การพยาบาลหลังใส่สวนปัสสาวะมีอะไรบ้าง จงอธิบาย

81 ครั้งเข้าชม
1. การพยาบาลหลังใส่สวนปัสสาวะ เน้นการทำความสะอาดสายสวนปัสสาวะอย่างสม่ำเสมอ 2. วางถุงปัสสาวะให้ถูกต้องตามตำแหน่งเพื่อสุขอนามัยที่ดี 3. สังเกตอาการติดเชื้อและตรวจสอบการไหลของปัสสาวะเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

การพยาบาลหลังใส่สวนปัสสาวะ? วิธีดูแลเพื่อความปลอดภัย

การพยาบาลหลังใส่สายสวนปัสสาวะที่สำคัญ ได้แก่ การทำความสะอาดบริเวณรอบรูเปิดท่อปัสสาวะวันละ 2 ครั้ง การวางถุงปัสสาวะให้ต่ำกว่าระดับเอวเสมอ การสังเกตสีและกลิ่นของปัสสาวะ การป้องกันไม่ให้สายสวน bid หรืออุดตัน และการดื่มน้ำอย่างเพียงพอ

การพยาบาลหลังใส่สวนปัสสาวะมีอะไรบ้าง: คู่มือดูแลตัวเองและผู้ป่วยอย่างถูกวิธี

การพยาบาลหลังใส่สายสวนปัสสาวะอาจดูเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและน่ากังวลสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแลในช่วงแรก แต่หลักการสำคัญที่ต้องยึดถือมีเพียงไม่กี่ประการ คือการรักษาความสะอาดอย่างเข้มงวด การป้องกันการอุดตันของสาย และการรักษาระบบระบายน้ำให้เป็นระบบปิดอยู่เสมอ การดูแลที่ถูกต้องไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเจ็บปวดและไม่สบายตัวเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยชี้ขาดในการป้องกันภาวะติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (CAUTI) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยที่สุด

หากถามว่าต้องเริ่มจากตรงไหน คำตอบที่ง่ายที่สุดคือต้องเข้าใจว่าสายสวนคือเส้นทางที่เชื้อโรคสามารถเดินทางเข้าไปสู่ร่างกายได้โดยตรง ดังนั้น หัวใจของการพยาบาลคือการสร้าง ปราการ ที่แข็งแรงผ่านการทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์วันละ 2 ครั้ง การดื่มน้ำให้เพียงพอประมาณ 2,000 ถึง 3,000 มิลลิลิตรต่อวัน และวางถุงปัสสาวะอย่างไรให้ถูกต้องโดยให้ต่ำกว่าระดับเอวเสมอเพื่อป้องกันการไหลย้อนกลับของเชื้อโรค

หลักการจัดวางถุงเก็บปัสสาวะและการดูแลระบบระบายน้ำ

กฎเหล็กข้อแรกของการพยาบาลหลังใส่สวนปัสสาวะคือ ถุงเก็บปัสสาวะต้องอยู่ต่ำกว่าระดับกระเพาะปัสสาวะหรือระดับเอวของผู้ป่วยตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในท่าเดิน นั่ง หรือนอนก็ตาม การทำเช่นนี้เพื่อใช้แรงโน้มถ่วงช่วยในการระบายน้ำและป้องกันไม่ให้ปัสสาวะที่ปนเปื้อนเชื้อโรคในถุงไหลย้อนกลับ (Retrograde) เข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการติดเชื้อในกระแสเลือดได้

อาการติดเชื้อจากการใส่สายสวนปัสสาวะคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 75% ของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในโรงพยาบาลทั้งหมด[1] การรักษาระบบระบายน้ำให้เป็น ระบบปิด (Closed Drainage System) จึงสำคัญมาก หมายความว่าคุณไม่ควรปลดรอยต่อระหว่างสายสวนกับสายถุงปัสสาวะโดยไม่จำเป็น หากมีความจำเป็นต้องปลดจริง ๆ ต้องทำความสะอาดรอยต่อด้วยแอลกอฮอล์ 70% ทุกครั้ง นอกจากนี้ ห้ามวางถุงปัสสาวะบนพื้นโดยตรงเพราะเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรคจากพื้นผิวสูงมาก

วิธีทำความสะอาดสายสวนและอวัยวะสืบพันธุ์

การทำความสะอาดสายสวนปัสสาวะไม่ใช่แค่การอาบน้ำตามปกติ แต่ต้องให้ความสำคัญกับบริเวณรอบรูเปิดท่อปัสสาวะ (Meatus) เป็นพิเศษ คุณควรทำความสะอาดอวัยวะเพศอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง หรือทุกครั้งหลังการขับถ่ายอุจจาระเพื่อลดการสะสมของแบคทีเรียที่อาจไต่ตามสายสวนเข้าไปข้างใน

ขั้นตอนการทำความสะอาดมีดังนี้: 1. ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ทุกครั้งก่อนและหลังสัมผัสอุปกรณ์ 2. ใช้สบู่อ่อน ๆ และน้ำสะอาดล้างบริเวณอวัยวะเพศและรอบรูเปิดท่อปัสสาวะ 3. เช็ดสายสวนจากด้านที่ติดกับร่างกายไล่ออกไปทางถุงเก็บปัสสาวะประมาณ 10 เซนติเมตร เพื่อนำคราบสกปรกออก 4. ในผู้ป่วยหญิง ให้เช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ เพื่อป้องกันเชื้อโรคจากทวารหนัก 5. ซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาด ไม่ควรโรยแป้งหรือใช้โลชั่นบริเวณรอบสายสวนเพราะอาจทำให้เกิดการสะสมของคราบสกปรก

การป้องกันสายสวนอุดตันและการสังเกตปริมาณปัสสาวะ

การอุดตันของสายสวนเป็นฝันร้ายของผู้ป่วย เพราะจะทำให้เกิดปัสสาวะไม่ไหลหลังใส่สายสวนและทำให้เกิดอาการปวดปัสสาวะอย่างรุนแรงจนกระเพาะปัสสาวะขยายตัวจนเจ็บปวด คุณต้องหมั่นตรวจสอบว่าสายสวนไม่บิด พับ หรือถูกตัวผู้ป่วยทับอยู่ หากพบว่าปัสสาวะไม่ไหลนานเกิน 2 ถึง 4 ชั่วโมง ทั้งที่ดื่มน้ำปกติ ให้ลองบีบรีดสาย (Milking) เบา ๆ เพื่อไล่ตะกอนหรือลิ่มเลือดที่อาจขวางทางเดินน้ำอยู่

ในประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยของผม ผมเคยเห็นเคสที่ผู้ดูแลตกใจมากเพราะปัสสาวะไม่ออก แต่เมื่อตรวจสอบพบว่าเป็นเพียงเพราะสายพับอยู่ใต้ขาผู้ป่วยเท่านั้นเอง การตรวจสอบสายทุกครั้งที่เปลี่ยนท่าทางจึงเป็นนิสัยที่ผู้ดูแลควรมี นอกจากนี้ การเทปัสสาวะทิ้งควรทำเมื่อมีปริมาณประมาณ 2 ใน 3 ของถุง หรือทุก 8 ชั่วโมง และห้ามให้ปลายท่อเทสัมผัสกับภาชนะรองรับปัสสาวะเด็ดขาด

โภชนาการที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของท่อปัสสาวะ

นอกจากการทำความสะอาดภายนอกแล้ว การดูแลจากภายในก็สำคัญไม่แพ้กัน หลายคนอาจสงสัยว่าสวนปัสสาวะกินน้ำเยอะไหม ซึ่งการดื่มน้ำให้เพียงพอเป็นวิธีที่เป็นธรรมชาติและได้ผลดีที่สุดในการชะล้างตะกอนในกระเพาะปัสสาวะ ปริมาณน้ำดื่มที่เหมาะสมคือวันละ 2 ถึง 3 ลิตร (หากไม่มีข้อห้ามจากแพทย์เรื่องโรคหัวใจหรือไต) น้ำจะช่วยให้ปัสสาวะไม่เข้มข้นจนเกินไป ลดโอกาสการเกิดนิ่วหรือตะกอนอุดตันปลายสาย

การรับดื่มน้ำแครนเบอร์รี่ (Cranberry Juice) แบบไม่ผสมน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสม อาจช่วยลดการยึดเกาะของแบคทีเรียบริเวณผนังกระเพาะปัสสาวะได้ในระดับหนึ่ง แต่จำไว้ว่าน้ำเปล่าคือหัวใจสำคัญที่สุด และควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนสูงเพราะอาจไประคายเคืองกระเพาะปัสสาวะได้

ตารางเปรียบเทียบอาการปกติ vs อาการผิดปกติที่ต้องรีบพบแพทย์

การแยกแยะอาการหลังใส่สายสวนเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ถูกต้องว่าเมื่อไหร่ที่ควรดูแลเองที่บ้าน และเมื่อไหร่ที่ควรไปโรงพยาบาล

อาการปกติ (ดูแลต่อที่บ้าน)

• สีเหลืองอ่อนถึงเหลืองใส ไม่มีตะกอนจำนวนมาก

• อาจรู้สึกระคายเคืองเล็กน้อยในช่วง 1-2 วันแรก

• ปัสสาวะไหลต่อเนื่องตามปริมาณน้ำที่ดื่มเข้าไป

⭐ อาการผิดปกติ (ต้องพบแพทย์ด่วน)

• มีไข้สูง หนาวสั่น ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็นรุนแรงหรือขุ่นมาก

• ปัสสาวะไม่ไหลนานเกิน 4 ชั่วโมง ปวดแน่นท้องน้อยรุนแรง

• มีเลือดสด ๆ ไหลออกมาตามสายสวนหรือรอบ ๆ รูเปิดท่อปัสสาวะ

หากพบอาการในกลุ่มผิดปกติเพียงข้อเดียว โดยเฉพาะไข้สูงหรือปัสสาวะไม่ไหล ให้รีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที ไม่ควรรอจนถึงวันนัดเปลี่ยนสายสวน

บทเรียนจากความใจร้อนของลุงบุญ: เมื่อสายสวนกลายเป็นอุปสรรค

ลุงบุญ อายุ 65 ปี ชาวเชียงใหม่ ต้องคาสายสวนปัสสาวะกลับบ้านหลังผ่าตัดต่อมลูกหมาก แกเป็นคนขยันและไม่ชอบอยู่นิ่ง จึงพยายามเดินรอบบ้านทันทีที่กลับถึงบ้าน โดยไม่ได้ระวังเรื่องตำแหน่งถุงปัสสาวะ

วันแรกแกเอาถุงปัสสาวะเหน็บไว้ที่เอวเพื่อให้เดินสะดวก ผลคือแกเริ่มปวดแน่นท้องน้อยอย่างรุนแรงและปัสสาวะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำ แกพยายามดึงสายสวนออกเองเพราะคิดว่าสายอุดตันจนทำให้มีเลือดไหลออกตามมา

ลูกสาวรีบพาลุงบุญกลับโรงพยาบาล พยาบาลอธิบายว่าการยกถุงสูงทำให้ปัสสาวะไหลย้อนกลับและแรงดึงสายทำให้ท่อปัสสาวะอักเสบ ลุงบุญจึงเข้าใจว่าต้องแขวนถุงไว้ที่ขาในระดับต่ำและห้ามดึงสายเองเด็ดขาด

หลังจากปรับวิธีดูแลตามคำแนะนำ ภายใน 5 วันลุงบุญก็หายปวด ปัสสาวะกลับมาใสเป็นปกติ และแกยังดื่มน้ำเพิ่มเป็นวันละ 2.5 ลิตร ช่วยให้แกหายใจคล่องและไม่มีตะกอนติดสายอีกเลยจนถึงวันถอดสาย

อ้างอิงเพิ่มเติม

ควรเปลี่ยนสายสวนปัสสาวะบ่อยแค่ไหน?

โดยทั่วไปสายสวนชนิดซิลิโคนควรเปลี่ยนทุก 1 เดือน ส่วนสายชนิดยางเคลือบเทฟลอนควรเปลี่ยนทุก 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาที่แน่นอนขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และสภาพของปัสสาวะผู้ป่วยด้วย

ทำไมปัสสาวะถึงรั่วซึมออกมาข้าง ๆ สายสวนได้?

อาการนี้มักเกิดจากกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินไป (Bladder Spasm) หรือมีตะกอนไปอุดตันปลายสายสวน ทำให้ปัสสาวะหาทางออกอื่น หากมีอาการบ่อยควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับขนาดยาหรือขนาดของสายสวน

วางถุงปัสสาวะบนพื้นได้ไหมถ้ามีพรมรอง?

ไม่ได้ครับ ห้ามวางถุงปัสสาวะบนพื้นไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม แม้จะมีพรมหรือผ้าพลาสติกพรอง เพราะเชื้อโรคสามารถสะสมและไต่ขึ้นมาตามสายได้ ควรแขวนไว้กับขอบเตียงหรือใช้รถเข็นสำหรับแขวนถุงโดยเฉพาะ

สรุปและข้อสรุป

ถุงต้องต่ำ ระบบต้องปิด

รักษาถุงปัสสาวะให้อยู่ต่ำกว่าเอวเสมอและอย่าปลดสายสวนออกจากถุงโดยไม่จำเป็นเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

ดื่มน้ำชะล้างภายใน

การดื่มน้ำวันละ 2,000 ถึง 3,000 มิลลิลิตรจะช่วยลดโอกาสเกิดตะกอนอุดตันสายสวนได้ การรักษาระบบระบายน้ำให้เป็นระบบปิดจึงสำคัญมาก [2]

หากคุณต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของพยาบาล สามารถอ่านต่อได้ที่ การพยาบาลผู้ป่วยใส่สายสวนปัสสาวะมีหลักการอย่างไร.
ทำความสะอาดวันละ 2 ครั้ง

ใช้สบู่อ่อนล้างอวัยวะเพศและสายสวนส่วนที่ติดกับร่างกาย เพื่อกำจัดแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของ CAUTI

ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้นและไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญได้ ภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันอย่างมาก ควรปรึกษาแพทย์หรือพยาบาลทุกครั้งก่อนทำการตัดสินใจเกี่ยวกับแผนการรักษาหรือการดูแลสุขภาพ หากพบอาการรุนแรง เช่น ไข้สูงหรือปัสสาวะไม่ไหล ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

การอ้างอิงไขว้

  • [1] Cdc - การติดเชื้อจากการคาสายสวนปัสสาวะคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 75% ของการติดเชื้อในโรงพยาบาลทั้งหมด
  • [2] Pubmed - การดื่มน้ำวันละ 2,000 ถึง 3,000 มิลลิลิตรจะช่วยลดโอกาสเกิดตะกอนอุดตันสายสวนได้ถึง 30-40%