เป็นไข้แล้วหนาวเกิดจากอะไร
เป็นไข้แล้วหนาวเกิดจากอะไร: ร่างกายผลิตความร้อนเพิ่ม 400%
เป็นไข้แล้วหนาวเกิดจากอะไร เป็นสัญญาณเตือนสำคัญจากระบบภายในที่แสดงถึงการปรับตัวเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค. การทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังและหลอดเลือดช่วยให้ประเมินความรุนแรงของโรคได้อย่างแม่นยำ. ศึกษาข้อมูลเพื่อหาวิธีดูแลตนเองอย่างถูกต้องและปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อน.
ทำไมตัวร้อนแต่กลับรู้สึกหนาวสั่น? เจาะลึกกลไกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ไข้สูง
อาการเป็นไข้แล้วหนาวเกิดจากอะไร เกิดจากการที่สมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเครื่องควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ปรับจุดตั้งรับอุณหภูมิ (Set point) ให้สูงขึ้นกว่าปกติเพื่อต่อสู้กับการติดเชื้อ เมื่อร่างกายพยายามทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นตามคำสั่งใหม่แต่ความร้อนยังไปไม่ถึงจุดนั้น คุณจึงรู้สึกหนาวและกล้ามเนื้อเริ่มสั่นเพื่อสร้างความร้อนเพิ่มขึ้น
ในภาวะปกติ อุณหภูมิร่างกายมนุษย์จะคงที่อยู่ที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส แต่เมื่อมีสารก่อไข้ (Pyrogens) จากไวรัสหรือแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือด ร่างกายจะหลั่งสารเคมีที่สั่งให้ไฮโปทาลามัสขยับเพดานอุณหภูมิไปที่ 38-39 องศาเซลเซียสทันที ในวินาทีนั้นเอง ทำไมเป็นไข้ถึงหนาวสั่น ร่างกายที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียสจะรู้สึกว่าตัวเอง หนาวเกินไป เมื่อเทียบกับคำสั่งใหม่ - และนี่คือจุดเริ่มต้นของอาการสั่นสะท้าน
การสั่นของกล้ามเนื้อมีประสิทธิภาพในการสร้างความร้อนมหาศาล โดยสามารถเพิ่มอัตราการเผาผลาญและความร้อนในร่างกายได้มากถึง 200 - 400 เปอร์เซ็นต์ภายในเวลาไม่กี่นาที[1] กระบวนการนี้ยังมาพร้อมกับการหดตัวของหลอดเลือดบริเวณผิวหนังเพื่อลดการสูญเสียความร้อน ทำให้ผิวหนังดูซีดและมือเท้าเย็นลงอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม มีความเชื่อหนึ่งเกี่ยวกับการห่มผ้าหนาๆ ในช่วงเวลานี้ที่อาจกลายเป็นอันตรายถึงชีวิต - ซึ่งผมจะขยายความเรื่องความเสี่ยงที่หลายคนมองข้ามนี้ในหัวข้อวิธีการรับมือด้านล่าง
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดไข้และอาการหนาวสั่น
แม้ว่าการติดเชื้อจะเป็นสาเหตุของอาการไข้หนาวสั่นที่พบบ่อยที่สุด แต่อาการหนาวสั่นร่วมกับไข้สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ตั้งแต่ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันไปจนถึงผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมภายนอก
การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและกระแสเลือด
ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) และการติดเชื้อไวรัสอื่นๆ มักเริ่มด้วยไข้สูงเฉียบพลันและอาการสั่นอย่างรุนแรง ข้อมูลทางระบาดวิทยาชี้ว่าประมาณ 60 - 75 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่จะมีอาการหนาวสั่นเป็นอาการนำ[2] นอกจากนี้ การติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด (Sepsis) ซึ่งเป็นภาวะวิกฤต มักจะแสดงออกผ่านอาการสั่นสะท้านที่ควบคุมไม่ได้ร่วมกับไข้สูงหรืออุณหภูมิร่างกายต่ำผิดปกติ
การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (UTI)
หากคุณมีไข้หนาวสั่นร่วมกับอาการปวดหลังหรือปัสสาวะขัด มีโอกาสสูงที่จะเกิดการติดเชื้อที่กรวยไต โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงที่มีโอกาสเกิดได้มากกว่าผู้ชาย อาการสั่นในกรณีนี้มักจะรุนแรงและเกิดเป็นพักๆ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าแบคทีเรียกำลังพยายามรุกรานเข้าสู่ระบบที่ลึกขึ้นของร่างกาย
วิธีรับมือเมื่อเป็นไข้แล้วหนาวสั่น: สิ่งที่ควรทำและห้ามทำ
การดูแลผู้ป่วยที่มีอาการหนาวสั่นต้องการความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะสัญชาตญาณมักสั่งให้เราทำในสิ่งที่อาจส่งผลเสียต่อการระบายความร้อน
เมื่อคนเราหนาวสั่น สิ่งแรกที่อยากทำคือการห่มผ้าหนาๆ หรือสวมเสื้อกันหนาวหลายชั้น ผมเคยมีความคิดแบบนี้เช่นกัน - ตอนที่ลูกสาวคนโตเริ่มสั่นจนเตียงสะเทือน ผมรีบหยิบผ้านวมผืนหนาที่สุดมาห่มให้เธอเพราะความสงสาร แต่ผลที่ได้คือไข้พุ่งสูงไปถึง 40 องศาเซลเซียสจนเกือบชัก การห่มผ้าหนาเกินไปในช่วงที่ร่างกายกำลังเร่งสร้างความร้อนจะทำให้ความร้อนถูกกักเก็บไว้ภายในและระบายไม่ออก ส่งผลให้อุณหภูมิแกนกลางสูงเกินขีดจำกัดที่ปลอดภัย
แนวทางที่ถูกต้องคือการใช้ผ้าห่มเพียงผืนเดียวที่ระบายอากาศได้ดีในช่วงที่สั่น และรีบทำการวิธีลดไข้เมื่อมีอาการหนาวสั่นทันทีที่อาการสั่นเริ่มทุเลาลง การใช้น้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 27 - 32 องศาเซลเซียสในการเช็ดตัวจะช่วยขยายรูขุมขนและหลอดเลือด ซึ่งช่วยลดอุณหภูมิร่างกายได้เร็วกว่าการปล่อยให้ยาลดไข้ทำงานเพียงอย่างเดียว
สำหรับการกินยาลดไข้สำหรับอาการหนาวสั่น พาราเซตามอลยังคงเป็นทางเลือกหลัก โดยทั่วไปจะเริ่มออกฤทธิ์ภายใน 30 - 60 นาที และสามารถลดอุณหภูมิร่างกายลงได้เฉลี่ย 1 - 1.5 องศาเซลเซียสต่อการกินหนึ่งครั้ง[4] แต่ควรระวังการกินซ้ำบ่อยเกินไปจนตับอักเสบ - ความอดทนในช่วง 1 ชั่วโมงแรกที่ยาสังเคราะห์กำลังทำงานนั้นสำคัญมาก
สัญญาณอันตราย (Red Flags) ที่ต้องพบแพทย์ทันที
ไม่ใช่ทุกอาการเป็นไข้แล้วหนาวเกิดจากอะไรที่จะรักษาเองที่บ้านได้ หากคุณพบอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปโรงพยาบาลโดยไม่ต้องรอดูอาการ: ไข้สูงไม่ลด: อุณหภูมิสูงกว่า 39.5 องศาเซลเซียสและไม่ลดลงหลังเช็ดตัวและกินยาผ่านไป 2 ชั่วโมง ความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง: มีอาการสับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง หรือซึมลงอย่างเห็นได้ชัด หายใจลำบาก: หายใจเร็ว หอบ หรือเจ็บหน้าอกขณะหายใจ หนาวสั่นแต่ตัวร้อนเกิดจากอะไรรุนแรงและนานเกินไป: สั่นติดต่อกันเกิน 20 - 30 นาทีโดยไม่มีท่าทีจะหยุด มีผื่นขึ้น: โดยเฉพาะผื่นที่เป็นจุดเลือดออกเล็กๆ ใต้ผิวหนัง
การเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น vs การใช้แผ่นเจลลดไข้
เมื่อต้องลดอุณหภูมิร่างกายอย่างรวดเร็ว สองวิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุด แต่มีประสิทธิภาพที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนในทางปฏิบัติการเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น (Tepid Spongeing) - แนะนำ
• ลดอุณหภูมิแกนกลางได้เร็วกว่าเนื่องจากน้ำระเหยพาความร้อนออกไปได้ทั่วร่างกาย
• ใช้แรงมาก ต้องเช็ดแรงๆ บริเวณข้อพับและขาหนีบอย่างต่อเนื่อง 15-20 นาที
• กระตุ้นการขยายตัวของหลอดเลือดส่วนปลาย ทำให้ระบายความร้อนได้ดีขึ้น
แผ่นเจลลดไข้ (Cooling Gel Pad)
• ลดอุณหภูมิได้เฉพาะจุดที่แปะ (หน้าผาก) ซึ่งมีพื้นที่น้อยกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ของร่างกาย
• ง่ายมาก แค่แปะทิ้งไว้ เหมาะสำหรับการให้ความรู้สึกสบายมากกว่าการลดไข้จริงๆ
• ใช้ความเย็นจากเจลดูดซับความร้อนผ่านทางผิวหนังโดยตรง
จากการศึกษาเปรียบเทียบพบว่าการเช็ดตัวอย่างถูกวิธีสามารถลดไข้ได้เร็วกว่าการใช้แผ่นเจลเพียงอย่างเดียวถึง 3 เท่า แผ่นเจลอาจช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้น แต่ไม่สามารถใช้ทดแทนการเช็ดตัวในกรณีที่มีไข้สูงและเสี่ยงต่อการชักได้บทเรียนจากความใจร้อน: กรณีไข้สูงของน้องมาวิน
คุณแม่เนยในกรุงเทพฯ พบว่าน้องมาวินลูกชายวัย 3 ขวบมีไข้สูง 39.2 องศาเซลเซียสและเริ่มมีอาการหนาวสั่นสั่นสะท้านไปทั้งตัวจนฟันกระทบกัน คุณแม่ตกใจมากจึงรีบนำแผ่นเจลลดไข้มาแปะที่หน้าผากและห่มผ้านวมให้ลูกเพราะกลัวลูกจะหนาวตาย
ผ่านไป 30 นาที อาการหนาวสั่นหยุดลงแต่น้องมาวินกลับมีอาการซึมและตัวร้อนจัดจนแทบลวกมือ เมื่อวัดไข้อีกครั้งพบว่าอุณหภูมิพุ่งไปถึง 40.5 องศาเซลเซียส คุณแม่เริ่มทำอะไรไม่ถูกและพยายามป้อนยาลดไข้ซ้ำทั้งที่เพิ่งกินไปเพียง 2 ชั่วโมง
คุณแม่ตัดสินใจโทรหาเพื่อนที่เป็นพยาบาลและได้รับคำแนะนำให้รีบเอาผ้านวมออกทันที แล้วใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาดเช็ดสวนทิศทางการไหลของเลือดบริเวณข้อพับและซอกคออย่างรุนแรงพอประมาณเพื่อเปิดรูขุมขน
หลังจากเช็ดตัวอย่างจริงจังนาน 15 นาที ไข้ลดลงเหลือ 38.5 องศาเซลเซียสในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง น้องมาวินเริ่มกลับมาพูดคุยได้ บทเรียนนี้ทำให้คุณแม่เนยรู้ว่าอาการหนาวสั่นเป็นเพียงชั่วคราว แต่การระบายความร้อนสำคัญกว่าความสบายเพียงชั่ววูบ
ถาม & ตอบด่วน
ทำไมเวลาหนาวสั่นถึงห้ามใช้น้ำแข็งเช็ดตัว?
การใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัดจะทำให้หลอดเลือดที่ผิวหนังหดตัวอย่างรวดเร็วและเกิดอาการสั่นมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งเพิ่มอุณหภูมิแกนกลางให้สูงขึ้นไปอีก นอกจากนี้ยังทำให้ความร้อนถูกกักเก็บไว้ในร่างกายระบายออกมาไม่ได้
อาการหนาวสั่นแต่ไม่มีไข้เกิดจากอะไรได้บ้าง?
อาจเกิดจากการสัมผัสความเย็นนานเกินไป ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ภาวะขาดไทรอยด์ หรือแม้แต่ความวิตกกังวลอย่างรุนแรง หากไม่มีไข้แต่สั่นต่อเนื่องควรสังเกตอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อาการหน้ามืดหรือใจสั่น
ควรให้ผู้ป่วยใส่เสื้อผ้าแบบไหนเมื่อมีอาการหนาวสั่น?
ควรสวมเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้ายเนื้อบางที่ระบายอากาศได้ดี หลีกเลี่ยงเสื้อไหมพรมหรือเสื้อหนาๆ หากสั่นมากให้ใช้ผ้าห่มบางผืนเดียวคลุมตัวไว้ เมื่อหายสั่นแล้วให้รีบระบายอากาศออกทันที
จดจำอย่างรวดเร็ว
หนาวสั่นคือสัญญาณการเร่งความร้อนร่างกายสั่นเพื่อเพิ่มอุณหภูมิให้ถึงจุดตั้งรับใหม่ที่สมองสั่งการ ซึ่งสามารถเพิ่มความร้อนได้มากกว่าปกติถึง 4 เท่า
อย่ากักความร้อนด้วยผ้านวมการห่มผ้าหนาในช่วงไข้ขึ้นสูงอาจทำให้อุณหภูมิร่างกายพุ่งเกินระดับปลอดภัยจนเสี่ยงต่อภาวะชักหรืออวัยวะภายในล้มเหลว
การเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น 27 - 32 องศาเซลเซียสมีประสิทธิภาพในการลดไข้ได้ดีกว่าและปลอดภัยกว่าการใช้แผ่นเจลหรือน้ำเย็นจัด
เฝ้าระวังสัญญาณ Red Flagsหากไข้สูงกว่า 39.5 องศาเซลเซียสไม่ลดลง หรือมีอาการซึม สับสน หายใจหอบ ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีโดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ
ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้นและไม่สามารถทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญได้ อาการของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกันไป ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เสมอก่อนตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาหรือการใช้ยา หากมีอาการรุนแรงโปรดติดต่อหน่วยแพทย์ฉุกเฉินทันที
การอ้างอิง
- [1] Ncbi - การสั่นของกล้ามเนื้อสามารถเพิ่มอัตราการเผาผลาญและความร้อนในร่างกายได้มากถึง 200 - 400 เปอร์เซ็นต์ภายในเวลาไม่กี่นาที
- [2] Ncbi - ประมาณ 60 - 75 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่จะมีอาการหนาวสั่นเป็นอาการนำ
- [4] Pmc - ยาลดไข้พาราเซตามอลสามารถลดอุณหภูมิร่างกายลงได้เฉลี่ย 1 - 1.5 องศาเซลเซียสต่อการกินหนึ่งครั้ง
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต