โรคอะไรบ้างที่ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้

0 ครั้งเข้าชม
โรคอะไรบ้างที่ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้ สัญญาณชีพพื้นฐานที่ห้ามบริจาคคือ ความดันตัวบนอยู่นอกช่วง 100-160 มม.ปรอท ความดันตัวล่างอยู่นอกช่วง 50-100 มม.ปรอท ความดันสูงหรือต่ำเกินไปในวันบริจาค
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

โรคอะไรบ้างที่ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้: เช็กเกณฑ์ความดันโลหิต

การตรวจสอบ โรคอะไรบ้างที่ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้ ช่วยลดความผิดหวังและประหยัดเวลาเดินทาง ผู้ประสงค์ส่งต่อโลหิตเตรียมความพร้อมด้านสัญญาณชีพพื้นฐานตามเกณฑ์มาตรฐาน การศึกษาเงื่อนไขสุขภาพล่วงหน้าช่วยให้ร่างกายพร้อมสำหรับการบริจาคและส่งผลดีต่อความปลอดภัยของระบบโลหิต

โรคอะไรบ้างที่ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้

การเตรียมตัวไปบริจาคโลหิตอาจดูเหมือนเรื่องง่ายๆ แค่นอนให้พอแล้วกำแขนให้แน่น แต่ในความเป็นจริงมีเงื่อนไขด้านสุขภาพมากมายที่อาจทำให้คุณต้องคอตกกลับบ้าน การคัดกรองโรคและพฤติกรรมเสี่ยงมีขึ้นเพื่อปกป้องทั้งตัวผู้บริจาคเองและผู้รับโลหิต โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันต่ำซึ่งต้องการเลือดที่สะอาดและปลอดภัยที่สุด

คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า เป็นโรคอะไรบ้างที่ห้ามบริจาคเลือด นั้นขึ้นอยู่กับว่าโรคที่เป็นอยู่นั้นส่งผลต่อคุณภาพเลือดหรือร่างกายของคุณในระยะยาวเพียงใด - ซึ่งมักจะแบ่งออกเป็นกลุ่มที่ห้ามบริจาคถาวรและกลุ่มที่ต้องเว้นระยะชั่วคราว ในแต่ละปีมีผู้ที่ตั้งใจไปบริจาคโลหิตแต่ไม่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองเบื้องต้นจำนวนไม่น้อยเนื่องจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับโรคประจำตัวและการใช้ยา

รายชื่อโรคและพฤติกรรมเสี่ยงที่ห้ามบริจาคโลหิตถาวร

หากคุณมีประวัติเป็นโรคในกลุ่ม รายชื่อโรคที่ห้ามบริจาคเลือดถาวร ศูนย์บริการโลหิตมักจะขอให้งดบริจาคโลหิตไปตลอดชีวิตเพื่อความปลอดภัยสูงสุด โรคในกลุ่มนี้มักเป็นโรคติดต่อผ่านทางกระแสเลือดหรือโรคที่ส่งผลต่อระบบอวัยวะสำคัญอย่างรุนแรง

โรคที่ห้ามบริจาคเลือด ถาวรประกอบด้วย: โรคตับอักเสบ: หากเคยเป็นหรือเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบีหรือซี จะไม่สามารถบริจาคได้ถาวร แม้ผลตรวจในปัจจุบันจะแสดงค่าเป็นลบแล้วก็ตาม โรคติดเชื้อเอชไอวี (HIV): รวมถึงผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศที่อาจนำไปสู่การติดเชื้อ โรคมะเร็ง: ทุกชนิด (ยกเว้นมะเร็งผิวบางชนิดที่รักษาหายขาดแล้วตามดุลยพินิจของแพทย์) โรคหัวใจและหลอดเลือด: โดยเฉพาะโรคหัวใจล้มเหลว หรือโรคที่ต้องใช้ยารักษาตลอดชีวิต โรคเลือด: เช่น โรคเลือดออกง่ายและหยุดยาก (Haemophilia) หรือโรคเม็ดเลือดผิดปกติบางชนิด โรคไตและโรคปอดเรื้อรัง: ที่มีผลต่อสมรรถภาพของร่างกายอย่างรุนแรง โรคลมชัก: ที่ยังต้องรับประทานยาควบคุมอาการ

ในปัจจุบันประเทศไทยมียอดผู้บริจาคโลหิตรวมอยู่ที่ประมาณ 2.3% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งยังคงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่สภากาชาดไทยกำหนดไว้ การทำความเข้าใจว่า ใครบริจาคเลือดไม่ได้บ้าง และการคัดกรองที่เข้มงวดนี้เองที่ทำให้เรามั่นใจได้ว่าเลือดทุกถุงที่ได้รับมาจะช่วยชีวิตคนได้จริงโดยไม่นำโรคร้ายไปฝากผู้ป่วยเพิ่ม

โรคและสภาวะที่ต้องงดบริจาคโลหิตชั่วคราว

หลายคนกังวลว่า เป็นหวัดนิดเดียวบริจาคได้ไหม? คำตอบคือต้องรอให้หายสนิทเสียก่อน การงดบริจาคชั่วคราวหรือที่เรียกว่า Deferral คือการเว้นระยะเวลาให้ร่างกายกลับมาสมบูรณ์หรือให้ยาที่รับประทานอยู่หมดฤทธิ์ไปจากกระแสเลือด

การเจ็บป่วยทั่วไปและยาปฏิชีวนะ

หากคุณเพิ่งหายจากไข้หวัด เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก ควรเว้นระยะอย่างน้อย 7 วันหลังจากอาการหายสนิท สำหรับผู้ที่รับประทานยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ต้องหยุดยามาแล้วอย่างน้อย 7 วันเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเชื้อหลงเหลืออยู่ในกระแสเลือด - ผมเคยเห็นเพื่อนหลายคนเดินคอตกกลับบ้านเพราะลืมแจ้งเรื่องยาฆ่าเชื้อที่เพิ่งกินหมดไปเมื่อวาน

ยารักษาสิวและยาปลูกผม: จุดที่คนมองข้ามบ่อยที่สุด

นี่คือจุดที่วัยรุ่นและวัยทำงานพลาดบ่อยมากเกี่ยวกับ ยาที่ห้ามรับประทานก่อนบริจาคเลือด ยารักษาสิวในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ เช่น Isotretinoin (Roaccutane หรือ Acnotin) มีผลทำให้ทารกในครรภ์พิการได้ หากเลือดที่มีส่วนผสมของยานี้ถูกนำไปใช้กับสตรีมีครรภ์จะอันตรายมาก คุณต้องหยุดยาเหล่านี้อย่างน้อย 1 เดือนก่อนบริจาค ส่วนยาปลูกผมกลุ่ม Finasteride ต้องงด 1 เดือน และ Dutasteride ต้องงดนานถึง 6 เดือน

รอยสัก การผ่าตัด และการแท้งบุตร

หากคุณเพิ่งไปสัก เจาะหู หรือฝังเข็มมา (ในสถานที่ที่ไม่ใช่โรงพยาบาล) ต้องเว้นระยะเวลา 4 เดือนเพื่อพ้นช่วงฟักตัวของโรคติดต่อ สำหรับการผ่าตัดใหญ่ต้องเว้น 6 เดือน และการผ่าตัดเล็ก (เช่น เย็บแผลเล็กน้อย) เว้น 7 วันหลังแผลหายสนิท ส่วนกรณีสตรีที่เพิ่งคลอดบุตรหรือ แท้งบุตรบริจาคเลือดได้ไหม คำตอบคือต้องเว้นระยะการบริจาคอย่างน้อย 6 เดือนเพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูระดับธาตุเหล็กและเม็ดเลือดแดงให้กลับสู่สภาวะปกติ

เกณฑ์สุขภาพพื้นฐาน: ความดันโลหิตและอายุ

นอกจากตรวจสอบว่า โรคอะไรบ้างที่ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้ แล้ว ค่าสัญญาณชีพพื้นฐานก็สำคัญไม่แพ้กัน ความดันโลหิตของคุณต้องอยู่ในช่วงที่กำหนด คือตัวบน (Systolic) ระหว่าง 100-160 มม.ปรอท และตัวล่าง (Diastolic) ระหว่าง 50-100 มม.ปรอท หากความดันสูงหรือต่ำเกินไปในวันที่ไปบริจาค เจ้าหน้าที่มักแนะนำให้นั่งพักสักครู่แล้ววัดใหม่

การบริจาคโลหิตแต่ละครั้งจะดึงเลือดออกไปประมาณ 350-450 ซีซี หรือคิดเป็นเพียง 10% ของปริมาณเลือดทั้งหมดในร่างกาย ซึ่งร่างกายสามารถสร้างขึ้นใหม่ได้เองภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่มีข้อแม้ว่าคุณต้องมีอายุระหว่าง 17-70 ปี โดยที่ผู้ที่เริ่มบริจาคครั้งแรกต้องมีอายุไม่เกิน 60 ปี และไม่มีประวัติ โรคอะไรบ้างที่ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้ ตามเกณฑ์ที่ระบุ

สรุปความแตกต่าง: โรคที่ห้ามบริจาคเลือดถาวร vs ชั่วคราว

การเข้าใจความแตกต่างระหว่างสภาวะที่ห้ามบริจาคถาวรและชั่วคราวจะช่วยให้คุณวางแผนการบริจาคได้อย่างถูกต้องและไม่เสียเวลา

กลุ่มที่ห้ามบริจาคถาวร (Permanent)

  • ต้องแจ้งประวัติโดยสัตย์จริงในแบบฟอร์ม แม้อาการจะสงบแล้วก็ตาม
  • ไวรัสตับอักเสบบี/ซี, HIV, มะเร็ง, โรคหัวใจรุนแรง, เบาหวานที่ต้องฉีดอินซูลิน
  • ความปลอดภัยของผู้รับ (ป้องกันเชื้อติดต่อ) และความปลอดภัยของผู้บริจาคเอง

กลุ่มที่ห้ามบริจาคชั่วคราว (Temporary)

  • สามารถกลับมาบริจาคได้ทันทีเมื่อครบกำหนดเวลาและสุขภาพกลับมาแข็งแรง
  • ไข้หวัด, กินยาปฏิชีวนะ, รักษาสิว, สัก/เจาะร่างกาย, ถอนฟัน, เดินทางไปพื้นที่มาลาเรีย
  • ตั้งแต่ 7 วัน จนถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทของกิจกรรมหรือตัวยาที่ใช้
โดยรวมแล้ว โรคเรื้อรังที่ส่งผลต่อระบบเลือดหรือติดเชื้อรุนแรงจะถูกห้ามถาวร ส่วนภาวะที่ร่างกายสามารถฟื้นฟูได้หรือยาที่สลายตัวได้ในระยะสั้นจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มชั่วคราว

คุณกิตติกับบทเรียนเรื่อง ยาฆ่าเชื้อ ที่ทำให้เกือบอดช่วยคน

คุณกิตติ พนักงานบริษัทวัย 35 ปีในกรุงเทพฯ ตั้งใจไปบริจาคโลหิตที่สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ เนื่องในวันเกิด เขาเตรียมตัวมาอย่างดีด้วยการนอนครบ 8 ชั่วโมงและดื่มน้ำเยอะมากตามคำแนะนำในเน็ต

ปัญหาเกิดขึ้นที่จุดคัดกรอง เมื่อเขาตอบคำถามเรื่องการใช้ยา เขาแจ้งว่าเพิ่งหยุดกินยาปฏิชีวนะรักษาอาการเจ็บคอไปเมื่อ 2 วันก่อน เจ้าหน้าที่แจ้งว่าต้องงดบริจาคชั่วคราวทันที กิตติรู้สึกเสียดายและหงุดหงิดที่ต้องลางานมาเก้อ

เขาเพิ่งตระหนักว่าแม้จะรู้สึกหายดีแล้ว แต่เชื้อหรือยาที่หลงเหลือเพียงเล็กน้อยก็อาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยที่รับเลือดไปได้ เขาตัดสินใจรออีก 1 สัปดาห์เต็มๆ ตามเกณฑ์เพื่อให้มั่นใจว่าร่างกายสะอาดจริงๆ

ในที่สุด กิตติกลับมาบริจาคได้สำเร็จในสัปดาห์ถัดมา ผลตรวจความเข้มข้นเลือดผ่านฉลุย เขาเรียนรู้ว่าความปลอดภัยสำคัญกว่าความตั้งใจเพียงอย่างเดียว และกลายเป็นผู้บริจาคประจำที่เช็กเรื่องยาก่อนไปเสมอ

คำถามที่พบบ่อย

เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบีบริจาคเลือดได้ไหม

ไม่ได้ครับ หากเคยตรวจพบว่าเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบีหรือซี ศูนย์บริการโลหิตจะปฏิเสธการรับบริจาคอย่างถาวร เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการแพร่เชื้อไปยังผู้รับ แม้ว่าปัจจุบันค่าตับของคุณจะปกติก็ตาม

กินยารักษาสิวอยู่ ไปบริจาคเลือดได้หรือเปล่า

ต้องดูประเภทของยาครับ หากเป็นยาทาภายนอกทั่วไปสามารถบริจาคได้ แต่ถ้าเป็นยากินกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ (เช่น Roaccutane) ต้องหยุดยามาแล้วอย่างน้อย 1 เดือนก่อนวันบริจาคเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของผู้รับเลือด

หากคุณต้องการเตรียมตัวให้พร้อมหลังการปันน้ำใจ สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ยาบํารุงเลือดที่สภากาชาดไทยมีอะไรบ้าง เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูได้ดียิ่งขึ้น

ถ้าเพิ่งไปสักมา ต้องรอนานแค่ไหนถึงจะบริจาคได้

ต้องเว้นระยะเวลาอย่างน้อย 4 เดือนหลังจากวันที่สัก เจาะหู หรือเพิ่งลบรอยสักมา เพื่อให้พ้นช่วงเวลาฟักตัวของโรคที่อาจติดต่อทางเข็มที่ใช้ในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานพยาบาล

คนเป็นโรคเบาหวานบริจาคเลือดได้ไหม

บริจาคได้หากคุณควบคุมระดับน้ำตาลได้คงที่ด้วยการรับประทานยาและไม่มีโรคแทรกซ้อน แต่ถ้าเป็นเบาหวานชนิดที่ต้องฉีดอินซูลินเป็นประจำจะไม่สามารถบริจาคได้ครับ

สรุปที่ครอบคลุม

เช็กประวัติยาปฏิชีวนะและยารักษาสิวเสมอ

ต้องหยุดยาปฏิชีวนะอย่างน้อย 7 วัน และยารักษาสิวกลุ่มวิตามินเออย่างน้อย 1 เดือนก่อนไปบริจาค

โรคติดต่อทางเลือดบางชนิดห้ามบริจาคถาวร

รวมถึงไวรัสตับอักเสบบี ซี และเอชไอวี แม้จะรักษาจนตรวจไม่พบเชื้อแล้วในปัจจุบัน

ความดันและอายุคือเกณฑ์พื้นฐานที่สำคัญ

ความดันต้องอยู่ในช่วง 100-160 / 50-100 มม.ปรอท และถ้าบริจาคครั้งแรกอายุต้องไม่เกิน 60 ปี

ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเบื้องต้นเท่านั้นและไม่สามารถทดแทนคำวินิจฉัยของแพทย์ได้ เกณฑ์การรับบริจาคโลหิตอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามนโยบายของสภากาชาดไทย หากคุณมีโรคประจำตัวหรือกำลังใช้ยาที่ซับซ้อน โปรดปรึกษาเจ้าหน้าที่คัดกรองสุขภาพที่สายด่วน 1809 ก่อนออกเดินทางไปบริจาค