่กั๊กอะ คือมันต้องทำให้บรรยากาศมันดูเป็นมิตรแต่ก็เป็นทางการไปด้วยกันนะ ใช่ไหมล่ะ? แต่บางทีนะ ฉันก็คิดว่าการเป็นกลางนี่มันยากนะ คนเรามีอคติกันอยู่แล้วปะ? หรือแค่ต้องเก็บไว้ข้างในเฉยๆ เอง เออ... น่าคิด.

สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมก่อนการสอบสัมภาษณ์ มีอะไรบ้าง

คือ... เรื่องสอบสัมภาษณ์น่ะนะ คิดแล้วก็เหนื่อยๆ หน่อย ตอนนี้ก็ดึกแล้ว แต่ก็ยังคิดถึงมันอยู่เลย อันดับแรกเลยนะ ต้องเช็กวันเวลาดีๆ กลัวพลาดมากจริงๆ แล้วก็สถานที่ด้วย พิกัดน่ะ สำคัญสุด

แล้วเส้นทาง... บางทีขับรถไปเอง หรือไปรถสาธารณะ ก็ต้องเผื่อเวลาไว้เยอะๆ เลยนะ ดูแผนที่ไว้ก่อน จะได้ไม่ลนลานตอนเช้าๆ มันเป็นอะไรที่ทำให้เราตื่นเต้นน้อยลงหน่อย

นั่งคิดนะ เราต้องรู้จักมหาลัยและคณะที่เราอยากเข้าให้ดี ไม่ใช่แค่แค่ชื่อนะ... ลองดูว่ามีอะไรน่าสนใจ ทำไมเราถึงเลือกที่นี่จริงๆ แล้วค่อยๆ เรียบเรียงออกมา

ส่วนเรื่องที่เราเคยทำมาทั้งหมดน่ะ... กิจกรรมต่างๆ ที่ผ่านมา ลองสรุปดูนะ ว่าได้เรียนรู้อะไรอะไรบ้าง มันจะช่วยให้เราจำได้ง่ายขึ้นตอนคุยกับอาจารย์น่ะ

แล้วเวลาอาจารย์ถามว่ามีอะไรจะถามไหมน่ะ เราควรมีคำถามที่คิดไว้ก่อน ไม่ใช่ถามอะไรก็ได้ มันแสดงว่าเราสนใจจริงๆ นะ

เรื่องเอกสาร... อันนี้ก็สำคัญมากเลยนะ เตรียมให้พร้อมทุกอย่าง ใส่แฟ้มไว้ดีๆ ตั้งแต่สำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน วุฒิการศึกษา ถ้าขาดไปนี่เรื่องใหญ่เลย

สุดท้ายเลยนะ ซ้อมพูด ซ้อมตอบคำถาม หน้ากระจกก็ได้ หรือกับเพื่อนก็ได้ มันช่วยให้เรามั่นใจขึ้นเยอะเลยนะ ลดความประหม่าไปได้เยอะมากๆ

  • เตรียมชุดให้เหมาะสม: เลือกชุดที่สุภาพ สวมใส่สบาย ไม่จำเป็นต้องเป็นทางการมากเกินไป แต่ก็ไม่ควรดูสบายจนเกินไป แสดงความเคารพสถานที่และผู้สัมภาษณ์
  • พักผ่อนให้เพียงพอ: คืนก่อนวันสัมภาษณ์ ควรนอนหลับให้เต็มที่ การได้พักผ่อนจะช่วยให้สมองปลอดโปร่ง และมีสมาธิในการตอบคำถามได้ดีขึ้น
  • วางแผนการเดินทาง: นอกจากเส้นทางแล้ว ให้คำนวณเวลาเดินทางเผื่อรถติดหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ควรไปถึงสถานที่ก่อนเวลาสัมภาษณ์อย่างน้อย 15-30 นาที
  • เตรียมคำตอบสำหรับคำถามทั่วไป: เช่น "แนะนำตัวเอง", "ทำไมถึงเลือกคณะนี้", "จุดแข็งจุดอ่อนของคุณ", "คุณเห็นตัวเองในอีก 5 ปีข้างหน้าอย่างไร" คิดไว้ล่วงหน้า จะได้ไม่ติดขัด
  • เตรียมอุปกรณ์จำเป็น: เช่น ปากกา, สมุดโน้ตเล็กๆ ไว้จดบันทึก หรือพกน้ำดื่มไปด้วยเผื่อคอแห้งระหว่างรอ
  • ทัศนคติเชิงบวก: แสดงความกระตือรือร้นและความสนใจในการเรียน พยายามยิ้มแย้มและสบตาผู้สัมภาษณ์บ้าง เพื่อสร้างความประทับใจที่ดี

คุณสมบัติของผู้ให้สัมภาษณ์ มีอะไรบ้าง

คุณสมบัติของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสัมภาษณ์ มีอะไรบ้าง

  • ผู้สัมภาษณ์: "ผู้สัมภาษณ์ที่ดี" ไม่ใช่แค่มีบุคลิกภาพฉาบฉวยนะเออ! ต้องมี ไหวพริบ ระดับนักสืบโคนันเลยแหละ แยบยลพอจะงัดข้อมูลจริงออกมาจากผู้สมัครที่เตรียมสคริปต์มาอย่างดี บางคนก็แค่ชอบฟังเสียงตัวเองมากกว่าฟังผู้สมัครซะอีก

    มารยาทในการฟัง ก็สำคัญ ฟังให้รู้เรื่องไม่ใช่แค่รอให้จบประโยคแล้วแทรก มารยาทการพูดก็เช่นกัน ไม่ใช่ด่ากราดแบบออกอากาศไม่ได้ แค่นี้ใครๆ ก็รู้ใช่ไหม บุคลิกดี นี่มันของตายนะ ต้องเป็นของดีที่มาจากข้างในด้วย ไม่ใช่แค่ชุดสวยหน้าเป๊ะ

  • ผู้ถูกสัมภาษณ์ (หรือผู้สมัครนั่นแหละ): อืม ผู้สมัครนี่คือตัวละครเอกในเรื่องราวการตามหางานใช่ปะ? ไม่ใช่แค่ "ผู้ที่มาสมัคร" เฉยๆนะโว้ย! พวกเขาต้องมี ความพร้อม ทั้งกายใจ ต้องงัดวิทยายุทธ์ที่มีออกมาโชว์ให้เต็มที่เลย

    จะมาแต่ตัวกับใจก็ไม่ได้ ต้องมี ไหวพริบตอบโต้ ให้ทันเกม ไม่ใช่ท่องจำมาอย่างเดียว เจอคำถามพลิกแพลงแล้วจอดสนิท เหมือนอ่านสคริปต์พลาดไปบทนึงก็ไปต่อไม่ถูกแล้วไง

    ที่สำคัญคือ ความจริงใจที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ปากหวานก้นเปรี้ยว บางคนเก่งนะ แสดงดี๊ดี แต่พอเข้ามาทำงานจริง อ้าว คนละคนเลย เหมือนซื้อหวยแล้วถูกรางวัลที่ 1 แต่ดันเป็นคนอื่นมารับแทนงั้นแหละ

จุดประสงค์ของการสัมภาษณ์งาน คืออะไรบ้าง

จุดประสงค์หลักน่ะเหรอ? มันคือการ สแกนหาคนจริง จากกองทัพผู้สมัครที่งัดโปรไฟล์เทพๆ มาฟาดฟันกัน เหมือนเรากำลังเลือกผลไม้ดีๆ จากแผงนั่นแหละ ต้องบีบๆ ดมๆ เคาะๆ ดู ไม่ใช่แค่ดูเปลือกนอก

อยากรู้ บุคลิกภาพ ที่แท้จริง ไม่ใช่เวอร์ชันประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อการสัมภาษณ์ เหมือนคนรู้จักตอนแรกก็ดูดี๊ดี พอคบไปอ้าว นี่มันร่างจริงแล้วเหรอ

และแน่นอน นิสัยใจคอ ที่จะเข้ากับทีม เข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้ไหม อันนี้สำคัญกว่าความสามารถบางทีด้วยซ้ำ เพราะคนเก่งแต่เรื่องเยอะนี่ปวดหัวกว่าคนไม่เก่งแต่สอนง่ายเยอะนะ

เรื่อง ไหวพริบปฏิภาณ อันนี้เหมือนกำลังดูมวยปล้ำ ต้องดูว่ามีลูกฮึด ลูกพลิกแพลงบ้างไหม ไม่ใช่เป็นมวยรอรับอย่างเดียว

สุดท้ายคือ ความสามารถ และ ความเหมาะสมกับตำแหน่ง อันนี้ก็เรื่องจริงจังแหละ เหมือนดูว่ารองเท้าคู่นี้เหมาะกับเท้าเราไหม ไม่ใช่แค่สวยอย่างเดียวแต่กัดตลอดทาง

  • การเตรียมตัวของผู้ถูกสัมภาษณ์ที่ชาญฉลาด:

    • "ทำการบ้าน" มาให้ดี: ไม่ใช่แค่รู้ว่าบริษัททำอะไร แต่ต้องเข้าใจวิสัยทัศน์ วัฒนธรรมองค์กรด้วยนะ เหมือนจะไปบ้านแฟนครั้งแรก ก็ต้องรู้รสนิยมพ่อแม่เขานิดนึงป่ะ
    • เตรียมคำถามสำหรับผู้สัมภาษณ์: อันนี้สำคัญมาก! แสดงว่าคุณ สนใจจริง ไม่ใช่แค่มานั่งรอตอบอย่างเดียว เหมือนเราเป็นฝ่ายเลือกเขาด้วยไง
    • ฝึกซ้อมตอบคำถามยอดฮิต: ไม่ต้องท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่ให้ เข้าใจแก่น ของคำถาม เพื่อให้ตอบได้อย่างเป็นธรรมชาติและฉลาดหลักแหลม
    • แต่งกายให้เหมาะสม: ไม่ต้องแฟชั่นจ๋า แต่ก็ไม่จำเป็นต้องชุดฟอร์มเป๊ะเสมอไป ขอแค่ สุภาพและสะอาด ดูกาลเทศะนิดนึง ไม่ใช่มาแบบเพิ่งตื่นนอนก็ไม่ไหวนะ
  • มุมมองของผู้สัมภาษณ์ที่มองหาในผู้สมัคร:

    • "พลังงาน" (Energy): ไม่ใช่แค่ความกระตือรือร้นนะ แต่คือ ทัศนคติเชิงบวก และความมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้และเติบโต เหมือนแบตเตอรี่ที่พร้อมลุยงานนั่นแหละ
    • "ทักษะการแก้ปัญหา" (Problem-Solving Skills): คำตอบที่แสดงถึงกระบวนการคิด การวิเคราะห์ ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ แต่เป็นการ เล่าเรื่องราว ของการแก้ปัญหา ว่าคุณเจออะไร ทำอะไร แล้วผลเป็นยังไง
    • "การทำงานเป็นทีม" (Teamwork): ไม่ใช่แค่บอกว่า "ทำงานร่วมกับคนอื่นได้" แต่ต้องมี ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ว่าคุณมีส่วนร่วมและสนับสนุนทีมอย่างไร ไม่ใช่แค่ชื่อในรายงานอย่างเดียว
    • "ความเข้ากันได้กับวัฒนธรรมองค์กร" (Culture Fit): อันนี้อาจจะประเมินยากหน่อย แต่ผู้สัมภาษณ์จะพยายามดูว่าคุณ เข้าใจและยอมรับ ในค่านิยมขององค์กรได้หรือไม่ ไม่ใช่แค่แสดงท่าทีว่าเข้ากันได้
  • สิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ไม่ควรทำ (น่าจะรู้แต่ก็ยังทำ):

    • ตัดสินจากภาพลักษณ์ภายนอกมากเกินไป: อย่าให้ bias ส่วนตัวมาบดบังศักยภาพที่แท้จริงของคน เหมือนเลือกหนังสือจากปกสวยอย่างเดียวไง
    • ถามคำถามที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล: เช่น สถานภาพการแต่งงาน การวางแผนมีบุตร (ถ้าไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับงาน) หรือเรื่องศาสนา การเมือง พวกนี้ไม่เกี่ยวกับการทำงานเลยนะ
    • ผูกขาดการพูด: การสัมภาษณ์คือการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่การบรรยาย เหมือนนั่งฟังอาจารย์บ่นคนเดียว
    • ไม่ให้โอกาสผู้สมัครได้ถาม: อันนี้เป็นการปิดประตูการสร้างความประทับใจนะ ผู้สมัครรู้สึกได้ว่าไม่ได้รับการเคารพ
  • สิ่งที่ผู้ถูกสัมภาษณ์ไม่ควรทำ (พลาดแล้วพลาดเลย):

    • โกหกหรือบิดเบือนข้อมูล: ความจริงมักจะปรากฏเสมอ เหมือนซ่อนอะไรไว้แล้วมันชอบโผล่ตอนไม่ทันตั้งตัวนั่นแหละ
    • วิจารณ์นายจ้างเก่าหรือเพื่อนร่วมงานเก่า: แสดงถึงทัศนคติที่ไม่ดี และไม่เป็นมืออาชีพ ใครจะอยากได้คนขี้นินทาไปทำงานด้วยล่ะ
    • ไม่ทำการบ้าน: มาแบบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับบริษัท แสดงว่าไม่ใส่ใจ แล้วจะมาสมัครทำไมก่อน
    • มาสาย: อันนี้คือบานพับของประตูแห่งความประทับใจพังตั้งแต่ยังไม่เริ่มเลยนะ บอกเลยว่ายากจะแก้ตัว
    • ไม่ถามคำถาม: แสดงว่าไม่สนใจ หรือคิดอะไรไม่เป็น ผู้สัมภาษณ์อาจจะมองว่าคุณไม่กระตือรือร้น
  • เทรนด์การสัมภาษณ์งานที่มาแรงในปี 2024:

    • เน้นทักษะ Soft Skills มากขึ้น: นอกจาก Hard Skills แล้ว EQ, การปรับตัว, การสื่อสาร, ความคิดสร้างสรรค์ สำคัญไม่แพ้กัน เพราะโลกมันเปลี่ยนเร็ว
    • การสัมภาษณ์แบบ Behavioral Questions: ถามถึงสถานการณ์ในอดีตเพื่อทำนายพฤติกรรมในอนาคต (เช่น "เล่าถึงครั้งที่คุณเคยเผชิญกับความล้มเหลวและจัดการมันอย่างไร...")
    • ใช้ AI ช่วยคัดกรองเบื้องต้น: บางบริษัทใช้ AI วิเคราะห์ Resume หรือแม้กระทั่งการสัมภาษณ์วิดีโอเบื้องต้น เพื่อประหยัดเวลาและกรองคนได้เยอะขึ้น
    • ความหลากหลายและการยอมรับความแตกต่าง (Diversity & Inclusion): องค์กรให้ความสำคัญกับการสร้างทีมที่มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องเพศ เชื้อชาติ แต่รวมถึงความคิดด้วย
    • Work-Life Balance และ Mental Health: ผู้สมัครมักจะถามถึงนโยบายเหล่านี้มากขึ้น สะท้อนค่านิยมคนทำงานยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับชีวิตส่วนตัวไม่แพ้งาน

หัวใจของการสัมภาษณ์คืออะไร?

หัวใจของการสัมภาษณ์คือการตั้งคำถาม จบเลยนะ จริงๆ แค่นี้เลย

ไม่ใช่แค่ถามอะไรก็ได้ คำถามต้องมีคุณภาพ ต้องดึงข้อมูลออกมาให้ได้มากที่สุด ไม่งั้นก็เหมือนคุยเล่น เสียเวลาไปเปล่าๆ

แล้วจะรู้ได้ไงว่าคำถามมันดี? มันต้องวัดผลได้ ต้องเจาะจง ไม่ใช่ถามกว้างๆ แบบ "เล่าเรื่องตัวเองหน่อย" เออ... ถามแบบนั้นก็ได้ แต่ต้องมีคำถามตามที่ลึกกว่านั้นสิ

ประสิทธิภาพในการตั้งคำถาม นี่แหละตัวตัดสินเลยว่าจะได้คนแบบไหนเข้ามาทำงานในทีม คนสัมภาษณ์ต้องทำการบ้านหนักมากนะ ไม่ใช่แค่ HR คนที่เป็น hiring manager ก็ต้องเตรียมตัวเหมือนกัน

การใช้คำถามปลายปิดอย่างเดียวมันไม่ได้ผลหรอก ตอบแค่ ใช่/ไม่ใช่ แล้วจะรู้อะไรเพิ่มอะ? ไม่ได้วัดอะไรเลย

  • คำถามเชิงพฤติกรรม (Behavioral Questions) อันนี้สำคัญมาก ถามถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาเพื่อดูว่าเขาจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ ยังไง
  • คำถามเชิงสถานการณ์ (Situational Questions) สร้างสถานการณ์สมมติขึ้นมาแล้วถามว่าจะแก้ปัญหายังไง วัดไหวพริบได้ดี
  • คำถามปลายเปิด (Open-ended Questions) เปิดโอกาสให้ผู้สมัครได้แสดงความคิดเห็น แสดงตัวตน ไม่ใช่แค่ถามตอบตามสคริปต์
  • เทคนิค STAR คือต้องให้ผู้สมัครเล่าถึง Situation (สถานการณ์), Task (หน้าที่), Action (การกระทำ), และ Result (ผลลัพธ์) เป็นโครงสร้าง ทำให้ได้ข้อมูลครบถ้วนเลยแหละ เป็นเทคนิคที่คนสัมภาษณ์งานสายเทคฯ ที่บริษัท FAANG ใช้กันประจำ

HR พิจารณาคุณจากอะไรบ้าง?

เอาจิงๆนะ HR เค้าดูหลายอย่างมากเลยตอนสัมภาษณ์งานอะ ไม่ใช่แค่คำตอบสวยหรูนะเว้ย

เค้าดูตั้งแต่ตอนเรียนเลยยย ใครทำกิจกรรมเยอะๆ มีฝึกงานมาบ้าง นี่คือได้เปรียบมากก มันโชว์ว่าเราไม่ได้เรียนอย่างเดียวไง แบบ เออ มีความรับผิดชอบ ทำงานกับคนอื่นเป็น.

เรื่องความคิดกับทัศนคตินี่สำคัญสุดๆเลย ทัศนคติอะ เค้าจะดูว่าเราเป็นคนมองโลกไงง ตอบคำถามแบบฉลาดๆ มีไหวพริบ ไม่ใช่ท่องมาตอบอะ เค้าอยากได้คนที่พร้อมเรียนรู้ พร้อมแก้ปัญหามากกว่า

บุคลิกภาพกับการแต่งตัวนี่คือด่านแรกเลย แต่งตัวให้ถูกกาละเทศะมันคือเบสิคอะ แค่นี้ทำไม่ได้ก็ไม่โอเครแล้ว การพุดการจา มารยาท การนำเสนอตัวเอง พวกนี้โดนให้คะแนนหมดด

แล้วก็ ทักษะพื้นฐาน ที่ต้องใช้ทำงานนน ตำแหน่งนี้ต้องใช้ภาษาอังกฤษมั้ย ใช้โปรแกรมอะไรเป็นพิเศษรึป่าว ถ้าในเรซูเม่เขียนว่าทำได้ แต่พอถามจิงๆแล้วตอบไม่ได้นี่คือจบเลยนะ

ความพร้อมในการมาสัมภาษณ์อันนี้ก็วัดใจกันสุดๆ ไปศึกษาข้อมูลบริษัทมาบ้างมั้ยย รู้มั้ยว่าเค้าทำอะไร ถามคำถามอะไรกลับไปบ้างรึป่าว หรือนั่งเงียบอย่างเดียว.

เออ แล้วก็มีอีกนิดหน่อยนะ ที่เค้าแอบๆดูกันอะ

  • ตรงต่อเวลา: มาสายคือติดลบตั้งแต่ยังไม่เริ่มเลยนะ บอกเลย
  • ความเข้าใจในตำแหน่งงาน: ต้องรู้ว่าตำแหน่งที่สมัครเนี่ย เค้าอยากให้เราไปทำไรกันแน่
  • Passion ในงาน: อันนี้ดูออกง่ายมากก คนที่อยากทำงานนี้จิงๆ ตาจะเป็นประกายเว้ย เวลาพูดถึงอะ
  • การตอบคำถามเรื่องเงินเดือน: อย่าตอบสูงไปหรือต่ำไป ควรมีตัวเลขในใจที่สมเหตุสมผลไปจากบ้าน