Arterial blood gas เจาะที่ไหน
Arterial blood gas เจาะที่ไหน: ตำแหน่งข้อมือ ข้อพับ และขาหนีบ
การทำ Arterial blood gas เจาะที่ไหน เป็นหัตถการสำคัญในการประเมินภาวะการหายใจและสมดุลกรดด่างในร่างกาย. การเลือกตำแหน่งที่เหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความแม่นยำของผลตรวจ. ศึกษาขั้นตอนการเตรียมตัวเพื่อลดความกังวลและป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการเจาะเลือดแดงอย่างถูกต้อง.
Arterial blood gas เจาะที่ไหน? ตำแหน่งหลักและวิธีเลือก
การตรวจเลือดแดงเพื่อวัดค่าก๊าซในเลือด (Arterial Blood Gas หรือ ABG) เป็นการตรวจที่สำคัญมากในผู้ป่วยวิกฤต แต่หลายคนสงสัยว่า “Arterial blood gas เจาะที่ไหน” คำตอบสั้น ๆ คือ ตำแหน่งแรกที่นิยมคือ เส้นเลือดแดงที่ข้อมือ (Radial artery) เพราะอยู่ตื้น เจาะง่าย และปลอดภัยที่สุด หากเจาะไม่สำเร็จหรือมีข้อห้าม จะใช้ตำแหน่งสำรองที่ข้อพับแขน (Brachial artery) หรือขาหนีบ (Femoral artery) ตามลำดับ ก่อนเจาะทุกครั้งต้องทำการทดสอบ การทำ Modified Allen test เพื่อเช็คการไหลเวียนเลือดสำรองของมือ ก่อนที่จะพูดถึงรายละเอียดของแต่ละตำแหน่ง ควรเข้าใจก่อนว่าการเจาะเส้นเลือดแดงนั้นต้องทำโดยบุคลากรทางการแพทย์ที่ผ่านการอบรม เพราะมีความเสี่ยงมากกว่าเส้นเลือดดำ
ตำแหน่งแรกที่เลือก: Radial artery (เส้นเลือดแดงที่ข้อมือ)
Radial artery เป็นตำแหน่งที่ใช้กันมากที่สุดในโลก เนื่องจากอยู่ตื้น ผิวเผิน และมีเส้นเลือดแดงอีกเส้น (Ulnar artery) ที่เลี้ยงมือในบริเวณเดียวกัน หากเกิดการอุดตันของ Radial artery หลังเจาะ มือยังคงมีเลือดเลี้ยงจาก Ulnar artery ได้ โดยทั่วไปแพทย์หรือพยาบาลจะคลำชีพจรบริเวณข้อมือด้านนิ้วหัวแม่มือ แล้วเจาะเลือดแดงที่ข้อมือด้วยเข็มขนาดเล็ก ใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาที
Modified Allen test – ขั้นตอนที่ห้ามข้าม
ก่อนเจาะที่ Radial artery ผู้เจาะต้องทำ การทำ Modified Allen test เพื่อตรวจสอบว่า Ulnar artery ทำงานได้ดีพอหรือไม่ สำหรับวิธีเจาะ ABG นั้น: บีบเส้นเลือดแดงทั้ง Radial และ Ulnar ค้างไว้จนมือซีด จากนั้นปล่อย Ulnar แล้วสังเกตว่ามือกลับมาเป็นสีชมพูภายใน 5–15 วินาที หากเกิน 15 วินาที แสดงว่าเลือดเลี้ยงมือจาก Ulnar artery ไม่เพียงพอ ห้ามเจาะ Radial artery เด็ดขาด เพราะอาจทำให้ปลายมือขาดเลือดได้ โดยข้อมูลทางคลินิกพบว่าบางส่วนของผู้ป่วยมีผล Modified Allen test ที่ผิดปกติ ทำให้ต้องเปลี่ยนไปใช้ตำแหน่งอื่น [1]
ตำแหน่งสำรอง: Brachial artery (เส้นเลือดแดงที่ข้อพับแขน)
หาก Radial artery ถูกห้ามใช้ (เช่น Modified Allen test ไม่ผ่าน หรือมีแผล/การติดเชื้อบริเวณข้อมือ) แพทย์จะเลือกเจาะที่ Brachial artery ซึ่งอยู่บริเวณข้อพับแขนด้านใน (ตรงร่องพับแขน) ข้อดีคือเส้นเลือดใหญ่มาก คลำชีพจรได้ง่าย แต่ข้อเสียคืออยู่ลึกกว่า Radial และไม่มีเส้นเลือดอื่นมาเลี้ยงแขนส่วนปลายหากเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การเกิดลิ่มเลือดอุดตันหลังเจาะ จะส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงแขนส่วนล่างไม่พอ ผู้ป่วยบางรายรู้สึกเจ็บมากกว่าการเจาะที่ข้อมือ เพราะต้องใช้เข็มยาวขึ้นและแทงลึกกว่า
ตำแหน่งสุดท้ายในกรณีฉุกเฉิน: Femoral artery (เส้นเลือดแดงที่ขาหนีบ)
Femoral artery จะถูกใช้เมื่อผู้ป่วยอยู่ในภาวะวิกฤตมากจนไม่สามารถเจาะที่แขนทั้งสองข้างได้ หรือต้องการทราบว่า Arterial blood gas เจาะที่ไหน ได้อีกบ้าง หรือต้องเจาะเพื่อใส่สายสวนตรวจความดันในหลอดเลือดแดง (Arterial line) อยู่บริเวณรอยพับขาหนีบ (ขาหนีบ) เส้นเลือดนี้มีขนาดใหญ่ที่สุดในสามตำแหน่ง ทำให้เจาะง่ายแม้ความดันโลหิตต่ำ แต่ก็มีความเสี่ยงสูงสุดเช่นกัน เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่สะสมเชื้อโรคและมีหลอดเลือดแดงและดำอยู่ใกล้กัน การเจาะผิดพลาดอาจทำให้เลือดออกมาก หรือเกิดการติดเชื้อรุนแรงได้ ดังนั้นจึงใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายเท่านั้น
เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของตำแหน่งเจาะ ABG
การเลือกตำแหน่งเจาะ ABG นั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และสภาพผู้ป่วย โดยแต่ละตำแหน่งมีจุดเด่นและจุดด้อยต่างกัน ตารางด้านล่างสรุปให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น
เปรียบเทียบตำแหน่งเจาะ ABG
ตารางเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของตำแหน่งเจาะทั้งสามแห่ง ช่วยให้เข้าใจเหตุผลที่แพทย์เลือกใช้แต่ละตำแหน่งในสถานการณ์ต่าง ๆRadial artery (ข้อมือ)
• น้อยที่สุด เนื่องจากผิวหนังบริเวณข้อมือมีความไวต่อการสัมผัสน้อยกว่าแขนส่วนบน
• ต้องทำ Modified Allen test ก่อนเสมอ เสียเวลาเพิ่ม 1-2 นาที แต่เพิ่มความปลอดภัยอย่างมาก
• อยู่ตื้น เจาะง่าย มี Ulnar artery เสริม ทำให้ปลอดภัยสูงสุด เหมาะกับการเจาะครั้งเดียว
• ต่ำมาก หาก Modified Allen test ปกติ ไม่ค่อยเกิดเลือดคั่งหรือขาดเลือด
Brachial artery (ข้อพับแขน)
• มากกว่า Radial เพราะต้องใช้เข็มยาวและเจาะลึกเข้าไปในเนื้อเยื่อ
• ไม่ต้องทำ Allen test แต่ต้องตรวจชีพจรที่ข้อมือว่ายังมีอยู่เพื่อเป็น baseline
• เส้นเลือดใหญ่ คลำชีพจรชัดเจน เหมาะเมื่อ Radial artery ใช้ไม่ได้ แต่ไม่มีระบบสำรอง
• ปานกลาง เสี่ยงเลือดออกใต้ผิวหนังหรือเกิดลิ่มเลือดอุดตันที่แขน ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานอาจทำให้แขนบวม
Femoral artery (ขาหนีบ)
• ค่อนข้างมาก บางรายต้องใช้ยาชาเฉพาะที่ เพราะเข็มยาวและแทงลึก
• ต้องปิดผ้าคลุมให้มิดชิดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ และต้องกดห้ามเลือดนานกว่า (10–15 นาที)
• เส้นเลือดใหญ่ที่สุด เหมาะกับผู้ป่วยช็อกหรือความดันต่ำที่ตำแหน่งอื่นคลำชีพจรไม่เจอ
• สูงที่สุด เนื่องจากอยู่ใกล้เส้นเลือดดำและอวัยวะสำคัญ เสี่ยงติดเชื้อสูง ถ้าอนามัยไม่ดี
โดยสรุป Radial artery เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งเพราะความปลอดภัยสูงสุดและเจ็บน้อยที่สุด เฉพาะเมื่อใช้ไม่ได้จึงขยับไป Brachial artery ส่วน Femoral artery สงวนไว้เฉพาะกรณีฉุกเฉินจริง ๆ เท่านั้น การเลือกตำแหน่งที่เหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนได้มาก ตามข้อมูลการดูแลผู้ป่วยวิกฤต [3]ประสบการณ์การเจาะ ABG ที่ข้อมือของคุณนิดา ผู้ป่วยโรคปอด
นิดา อายุ 45 ปี ป่วยด้วยโรคหอบหืดรุนแรง ต้องเข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉินเพราะหายใจเหนื่อยหอบ แพทย์สั่งตรวจ ABG เพื่อดูระดับออกซิเจนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เธอตกใจมากเมื่อรู้ว่าจะต้องเจาะเส้นเลือดแดง เพราะคิดว่าเจ็บมากและเสี่ยงอันตราย
พยาบาลอธิบายให้ฟังว่าตำแหน่งที่ใช้คือ Radial artery ที่ข้อมือ และจะทำ Modified Allen test ก่อนเพื่อความปลอดภัย นิดายังคงรู้สึกกังวล พยาบาลจับมือเธอแล้วบอกว่า “เราจะทำการทดสอบก่อน ถ้ามือไม่ซีดนานเราถึงเจาะ” หลังจากปล่อย Ulnar artery มือเธอกลับเป็นสีชมพูภายใน 7 วินาที
พยาบาลเจาะเพียงครั้งเดียวก็ได้เลือด เสร็จแล้วกดแน่น 5 นาที นิดาบอกว่ารู้สึกแค่เข็มทิ่มเบา ๆ ไม่เจ็บอย่างที่คิด หลังจากนั้นผล ABG ออกมาพบว่าค่า PaCO2 สูงกว่าปกติ แพทย์จึงปรับยาและให้ออกซิเจน จนอาการดีขึ้น
นิดาให้ข้อมูลกับผู้ป่วยรายอื่นในห้องว่า “ไม่ต้องกลัว การตรวจนี้ช่วยให้หมอรู้ว่าเราต้องการออกซิเจนขนาดไหน และที่สำคัญพยาบาลตรวจมือก่อนเจาะ ทำให้มั่นใจได้ว่าปลอดภัย”
ข้อสรุปและสรุปผล
Radial artery คือตำแหน่งอันดับหนึ่งข้อมือฝั่งนิ้วหัวแม่มือเป็นจุดที่ปลอดภัยที่สุดเพราะมีเส้นเลือดสำรอง (Ulnar artery) และทำ Modified Allen test ได้ง่าย
Modified Allen test – อย่าละเลยขั้นตอนนี้ช่วยป้องกันภาวะมือขาดเลือดซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ใช้เวลาแค่ 1–2 นาที แต่คุ้มค่าความปลอดภัยอย่างยิ่ง
Brachial และ Femoral ใช้เฉพาะกรณีจำเป็นBrachial artery เหมาะเมื่อ Radial ใช้ไม่ได้ ส่วน Femoral artery สงวนไว้สำหรับผู้ป่วยวิกฤตที่ตำแหน่งอื่นคลำชีพจรไม่เจอเท่านั้น
การกดห้ามเลือดหลังเจาะสำคัญไม่แพ้กันกดให้แน่นและนานพอ โดยเฉพาะถ้าใช้ยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาละลายลิ่มเลือด ควรแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อเพิ่มเวลากดห้ามเลือด
กรณีพิเศษ
เจาะ ABG แล้วเจ็บมากไหม?
ส่วนใหญ่รู้สึกเจ็บแค่ตอนเข็มทิ่มครั้งแรกคล้ายโดนแมลงกัด หลังจากนั้นจะแค่รู้สึกเสียวหรือหน่วง ๆ ความเจ็บปวดน้อยกว่าการเจาะเส้นเลือดดำที่ข้อพับแขนเสียอีก หากกังวลสามารถแจ้งให้พยาบาลใช้ยาชาทาเฉพาะที่ได้
ทำไมต้องทำ Modified Allen test ก่อนเจาะ ABG ที่ข้อมือ?
Modified Allen test ช่วยยืนยันว่าเส้นเลือด Ulnar artery ที่มือสามารถเลี้ยงมือได้พอเพียง หากเกิดการอุดตันของ Radial artery หลังเจาะ มือจะไม่ขาดเลือด การไม่ทำหรือทำผิดวิธีอาจทำให้เกิดภาวะปลายมือเน่าได้ ซึ่งพบได้น้อยมากแต่ร้ายแรง
ถ้าฉันกินยาละลายลิ่มเลือดอยู่ เจาะ ABG ได้ไหม?
ได้ แต่ต้องแจ้งแพทย์ให้ทราบก่อน เพราะจะต้องกดห้ามเลือดนานกว่าปกติ (อาจนานถึง 10–15 นาที หรือจนกว่าเลือดหยุดไหลสนิท) และอาจต้องใช้เข็มขนาดเล็กพิเศษเพื่อลดความเสี่ยงเลือดคั่ง หากจำเป็นแพทย์อาจเลือกเจาะที่ Radial artery เนื่องจากกดห้ามเลือดง่ายกว่า
หลังจากเจาะ ABG ต้องดูแลตัวเองอย่างไร?
หลังเจาะต้องกดบริเวณที่เจาะด้วยสำลีหรือผ้าก๊อซประมาณ 5–10 นาที (หรือนานกว่านั้นถ้ากินยาละลายลิ่มเลือด) อย่ายกของหนัก 2–4 ชั่วโมง หากมีเลือดออกใต้ผิวหนังเป็นจ้ำสีคล้ำ ให้ประคบเย็นวันแรก แล้วประคบอุ่นวันถัดไป หากมือหรือแขนซีด ปวดมาก หรือบวมผิดปกติ ให้รีบกลับมาพบแพทย์ทันที
มีวิธีอื่นแทนการเจาะ ABG ไหม?
ในบางกรณีสามารถใช้การเจาะเลือดดำร่วมกับการวัดออกซิเจนปลายนิ้ว (SpO2) เพื่อประเมินคร่าว ๆ แต่ถ้าต้องการวัดค่าความเป็นกรดด่างในเลือด (pH) และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (PaCO2) ที่แม่นยำ ยังคงจำเป็นต้องเจาะเลือดแดงอยู่ดี เพราะค่าในเลือดดำอาจคลาดเคลื่อนได้มากสำหรับการวัดที่แม่นยำ [2]
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต