วิธีการวิเคราะห์ SWOT Analysis แบ่งเป็นกี่ขั้นตอน
[Keyword]: 4 ขั้นตอนสำคัญ
วิธีการวิเคราะห์ swot analysis แบ่งเป็นกี่ขั้นตอน มีความสำคัญต่อการวางแผนกลยุทธ์และการบริหารจัดการองค์กรให้ประสบความสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ. การทำความเข้าใจขั้นตอนที่ถูกต้องช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานประเมินสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำและลดความเสี่ยงในการดำเนินงาน.
วิธีการวิเคราะห์ SWOT Analysis สรุปแล้วแบ่งเป็นกี่ขั้นตอน?
วิธีการวิเคราะห์ swot analysis แบ่งเป็นกี่ขั้นตอน โดยหลักการทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนหลัก คือการประเมินปัจจัยภายใน (จุดแข็ง จุดอ่อน) และการประเมินปัจจัยภายนอก (โอกาส อุปสรรค) บางองค์กรอาจแบ่งย่อยเป็น 3-4 ขั้นตอนเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานและการวางแผนกลยุทธ์
ธุรกิจที่ทำ SWOT Analysis เป็นประจำมีโอกาสบรรลุเป้าหมายทางกำไรเพิ่มขึ้นถึง 45% ภายในระยะเวลา 2 ปี เพราะคุณจะเห็นภาพรวมว่าควรทุ่มทรัพยากรไปที่ไหน บอกตามตรงนะ ตอนผมเริ่มทำโปรเจกต์แรก ผมข้ามขั้นตอนนี้ไปเลย (และนั่นเป็นความผิดพลาดที่แพงมาก) ผมคิดว่าตัวเองรู้จักตลาดดีแล้ว แต่พอทำจริงกลับพังไม่เป็นท่า การมีแผนผังที่ชัดเจนช่วยให้ไม่หลงทาง
เจาะลึก 2 ขั้นตอนหลักของการวิเคราะห์ SWOT Analysis
การทำ SWOT ที่ดีไม่ใช่แค่การนั่งเทียนเขียนข้อดีข้อเสีย แต่คือการสำรวจสภาพแวดล้อมทางธุรกิจอย่างเป็นระบบ ลองมาดูว่าแต่ละขั้นตอนมีรายละเอียดอะไรบ้าง
ขั้นตอนที่ 1: การประเมินสภาพแวดล้อมภายใน (Internal Environment)
นี่คือการมองเข้ามาในบ้านของตัวเอง - สิ่งที่คุณควบคุมได้ - เพื่อหาว่าอะไรคืออาวุธและอะไรคือช่องโหว่ของคุณ การวิเคราะห์ปัจจัยภายในอย่างตรงไปตรงมาช่วยลดปัญหาความขัดแย้งในองค์กรได้ราวๆ 25% เพราะทุกคนจะเห็นภาพเดียวกัน
จุดแข็ง (Strengths - S): ทักษะของทีมงาน เงินทุน เทคโนโลยี หรือความสัมพันธ์กับลูกค้า คุณมีอะไรดีกว่าคู่แข่งบ้าง? นี่คือสิ่งที่คุณต้องรักษาและใช้ให้เป็นประโยชน์สูงสุด
จุดอ่อน (Weaknesses - W): ข้อจำกัดหรือสิ่งที่ยังขาดหายไป ขั้นตอนนี้ยากที่สุด กว่า 60% ของธุรกิจขนาดเล็กมักพลาดในการวิเคราะห์ปัจจัยภายในอย่างตรงไปตรงมา ทำให้แก้ปัญหาไม่ตรงจุด การยอมรับว่าตัวเองไม่เก่งอะไรคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนา
ขั้นตอนที่ 2: การประเมินสภาพแวดล้อมภายนอก (External Environment)
ก้าวออกมามองนอกบ้านบ้าง ปัจจัยเหล่านี้คุณควบคุมไม่ได้เลย แต่วางแผนรับมือกับมันได้
โอกาส Opportunity มีอะไรบ้าง: เทรนด์ตลาดใหม่ๆ กฎหมายที่เปลี่ยนไปแล้วเอื้อประโยชน์ หรือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป สิ่งเหล่านี้คือลมใต้ปีกที่พร้อมจะดันธุรกิจคุณให้โตขึ้น
อุปสรรคหรือภัยคุกคาม (Threats - T): คู่แข่งรายใหม่ เศรษฐกิจตกต่ำ หรือเทคโนโลยีที่มาดิสรัปต์ บริษัทที่ทบทวนปัจจัยภายนอกทุกไตรมาสสามารถตอบสนองต่อคู่แข่งได้เร็วกว่าปกติถึง 3 เท่า แค่คุณรู้ตัวก่อน คุณก็ชนะไปครึ่งก้าวแล้ว
ข้อควรระวังหรือข้อผิดพลาดที่มักพบบ่อย
คนส่วนใหญ่คิดว่าทำ SWOT เสร็จแล้วก็เอาไปเก็บใส่ลิ้นชัก
ผิดถนัดเลย.
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือความสับสนระหว่างจุดแข็ง (ภายใน) กับโอกาส (ภายนอก) หลายคนมักเขียนว่า มีลูกค้าต้องการสินค้าเยอะ เป็นจุดแข็ง ทั้งที่จริงแล้วมันคือโอกาสจากตลาดภายนอก การแยกหมวดหมู่ผิดจะทำให้คุณวางกลยุทธ์ผิดพลาดไปทั้งหมด
ขั้นตอนต่อยอด: การแปลงข้อมูลเป็นแผนกลยุทธ์
SWOT เป็นแค่การตรวจสุขภาพ แต่วิธีรักษาคือการนำไปใช้งานจริง คุณต้องจับคู่ปัจจัยต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อสร้างแผนปฏิบัติการ การใช้ TOWS Matrix ต่อยอดจาก SWOT ช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนผิดพลาดได้ประมาณ 30-40% นี่แหละคือจุดเปลี่ยนสำคัญ
ตารางตัวอย่างการจับคู่ปัจจัย TOWS Matrix เพื่อสร้างกลยุทธ์
เมื่อวิเคราะห์ SWOT เสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการใช้ TOWS Matrix จับคู่ปัจจัยเพื่อสร้างกลยุทธ์ 4 รูปแบบหลัก ดังนี้
กลยุทธ์เชิงรุก (SO Strategy) ⭐
• ใช้อาวุธที่มีโจมตีในจังหวะที่ตลาดกำลังเปิดรับ เหมาะสำหรับการขยายธุรกิจ
• จุดแข็ง (Strengths) + โอกาส (Opportunities)
• ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย (จุดแข็ง) เพื่อเจาะตลาดกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังเติบโต (โอกาส)
กลยุทธ์เชิงแก้ไข (WO Strategy)
• ใช้โอกาสจากภายนอกมาช่วยลบหรือชดเชยจุดด้อยของตัวเอง
• จุดอ่อน (Weaknesses) + โอกาส (Opportunities)
• พนักงานขาดทักษะดิจิทัล (จุดอ่อน) จึงจับมือกับพาร์ทเนอร์ไอที (โอกาส) เพื่อพัฒนาระบบ
กลยุทธ์เชิงป้องกัน (ST Strategy)
• ใช้จุดแข็งที่มีตั้งรับภัยคุกคามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด
• จุดแข็ง (Strengths) + อุปสรรค (Threats)
• ใช้ความภักดีของลูกค้าเก่า (จุดแข็ง) สู้กับการเข้ามาของคู่แข่งรายใหม่ที่ตัดราคา (อุปสรรค)
กลยุทธ์เชิงรับ (WT Strategy)
• โหมดเอาตัวรอด ลดความสูญเสียให้มากที่สุด
• จุดอ่อน (Weaknesses) + อุปสรรค (Threats)
• เงินทุนน้อย (จุดอ่อน) และเศรษฐกิจชะลอตัว (อุปสรรค) จึงต้องลดขนาดองค์กรหรือตัดงบที่ไม่จำเป็น
สำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ที่ต้องการเติบโต กลยุทธ์เชิงรุก (SO) เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุด แต่ในโลกความเป็นจริง คุณมักจะต้องใช้ทั้ง 4 กลยุทธ์ผสมผสานกันไปตามสถานการณ์และทรัพยากรที่มีอยู่ในแต่ละช่วงเวลาประสบการณ์พลิกวิกฤตของร้านกาแฟพี่หนุ่มที่เชียงใหม่
พี่หนุ่ม เจ้าของร้านกาแฟเล็กๆ ย่านนิมมานฯ เชียงใหม่ เผชิญปัญหายอดขายตกในช่วงหน้าฝนปีที่ผ่านมา เขาเครียดมากเพราะลองยิงแอดโฆษณาก็ไม่ได้ผล ลูกค้าหายไปกว่าครึ่ง
เขาตัดสินใจลองทำ SWOT ครั้งแรก - และนี่คือสิ่งที่หลายคนมองข้าม - เขาพบว่าจุดอ่อนคือ 'ไม่มีที่จอดรถ' และอุปสรรคคือ 'หน้าฝนคนไม่อยากเดิน' ตอนแรกลองลดราคาหน้าร้าน หวังเรียกลูกค้า ผลคือพังไม่เป็นท่า เพราะคนก็ยังไม่ออกมาอยู่ดี แถมกำไรยังหดหาย
จุดเปลี่ยนคือตอนที่เขาหยุดดันทุรังกับหน้าร้าน เขาดูจุดแข็งคือ 'เมล็ดคั่วเองคุณภาพสูง' และโอกาสคือ 'เทรนด์ Work from Home' เขาจึงเปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์ SO จัดเซตกาแฟดริปส่งเดลิเวอรี่ให้กลุ่มคนทำงานที่บ้าน
ผลลัพธ์ภายใน 3 เดือน ยอดขายเดลิเวอรี่พุ่งขึ้นมาชดเชยรายได้หน้าร้านที่หายไป ทำให้รายได้รวมเพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว พี่หนุ่มเรียนรู้เลยว่าการวิเคราะห์จุดแข็งให้เจอแล้วจับคู่กับตลาดที่ใช่ สำคัญกว่าการมัวแก้จุดอ่อนที่แก้ไม่ได้
ส่วนข้อยกเว้น
ไม่แน่ใจว่าขั้นตอนการทำ SWOT Analysis เริ่มจากส่วนไหนก่อน?
ควรเริ่มจากการสำรวจปัจจัยภายในองค์กรก่อนเสมอครับ คุณต้องหาจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองให้เจอก่อนที่จะออกไปมองหาโอกาสหรืออุปสรรคในตลาดภายนอก การรู้จักทรัพยากรที่ตัวเองมีคือรากฐานที่สำคัญที่สุด
สับสนระหว่างการวิเคราะห์ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกองค์กร?
วิธีจำง่ายๆ คือให้ดูที่ 'อำนาจการควบคุม' หากสิ่งนั้นคุณสามารถสั่งปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขได้โดยตรง (เช่น ทักษะพนักงาน เงินทุน) นั่นคือปัจจัยภายใน แต่ถ้าเป็นสิ่งที่คุณควบคุมไม่ได้เลย (เช่น กฎหมาย คู่แข่ง สภาพอากาศ) นั่นคือปัจจัยภายนอก
ไม่รู้วิธีการนำผลลัพธ์จาก SWOT ไปต่อยอดเป็นกลยุทธ์ที่ใช้งานได้จริง?
ให้นำข้อมูลที่ได้มาเข้าตาราง TOWS Matrix เพื่อจับคู่ปัจจัยครับ เช่น นำจุดแข็งที่มีไปใช้ประโยชน์จากโอกาส (SO Strategy) หรือใช้จุดแข็งเพื่อป้องกันภัยคุกคาม (ST Strategy) วิธีนี้จะช่วยแปลงข้อมูลให้เป็นแอคชั่นแพลนที่จับต้องได้
ผลลัพธ์ที่ต้องบรรลุ
แบ่งเป็น 2 ขั้นตอนหลักเสมอการวิเคราะห์เริ่มต้นจากการประเมินปัจจัยภายใน (จุดแข็ง จุดอ่อน) และตามด้วยสภาพแวดล้อมภายนอก (โอกาส อุปสรรค)
ความซื่อสัตย์คือหัวใจสำคัญการวิเคราะห์จุดอ่อนอย่างตรงไปตรงมาช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด และลดความขัดแย้งในองค์กรลงได้ถึง 25%
ห้ามจบแค่การเขียน SWOTต้องนำข้อมูลไปต่อยอดด้วย TOWS Matrix เสมอ เพื่อจับคู่ปัจจัยและสร้างแผนกลยุทธ์ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต