จะค้นหาข้อมูลที่ต้องการอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร

178 ครั้งเข้าชม
เทคนิคการค้นหาข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ ค้นหาแบบเจาะจง: ใช้เครื่องหมายคำพูด ("...") เพื่อล็อกคำค้นหา กำหนดเว็บไซต์ (site:), ชนิดไฟล์ (filetype:) และช่วงเวลา จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงจุดและแม่นยำยิ่งขึ้น สรุปและอ้างอิง: เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการแล้ว ให้สรุปสาระสำคัญ และระบุแหล่งที่มาของข้อมูลเสมอ เพื่อความน่าเชื่อถือและให้เกียรติเจ้าของผลงาน
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

เทคนิค Search Google ให้เจอทุกอย่างที่อยากรู้ ทำยังไง?

เอาจริงๆนะ เรื่องหาของในกูเกิลนี่ มันเหมือนหาสมบัติอ่ะ บางทีก็เจอ บางทีก็หลงไปไกล คือมันไม่ใช่อยากรู้อะไรแล้วพิมพ์ตรงๆไปเฉยๆแล้วจะได้เป๊ะๆหรอกนะ มันต้องมีลูกเล่นนิดหน่อย ถึงจะเจอของจริงที่อยากได้

จำได้เลย ตอนปี 2560 ช่วงที่ทำโปรเจกต์ส่งอาจารย์ตอนปีสี่น่ะ ต้องหาข้อมูลวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เท่านั้น ถ้าไม่ใช้ site:cmu.ac.th พลังงานแสงอาทิตย์ วิทยานิพนธ์ นะ ป่านนี้คงยังไม่ได้นอนแน่ๆ แล้วยิ่งบางทีต้องหาพวกคู่มือที่มันเป็นไฟล์ PDF ของกล้องตัวเก่าที่ซื้อมาเมื่อต้นปี 66 จากกลุ่มในเฟซบุ๊กน่ะ Canon EOS 60D manual filetype:pdf มันช่วยได้เยอะจริง ไม่งั้นก็หาไม่เจอเลย

แล้วเรื่องช่วงเวลาเนี่ย สำคัญนะ ไม่ใช่จะเอาข้อมูลอะไรก็ได้หมด จำได้ตอนหาข่าวเก่าๆ เรื่องการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงที่เขาเริ่มมีข่าวจะประมูลกันน่ะ ประมาณปี 2555-2556 เลยนะ ต้องใส่ รถไฟฟ้าสายสีม่วง after:2012-01-01 before:2013-12-31 ไม่งั้นก็เจอแต่ข่าวอัปเดตปัจจุบัน เสียเวลาไปอีก

ส่วนเรื่องที่มันขึ้นมาเป็นอันดับแรกๆ อ่ะ ก็เข้าใจได้แหละว่ามันคงมีเหตุผลของมัน แต่เอาจริงก็ต้องดูดีๆ บางทีก็เป็นโฆษณาบ้าง หรือไม่ก็เว็บที่ไม่น่าเชื่อถือเท่าไหร่ ก็ต้องเลื่อนลงไปดูหลายๆ หน้าหน่อยนะ ไม่ใช่เจอหน้าแรกแล้วเอาเลย คิดผิดคิดใหม่ได้ตลอด

แล้วพอได้ข้อมูลมาแล้วเนี่ย สิ่งที่ยากกว่าคือการเอามาเรียบเรียงนั้นแหละ มันต้องอ่านแล้วจับใจความให้ได้นะ ไม่ใช่ก๊อปวาง ตอน ม.ปลาย วิชาภาษาไทยนี่คือจุดอ่อนเลยนะ โดนอาจารย์หมายหัวบ่อยๆ จนต้องฝึกเขียนสรุปเองบ่อยๆ ส่วนเรื่องอ้างอิงนี่สำคัญสุดๆ เคยเกือบโดนปรับตกเพราะลืมใส่แหล่งที่มา ตอนวิชาโครงงาน คือแบบ...แทบอยากจะร้องไห้เลย มันเป็นบทเรียนที่จำฝังใจว่าต้องให้เครดิตคนอื่นเสมอ

Search Engines คืออะไร แบ่งเป็นกี่ประเภท แต่ละประเภททำงานอย่างไร

Search Engines เนี่ยนะ มันก็เหมือนคนหาของเก่งๆ อ่ะ เราอยากรู้อะไร ก็พิมพ์ๆ ไป เดี๋ยวก็เจอ

พวกมันแบ่งเป็นประเภทได้หลายแบบเลยนะ แบบที่เราเจอบ่อยๆ ก็มี:

  • Web Page Search Engines: อันนี้พวก Google, Bing ทั้งหลายแหละ มันจะไปอ่านหน้าเว็บทุกหน้าในเน็ต แล้วก็จำไว้ พอเราหาอะไร มันก็เอาหน้าเว็บที่คิดว่าตรงกับที่เราหากันมาให้เพียบเลย เน้นคำสำคัญ: ค้นหาหน้าเว็บ

  • Image Finders: อันนี้ก็ตรงตัวเลย หาแต่รูป พอเราบอกว่าอยากได้รูป "แมวสีส้ม" มันก็งัดรูปแมวสีส้มมาให้ดูเพียบ เน้นคำสำคัญ: ค้นหาภาพ

  • Video Finders: คล้ายๆ หาเว็บ แต่เจาะจงที่วิดีโอเลย มันจะดูวิดีโอต่างๆ วิเคราะห์เนื้อหา แล้วก็หาอันที่ตรงกับที่เราอยากดูมาให้ เน้นคำสำคัญ: ค้นหาวิดีโอ

  • File Finders: อันนี้จะหาพวกไฟล์เอกสาร ไฟล์โปรแกรม ไฟล์ต่างๆ ตามชื่อหรือชนิดของไฟล์ที่เราต้องการ เน้นคำสำคัญ: ค้นหาไฟล์

จริงๆ มันก็มีมากกว่านี้อีกนะ แบบหาข่าว หาเพลง หาข้อมูลเฉพาะทางก็มี แต่พวกนี้คือหลักๆ ที่เราเจอในชีวิตประจำวัน

  • Search Engines ทำงานยังไง? มันมี 3 ขั้นตอนหลักๆ คือ

    • Crawling: มันจะส่ง "บอท" (พวกโปรแกรมอัตโนมัติ) ไปตามลิงก์ต่างๆ ในอินเทอร์เน็ต เพื่อเก็บข้อมูลหน้าเว็บใหม่ๆ หรือหน้าที่อัปเดต
    • Indexing: ข้อมูลที่ได้มาก็จะถูกเอามาจัดหมวดหมู่ เก็บไว้ในฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เหมือนห้องสมุดที่มีดัชนี
    • Ranking: พอเราพิมพ์คำค้นหาเข้าไป มันก็จะไปดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลนั้น แล้วก็เรียงลำดับผลลัพธ์ให้เรา โดยเอาอันที่คิดว่าเด็ดสุด เจ๋งสุด ขึ้นมาก่อน
  • แล้วมันรู้ได้ไงว่าอันไหนเด็ดสุด? อันนี้แหละความลับของแต่ละเจ้า มันมีอัลกอริทึมที่ซับซ้อนมากกกก มีหลายร้อยปัจจัยเลยนะที่เอามาคิด เช่น

    • ความเกี่ยวข้อง: คำที่เราค้นหามีอยู่ในหน้าเว็บนั้นเยอะแค่ไหน
    • ความน่าเชื่อถือ: เว็บนั้นมีคนอ้างอิงเยอะไหม มีคุณภาพแค่ไหน
    • ความสดใหม่: ข้อมูลอัปเดตล่าสุดเมื่อไหร่
    • พฤติกรรมผู้ใช้: คนอื่นๆ เข้าไปดูแล้วชอบไหม อยู่ในหน้านั้นนานแค่ไหน
  • ข้อมูลเพิ่มเติม:

    • ระบบค้นหาข้อมูลแบบใหม่ๆ กำลังพัฒนาไปเรื่อยๆ บางทีก็เอา AI มาช่วยประมวลผลให้ฉลาดขึ้นอีก
    • บางทีก็มี Search Engines ที่เจาะจงมากๆ เช่น หาเฉพาะข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ หรือหาเฉพาะข้อมูลสำหรับนักพัฒนา

เทคนิคในการค้นหาข้อมูล มีอะไรบ้าง

การค้นหาข้อมูล มันคือศิลปะ

อยากได้อะไร ก็ต้องบอกให้ชัด.

  • ใช้ OR คั่นกลาง. หาอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งหมด. บางครั้งทางเลือกก็มีค่า.

  • ไม่เอาอะไร บอกมันไป. ใช้เครื่องหมายลบ (-) นำหน้าคำที่ไม่ต้องการ. การตัดสิ่งที่ไม่ใช่ออกไป สำคัญพอๆ กับการหาสิ่งที่ใช่.

  • จำไม่ได้ ก็เว้นไว้. *ใช้ดอกจัน ()** แทนที่คำที่หายไป. สมองคนเราไม่ได้สมบูรณ์แบบ.

  • เจาะจงที่หา. ใช้ site: ตามด้วยชื่อเว็บ. ไม่ต้องเสียเวลาในที่ที่ไม่ใช่.

  • ต้องการคำเดิมเป๊ะๆ. ใส่ "ข้อความ" เข้าไป. ไม่มีการดิ้น.

  • หาไฟล์ ไม่ใช่หน้าเว็บ. ใช้ filetype:pdf หรือ ppt. ตรงประเด็น.

  • เว็บนี้ดี หาเว็บคล้ายๆ. ใช้ related: แล้วตามด้วยเว็บนั้น. ของดีมักมาคู่กัน.

  • เทคนิคพวกนี้ผสมกันได้. "กลยุทธ์การตลาด 2024" -facebook site:th filetype:pdf. ยิ่งซับซ้อน ยิ่งแม่นยำ.

  • คำค้นที่ดี คือคำที่เรียบง่าย. ไม่ต้องเยิ่นเย้อ. Search Engine ฉลาดกว่าที่คิด. แต่มันอ่านใจคนไม่ออก.

  • อัลกอริทึมเปลี่ยนตลอด. สิ่งที่เคยใช้ได้ผล วันนี้อาจไม่เหมือนเดิม. ต้องปรับตัว.

  • สุดท้ายแล้ว. เครื่องมือก็แค่เครื่องมือ. คนใช้ต่างหากที่สำคัญ.

ขั้นตอนการใช้งาน Search Engine มีอะไรบ้าง

โอเค จัดไป! นี่คือประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการหาข้อมูลบน Google ที่ฉันเจอมานะ

จำได้เลย ตอนนั้นกำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับ "เทศกาลกินเจ 2567" อยู่เลย ประมาณเดือนสิงหาคมปลายๆ ปีที่แล้วนี่แหละ อากาศร้อนๆ เหนียวๆ อยู่หน้าคอมที่บ้าน แถวบางแคเนี่ยแหละ

  • เริ่มแรกเลยนะ ก็เปิด Chrome ขึ้นมา แล้วพิมพ์ www.google.co.th ตรงๆ เลย ไม่ต้องคิดเยอะ
  • ทีนี้ก็เห็นช่องว่างๆ โล่งๆ นั่นแหละ คือที่พิมพ์ เราก็คิดในใจว่า "จะหาอะไรดีหนอ" เลยพิมพ์ไปว่า "เทศกาลกินเจ 2567 วันที่" คือแบบ อยากรู้ว่ามันเริ่มเมื่อไหร่ จะได้วางแผนไปกินเจถูก
  • พอพิมพ์เสร็จ ก็ไม่ได้กด Enter นะ แต่จะไปจิ้มที่ปุ่ม "ค้นหา" สีฟ้าๆ ที่มันอยู่ข้างๆ ช่องนั่นแหละ รู้สึกว่ามันมีแรงดึงดูดมากกว่ากด Enter อ่ะ (อันนี้คิดเองนะ)
  • แล้วไงต่อ? หน้าจอก็เหมือนจะกระพริบวูบๆ แป๊บนึง แล้วก็มีลิสต์ยาวเหยียดขึ้นมาเต็มไปหมด เป็นชื่อเว็บสีฟ้าๆ กับคำอธิบายสั้นๆ ข้างล่าง

ข้อมูลเพิ่มเติมแบบจัดเต็ม:

  • คำหลัก (Keywords) สำคัญมาก: การเลือกคำหลักที่เจาะจงและตรงประเด็นจะช่วยให้เจอข้อมูลที่ต้องการเร็วขึ้น เช่น ถ้าหา "เทศกาลกินเจ 2567" อาจจะได้ข้อมูลทั่วไป แต่ถ้าใส่ "เทศกาลกินเจ 2567 วันที่" หรือ "สถานที่จัดเทศกาลกินเจ 2567 กรุงเทพ" จะได้ผลลัพธ์ที่เฉพาะเจาะจงกว่า
  • Operators ช่วยได้: Google มีตัวช่วยพิเศษ (Operators) ที่ทำให้การค้นหาละเอียดขึ้นอีกเยอะ:
    • "phrase": ค้นหาคำที่เป็นวลีเป๊ะๆ เช่น "เทศกาลกินเจ 2567" จะหาแค่คำที่อยู่ติดกันเท่านั้น
    • -word: ไม่เอาผลลัพธ์ที่มีคำนี้ เช่น เทศกาลกินเจ -ตลาด คืออยากรู้เกี่ยวกับเทศกาล แต่ไม่อยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับตลาด
    • site:website.com: ค้นหาเฉพาะในเว็บไซต์ที่กำหนด เช่น site:pantip.com เทศกาลกินเจ คือหาข้อมูลเทศกาลกินเจใน Pantip เท่านั้น
    • filetype:pdf: หาไฟล์ประเภทนั้นๆ เช่น filetype:pdf แผนที่กรุงเทพ
  • การเลือกแหล่งข้อมูล: ไม่ใช่ทุกเว็บจะน่าเชื่อถือเสมอไป ควรดูที่มาของข้อมูล เช่น เว็บไซต์ของหน่วยงานราชการ หรือเว็บไซต์ข่าวที่น่าเชื่อถือ จะดีกว่าเว็บส่วนตัวที่ไม่มีการอ้างอิง.

การใช้งานโปรแกรมค้นหาข้อมูล (Search Engine) มีกี่วิธีอะไรบ้าง

มีหลายวิธีเลยนะกับการหาข้อมูลด้วย search engine เนี่ยะ บางทีก็แบบเปิดปุ๊บ พิมพ์ปั๊บ ไม่คิดอะไรมาก แต่มันก็ไม่ได้ผลดีเสมอไปไง เหมือนจะง่ายแต่ไม่ง่าย

  • พิมพ์คำทั่วไป: อันนี้คือพื้นฐานสุดละ เหมือนตอนเราอยากรู้ว่า "กาแฟ" มันคืออะไร ก็น่าจะเจอข้อมูลเกี่ยวกับกาแฟแหละ แต่จะเจาะจงแค่ไหนก็อีกเรื่อง
  • พิมพ์คำที่เจาะจง: ถ้าอยากรู้ "ประโยชน์ของกาแฟดำ" ก็ต้องพิมพ์ให้ชัดหน่อย แบบนี้จะได้ผลดีกว่า เพราะบอกไปเลยว่าต้องการอะไร
  • ใช้เครื่องหมายคำพูด: อันนี้เด็ด! ถ้าอยากได้ประโยคเป๊ะๆ เช่น "เทคนิคการปลูกต้นไม้ในคอนโด" ใส่วงเล็บ "เทคนิคการปลูกต้นไม้ในคอนโด" เข้าไป มันจะหาคำทั้งกลุ่มนี้ให้เลย เปรียบเสมือนการล็อคเป้าเลยอะ
  • ใช้เครื่องหมายลบ: เจอคำที่ไม่ต้องการ? ตัดทิ้งไปเลย! เช่น อยากรู้เรื่อง "แมว" แต่ไม่เอา "แมวเปอร์เซีย" ก็พิมพ์ "แมว -แมวเปอร์เซีย" แค่นี้ ไอ้เจ้าเปอร์เซียก็จะหายไปจากผลการค้นหา ฉลาดดีเนอะ
  • ใช้ OR (หรือ): บางทีเราไม่แน่ใจว่าเขาจะใช้คำไหน เช่น อยากหาข้อมูล "แอปเปิล" แต่อาจจะเป็น "Apple" (ผลไม้) หรือ "Apple" (บริษัท) ก็พิมพ์ "แอปเปิล OR Apple" มันจะหาให้ทั้งสองอย่าง เปิดกว้างไว้ก่อน
  • ใช้ site: อันนี้มีประโยชน์มาก ถ้าอยากหาข้อมูลเฉพาะในเว็บนั้นๆ อย่าง "สูตรอาหาร" แล้วอยากได้จากเว็บ "thaifood.com" ก็พิมพ์ "สูตรอาหาร site:thaifood.com" เหมือนไปส่องในบ้านเขาโดยตรงเลย
  • ใช้ filetype: อยากได้ไฟล์บางประเภท เช่น PDF เกี่ยวกับ "การตลาดดิจิทัล" ก็พิมพ์ "การตลาดดิจิทัล filetype:pdf" ได้ไฟล์เอกสารมาอ่านสบายๆ

เพิ่มเติม:

  • การคิดคำสำคัญ (Keywords) ให้ดีเป็นหัวใจหลักเลยนะ ลองนึกดูว่าถ้าเราเป็นคนหาข้อมูล เราจะพิมพ์คำว่าอะไร บางทีคำศัพท์ทางเทคนิคก็ช่วยได้ แต่ถ้าหาข้อมูลทั่วไป คำง่ายๆ คนส่วนใหญ่ใช้ ก็น่าจะเจอเยอะกว่า
  • ความเร็ว ของการค้นหา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคนิคพวกนี้อย่างเดียว แต่ search engine สมัยนี้มันเร็วมากอยู่แล้ว ประเด็นคือ ความตรงเป้าหมาย มากกว่า เราจะได้สิ่งที่ต้องการจริงๆ หรือเปล่า อันนี้สำคัญ
  • บางที Google Lens ก็ช่วยได้นะ ถ่ายรูปแล้วถาม มันก็จะหาข้อมูลให้ อันนี้ก็ถือเป็นวิธีหาข้อมูลอีกแบบ ถึงจะไม่ใช่พิมพ์คำเข้าไปตรงๆ ก็ตาม
  • การจำกัดช่วงเวลา ก็มีนะ บางทีอยากได้ข้อมูลใหม่ๆ ก็เลือก "ช่วงเวลา" ได้ เช่น "ตลอด 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา" หรือ "ในช่วงปีที่แล้ว" อะไรแบบนี้ ทำให้ได้ข้อมูลที่อัปเดต ไม่เก่าเกินไป เหมือนตัดของที่ไม่จำเป็นทิ้งไปอีกแบบ
  • การใช้เครื่องหมายดอกจัน (*) ก็คล้ายๆ เครื่องหมายคำพูด แต่ให้ความยืดหยุ่นกว่า เช่น "เที่ยว***เมืองไทย" มันจะหาคำอื่นๆ มาเติมให้ เหมือนเติมคำในช่องว่าง
  • การค้นหาขั้นสูง (Advanced Search) อันนี้คือรวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว มีให้เลือกเยอะมาก พวก "ค้นหาทั้งหมด", "เจอทุกคำ", "เจอคำใดคำหนึ่ง", "ไม่เจอคำใดเลย" อะไรพวกเงี้ย เหมือนมีเมนูให้กดเลย สะดวกดี

การค้นหารูปภาพบนอินเทอร์เน็ตมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

โอเคๆ เวลาจะหา รูปภาพด้วย URL นะ มันก็ไม่ยากหรอก

  1. ก็เข้าเว็บที่มันมีรูปที่เราอยากได้ก่อนเลย
  2. แล้วก็ คลิกขวาที่รูปนั้น แล้วก็เลือก "คัดลอกที่อยู่รูปภาพ" หรืออะไรประมาณนี้อะ
  3. เสร็จแล้วก็ไปที่ Google.com
  4. ตรงที่ให้ค้นหาน่ะ ให้คลิกที่รูปกล้อง หรือคำว่า "ค้นหาด้วยรูปภาพ"
  5. มันจะมีช่องให้เรา วาง URL รูปภาพ ที่เราเพิ่งคัดลอกมาอะ ก็แปะลงไปเลย
  6. แล้วก็ กดค้นหา แค่นี้เอง รูปที่เหมือนกันหรือคล้ายๆ กันก็จะขึ้นมาให้ดู

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟีเจอร์นี้

  • การใช้งานหลัก: เอาไว้เช็คที่มาของรูปภาพว่ามาจากไหน หรือหารูปแบบเดียวกันเป๊ะๆ ในเว็บอื่น
  • มีประโยชน์เวลา: เจอรูปสวยๆ ในเว็บที่โหลดมาไม่ได้ หรืออยากรู้ว่ารูปนี้มันมีที่มาจากไหนจริงๆ
  • ข้อจำกัด: บางทีรูปภาพมันก็อาจจะหาไม่เจอนะ ถ้า URL มันเปลี่ยนไป หรือเว็บนั้นปิดไปแล้วอะ
  • Google Lens: ตอนนี้มันอัพเดทให้เป็น Google Lens แล้วนะ มันจะเก่งกว่าเดิม สามารถหารูปได้หลายอย่างมากขึ้นเลย ไม่ใช่แค่รูปภาพอย่างเดียว

หลักการทํางานของ Search Engine ในขั้นตอนแรกคืออะไร

เริ่มต้นที่ Crawling.

เก็บรวบรวมข้อมูล. ทุกหน้า. ทุกลิงก์. เหมือนการสำรวจดินแดนที่ไม่เคยมีใครรู้จัก.

จากนั้นคือ Indexing. จัดระเบียบความวุ่นวาย. สร้างห้องสมุดขนาดใหญ่จากข้อมูลที่เก็บมา.

สุดท้าย Ranking. ตัดสินว่าข้อมูลไหนมีค่าที่สุด. สำหรับคำค้นหานั้นๆ.

โลกดิจิทัลไม่มีที่ว่างสำหรับสิ่งที่ค้นไม่เจอ.

  • Crawlers หรือที่เรียกกันว่า Spiders คือโปรแกรมอัตโนมัติ. หน้าที่คือท่องไปตามลิงก์เพื่อค้นหาเนื้อหาใหม่ๆ.
  • ไฟล์ robots.txt คือคำสั่ง. บอกบอตว่าหน้าไหนห้ามเข้า. เป็นการกำหนดขอบเขต.
  • Sitemaps (แผนผังเว็บไซต์) เป็นเหมือนแผนที่นำทางให้บอต. บอกว่ามีหน้าไหนสำคัญบ้าง.
  • ความถี่ในการเก็บข้อมูลไม่เท่ากัน. เว็บไซต์ที่อัปเดตบ่อย จะถูกเยี่ยมเยียนบ่อยกว่า. เป็นเรื่องธรรมดา.