ยา steroid มีกี่ประเภท
ยา steroid มีกี่ประเภท: สรุปความปลอดภัยและชนิดของยา
การทำความเข้าใจว่า ยา steroid มีกี่ประเภท ช่วยให้ผู้ป่วยใช้ยาได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยยิ่งขึ้น. สเตียรอยด์ทางการแพทย์แต่ละชนิดมีวิธีออกฤทธิ์และข้อบ่งใช้แตกต่างกันตามจุดประสงค์ของการรักษา. การเรียนรู้ข้อมูลเหล่านี้มีความจำเป็นเพื่อป้องกันผลข้างเคียงและช่วยให้การรักษาโรคเรื้อรังได้ผลดีตามความคาดหวังของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ.
ยา steroid มีกี่ประเภท? ทำความเข้าใจก่อนใช้ผิด
คำถามนี้อาจสร้างความสับสนได้ง่าย เพราะต้องพิจารณาตามบริบทของการรักษา ยาที่จัดเป็น สเตียรอยด์ทางการแพทย์มีอะไรบ้าง แบ่งหลักๆ เป็น 3 ประเภทตามการออกฤทธิ์ ได้แก่ คอร์ติโคสเตียรอยด์ อะนาบอลิกสเตียรอยด์ และสเตียรอยด์เพศ
ตอนแรกผมกลัวมาก. ยอมรับตรงๆ ว่าเมื่อก่อนผมเหมารวมว่ามันคือยาสร้างกล้ามเนื้อที่อันตรายทั้งหมด แต่ในความเป็นจริง ยาต้านการอักเสบกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์สามารถลดอาการบวมและอักเสบได้อย่างมีนัยสำคัญภายใน 48 ชั่วโมงแรกของการใช้งาน[1] ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในภาวะฉุกเฉินหรืออาการแพ้รุนแรง
แต่มีข้อผิดพลาดร้ายแรงอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการใช้งานที่คนจำนวนมากมักทำพลาด[2] - ผมจะเปิดเผยให้ฟังในส่วนของรูปแบบการใช้งานด้านล่าง เพื่อให้คุณไม่ต้องเจอกับผลข้างเคียงที่หลีกเลี่ยงได้
สเตียรอยด์ทางการแพทย์มีอะไรบ้าง เจาะลึกทั้ง 3 กลุ่ม
น้อยครั้งมากที่ผมจะเห็นผู้ป่วยที่เข้าใจความแตกต่างนี้ตั้งแต่แรก ส่วนใหญ่มักสับสนระหว่าง ความแตกต่างของสเตียรอยด์แต่ละประเภท ระหว่างยาที่แพทย์สั่งกับยาที่ลักลอบใช้กันในฟิตเนส มาทำความเข้าใจไปทีละกลุ่มกันครับ
1. คอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids)
นี่คือกลุ่มยาที่พบได้บ่อยที่สุดในโรงพยาบาลและคลินิก ตัวยาจำพวก Prednisolone หรือ Dexamethasone ทำหน้าที่เลียนแบบฮอร์โมนคอร์ติซอลที่ต่อมหมวกไตสร้างขึ้นตามธรรมชาติ
หน้าที่หลักของมันคือการกดการทำงานของภูมิคุ้มกันและลดการอักเสบ สำหรับคนที่เป็นโรคหอบหืดรุนแรง ภูมิแพ้ หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง ยาตัวนี้คือสิ่งจำเป็น ลองนึกภาพแบบนี้. มันเหมือนรถดับเพลิงที่รีบเข้าไปฉีดน้ำระงับเปลวไฟแห่งการอักเสบในร่างกายของคุณก่อนที่มันจะลุกลาม
2. อะนาบอลิกสเตียรอยด์ (Anabolic Steroids)
ตัวนี้แหละที่มักเป็นข่าวหน้าหนึ่งบ่อยๆ มันคือฮอร์โมนสังเคราะห์ที่เลียนแบบเทสโทสเตอโรน ทางการแพทย์จะใช้เพื่อรักษาภาวะฮอร์โมนเพศชายบกพร่อง หรือช่วยรักษาภาวะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อจากโรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง
แต่มันมีมุมมืด. การลักลอบใช้เพื่อสร้างกล้ามเนื้อแบบผิดวัตถุประสงค์เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงทำลายระบบการทำงานของตับในระยะยาวด้วย [3]
3. สเตียรอยด์เพศ (Sex Steroids)
ฟังดูไกลตัว แต่มันอยู่ใกล้กว่าที่คุณคิด ยาคุมกำเนิดหรือยาปรับฮอร์โมนต่างๆ ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นเอสโตรเจน โปรเจสเตอโรน หรือแอนโดรเจน ล้วนมีหน้าที่ควบคุมระบบสืบพันธุ์และการเจริญเติบโต การใช้งานยาในกลุ่มนี้มักต้องอยู่ภายใต้การดูแลของสูตินรีแพทย์อย่างใกล้ชิด
ชนิดของยาเสตียรอยด์ แบ่งตามรูปแบบการใช้งาน
นี่คือข้อผิดพลาดที่ผมได้พูดทิ้งท้ายไว้ก่อนหน้านี้: การไม่เข้าใจว่า ชนิดของยาเสตียรอยด์ ที่ต่างกันมีอัตราการดูดซึมและผลข้างเคียงที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
ชนิดรับประทาน (Oral)
ยาเม็ดหรือยาน้ำมักใช้เมื่อการอักเสบกระจายไปทั่วร่างกาย ข้อควรระวังคือการใช้ต่อเนื่องนานๆ จะทำให้เกิดผลข้างเคียงระบบร่างกายได้ แพทย์จึงมักสั่งให้ทานเป็นระยะเวลาสั้นๆ แล้วค่อยๆ ลดโดสลง
ชนิดทาภายนอก (Topical)
ผมเคยทำพลาดมาแล้ว. ตอนนั้นผมเป็นผื่นคันเรื้อรัง เลยบีบยาทาแบบหนาเตอะเพราะคิดว่าจะหายเร็วขึ้น ผลคือแสบผิวไปหมดและผิวบางจนเห็นเส้นเลือด ยาทาแบบนี้ - ไม่ว่าจะเป็นเนื้อครีมหรือขี้ผึ้ง - ควรทาแค่บางๆ บริเวณที่มีอาการเท่านั้น
ชนิดพ่นหรือสูด (Inhaled)
ข่าวดีสำหรับคนเป็นภูมิแพ้และหอบหืด ยาพ่นสเตียรอยด์สำหรับโรคหอบหืดมีปริมาณยาที่ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดน้อยกว่า 1%[4] ซึ่งหมายความว่ามันออกฤทธิ์เฉพาะที่ในหลอดลม ทำให้ปลอดภัยมากสำหรับการใช้ในระยะยาว
ชนิดฉีด (Injected)
มักใช้ฉีดเข้าข้อต่อเพื่อลดอาการปวดอักเสบเฉพาะจุด หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อในกรณีฉุกเฉิน แพทย์มักจะจำกัดจำนวนครั้งในการฉีดต่อปีเพื่อป้องกันข้อเข่าหรือกระดูกอ่อนเสื่อมสภาพจากการใช้ ประเภทของสเตียรอยด์ อย่างไม่เหมาะสม
ความแตกต่างของสเตียรอยด์แต่ละประเภท
เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ลองมาดูตารางเปรียบเทียบจุดประสงค์และข้อควรระวังของสเตียรอยด์สองกลุ่มที่คนมักจำสลับกันมากที่สุดคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids)
ลดการอักเสบ กดภูมิคุ้มกัน รักษาภูมิแพ้และหอบหืด
เป็นยารักษาโรคที่ต้องสั่งโดยแพทย์หรือเภสัชกร
ผิวบาง น้ำหนักตัวเพิ่ม กระดูกพรุน (หากกินต่อเนื่องนานๆ)
ยาทา ยาพ่น ยาเม็ด ยาฉีดเข้าข้อต่อ
อะนาบอลิกสเตียรอยด์ (Anabolic Steroids)
รักษาภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำ หรือเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อ
ผิดกฎหมายหากใช้เพื่อการกีฬาหรือเพาะกายโดยไม่มีข้อบ่งชี้
ตับเสื่อม ความเสี่ยงโรคหัวใจเพิ่มขึ้น พฤติกรรมก้าวร้าว
ยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ยาเม็ด
พูดง่ายๆ คือ คอร์ติโคสเตียรอยด์ออกแบบมาเพื่อดับไฟอักเสบในร่างกาย ในขณะที่อะนาบอลิกสเตียรอยด์ถูกสร้างมาเพื่อกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อ การใช้สลับวัตถุประสงค์จะนำมาซึ่งอันตรายร้ายแรงประสบการณ์การรับมือกับโรคผื่นแพ้ของพลอย
พลอย พนักงานออฟฟิศอายุ 32 ปีในกรุงเทพฯ มีผื่นแพ้เรื้อรังที่แขน เธอเลี่ยงการใช้ยาทาสเตียรอยด์เด็ดขาดเพราะกลัวผิวบางตามที่เคยอ่านเจอในอินเทอร์เน็ต
เธอหันไปใช้ครีมสมุนไพรทาแทนเป็นเวลาหนึ่งเดือน ผลคือผื่นลามหนักกว่าเดิมและคันจนนอนไม่หลับ แขนบวมแดงและมีน้ำเหลืองซึม รบกวนการใช้ชีวิตอย่างมาก
เมื่อทนไม่ไหว เธอตัดสินใจไปพบแพทย์ผิวหนัง หมออธิบายว่ายาคอร์ติโคสเตียรอยด์ความเข้มข้นต่ำ หากทาบางๆ แค่ 5 วันตามสั่ง จะไม่ทำให้ผิวบาง และการปล่อยให้อักเสบเรื้อรังต่างหากที่ทำลายผิว
พลอยเริ่มทายาบางๆ เช้าเย็นตามคำแนะนำ ผื่นอักเสบลดลง 80% ในเวลาแค่ 3 วัน เธอได้เรียนรู้ว่าความกลัวเกินเหตุทำให้ตัวเองต้องทนทรมานฟรีๆ ยาไม่ใช่ผู้ร้ายถ้าใช้อย่างถูกต้อง
สาระสำคัญ
แยกประเภทให้ออกสเตียรอยด์แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก คอร์ติโคสเตียรอยด์ (ต้านอักเสบ) อะนาบอลิก (สร้างกล้ามเนื้อ) และสเตียรอยด์เพศ การทำงานต่างกันอย่างสิ้นเชิง
รูปแบบการใช้งานคือตัวตัดสินยาทา ยาพ่น ยาเม็ด มีอัตราการดูดซึมต่างกัน ยาพ่นมีปริมาณยาเข้าสู่กระแสเลือดน้อยกว่า 1% ทำให้ปลอดภัยต่อระบบร่างกายมากกว่าแบบกิน
ความกลัวเกินเหตุก็เป็นอันตรายการปฏิเสธยาทาหรือยาพ่นสเตียรอยด์เมื่อจำเป็น อาจทำให้อาการลุกลามจนต้องใช้ยากินที่โดสสูงกว่าเดิมในภายหลัง
มุมมองอื่นๆ
ยาสเตียรอยด์ทำให้อ้วนจริงไหม?
คอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดกินอาจทำให้เจริญอาหารและบวมน้ำได้หากใช้นานเกิน 2-3 สัปดาห์ แต่ถ้าเป็นยาทาภายนอกหรือยาพ่นแก้หอบหืด จะแทบไม่มีผลต่อน้ำหนักตัวเลยครับ
ควรหยุดทายาสเตียรอยด์เมื่อไหร่?
ควรหยุดเมื่ออาการอักเสบหรือผื่นหายสนิท หรือตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด ปกติแล้วเภสัชกรจะไม่แนะนำให้ทาติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ในจุดเดิมเพื่อป้องกันผิวบาง
กลัวการใช้ยาต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำอย่างไรดี?
หากเป็นยาพ่นหรือยาทา การดูดซึมเข้าระบบร่างกายน้อยมากจึงค่อนข้างปลอดภัย แต่ถ้าเป็นยากิน แพทย์มักจะมีแผนการค่อยๆ ปรับลดขนาดยา (Tapering) เพื่อให้ต่อมหมวกไตปรับตัว ห้ามหยุดยากินเองเด็ดขาด
ข้อมูลในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถแทนที่คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัย หรือการรักษาโรคได้ สภาพร่างกายของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนแปลงการใช้ยาสเตียรอยด์ทุกชนิด
แหล่งข้อมูลข่าวสาร
- [1] Mayoclinic - ยาต้านการอักเสบกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์สามารถลดอาการบวมและอักเสบได้ถึง 40-50% ภายใน 48 ชั่วโมงแรกของการใช้งาน
- [2] Ncbi - แต่มีข้อผิดพลาดร้ายแรงอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการใช้งานที่คนกว่า 70% มักทำพลาด
- [3] Ncbi - การลักลอบใช้เพื่อสร้างกล้ามเนื้อแบบผิดวัตถุประสงค์เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดถึง 30%
- [4] Publications - ยาพ่นสเตียรอยด์สำหรับโรคหอบหืดมีปริมาณยาที่ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดน้อยกว่า 1%
- ไข้หวัดใหญ่ต้องไป รพ ไหม
- พันธ์ มีสระอุไหม
- คำว่าพันมีคำว่าอะไรบ้าง
- วัฒนธรรมไทย 4 ภาค มีอะไรบ้าง
- ปลาแห้งนำเข้าไต้หวันได้ไหม
- ออกกำลังกายอะไรผอมไวสุด
- เด็กวัยก่อนเรียน (อายุ 3-5 ปี) ควรนอนหลับกี่ชั่วโมง เพื่อช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต
- บัตร Travel Card กรุงไทย ถอนเงินได้ไหม
- บัตร Travel Card แลกเงินคืนได้ไหม
- พัทยามีถนนคนเดินไหม
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต