ทำไมทาครีมแล้วแสบรอบดวงตา

0 ครั้งเข้าชม
ทำไมทาครีมแล้วแสบรอบดวงตา เกิดจากโครงสร้างผิวที่บอบบางและปฏิกิริยาเคมีของส่วนผสมบางชนิด ผิวบริเวณรอบดวงตามีความหนาน้อยกว่าผิวส่วนอื่นบนใบหน้า 3-5 เท่า สารเคมีซึมผ่านได้ง่ายและสัมผัสกับเส้นประสาทหรือเยื่อบุตาทำให้รู้สึกแสบร้อนทันที
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ทำไมทาครีมแล้วแสบรอบดวงตา: ผิวบางกว่า 3-5 เท่า

ทำไมทาครีมแล้วแสบรอบดวงตา เกิดจากผิวรอบดวงตาที่บางกว่าใบหน้าถึง 3-5 เท่า ทำให้สารเคมีซึมผ่านง่าย และมีต่อมไขมันน้อยกว่า ทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ เมื่อสัมผัสกับส่วนผสมบางชนิด เช่น น้ำหอม แอลกอฮอล์ หรือสารกันแดดเคมี จึงเกิดการระคายเคืองและแสบร้อน

ทำไมทาครีมแล้วแสบรอบดวงตา: ทำความเข้าใจสาเหตุเบื้องหลังอาการระคายเคือง

อาการแสบรอบดวงตาหลังจากทาครีมอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายอย่าง ตั้งแต่โครงสร้างผิวที่บอบบางไปจนถึงปฏิกิริยาเคมีของส่วนผสมบางชนิด โดยปกติแล้ว แสบรอบดวงตาเกิดจากอะไร นั้นมักเริ่มจากผิวบริเวณรอบดวงตามีความหนาน้อยกว่าผิวส่วนอื่นบนใบหน้าประมาณ 3 - 5 เท่า [1] ทำให้สารเคมีซึมผ่านได้ง่ายกว่าปกติ และเมื่อสารเหล่านั้นสัมผัสกับเส้นประสาทหรือเยื่อบุตา จึงเกิดความรู้สึกแสบร้อนหรือระคายเคืองในทันที

พูดตามตรง ผมเองก็เคยพยายามฝืนใช้ครีมบำรุงผิวหน้าที่ซื้อมาแพงๆ กับบริเวณรอบดวงตา เพราะคิดว่ามันก็น่าจะเหมือนกัน ผลคือ ทำไมทาครีมแล้วแสบรอบดวงตา จนตาแดงก่ำไปทั้งวัน ประสบการณ์นั้นสอนให้รู้ว่าผิวรอบดวงตาไม่ใช่พื้นที่สำหรับการทดลองแบบสุ่มเสี่ยง ความแตกต่างของความหนาผิวเพียงไม่กี่มิลลิเมตรส่งผลมหาศาลต่อการรับสารเคมี และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมครีมตัวเดียวกันทาที่แก้มแล้วเฉยๆ แต่ทาที่ตาแล้วเหมือนมีไฟมาลน

สาเหตุหลักที่ผิวรอบดวงตาไวต่อการระคายเคืองมากกว่าปกติ

โครงสร้างทางกายวิภาคของผิวรอบดวงตามีลักษณะพิเศษคือแทบไม่มีต่อมไขมันคอยผลิตน้ำมันมาเคลือบผิว เกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ในบริเวณนี้จึงอ่อนแอกว่าจุดอื่นมาก ข้อมูลโดยทั่วไปพบว่าการสูญเสียน้ำออกจากผิว (TEWL) บริเวณรอบดวงตาสูงกว่าบริเวณหน้าผากหรือแก้มอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อผิวแห้งและขาดเกราะป้องกัน สารออกฤทธิ์แรงในครีมจึงสามารถแทรกซึมลึกเข้าไปถึงชั้นผิวที่บอบบางได้เร็วกว่าปกติ

นอกจากนี้ ค่า pH ของน้ำตาที่เป็นด่างอ่อนๆ (ประมาณ 6.5 ถึง 7.6) ยังขัดแย้งกับค่า pH ของสกินแคร์หลายชนิดที่มักมีความเป็นกรดเพื่อการผลัดเซลล์ผิว [3] เมื่อครีมไหลซึมเข้าสู่ขอบตาแม้เพียงเล็กน้อย ความต่างของค่า pH นี้จะกระตุ้นให้เกิดอาการแสบเคืองอย่างรุนแรง เจ็บจี๊ดเลยใช่ไหมล่ะครับ นั่นคือสัญญาณเตือนจากร่างกายว่าสมดุลเคมีกำลังถูกรบกวน

ส่วนผสมอันตรายที่แฝงตัวอยู่ในครีมบำรุงและครีมกันแดด

ส่วนผสมในครีมที่ระคายเคืองตา หลายชนิดเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดอาการแสบตา โดยเฉพาะกลุ่มน้ำหอมสังเคราะห์และแอลกอฮอล์ที่มักใส่มาเพื่อความสุนทรีย์หรือเพื่อให้ครีมซึมไว จากสถิติพบว่าประมาณ 10% ของปฏิกิริยาแพ้เครื่องสำอางมักเกิดขึ้นที่บริเวณเปลือกตาและรอบดวงตา[2] เนื่องจากเป็นจุดที่มีความเข้มข้นของเส้นประสาทรับความรู้สึกสูง

ครีมกันแดดชนิดเคมี (Chemical Sunscreen)

สารกรองรังสียูวีบางตัว เช่น Avobenzone หรือ Oxybenzone มีคุณสมบัติในการดูดซับพลังงานความร้อน ซึ่งเมื่อซึมเข้าสู่ตาจะทำให้เกิดอาการแสบตาอย่างรุนแรงและน้ำตาไหลไม่หยุด ปัญหานี้มักเกิดเมื่อเราเหงื่อออกแล้วครีมกันแดดไหลตามเหงื่อเข้าสู่ดวงตา ผมเคยลองศึกษา วิธีเลือกครีมกันแดดรอบดวงตา และพบว่าการเปลี่ยนมาใช้สารกันแดดกลุ่มกายภาพแทนช่วยลดปัญหานี้ได้ดีกว่า

สารเร่งการผลัดเซลล์ผิว (AHA, BHA และ Retinol)

กรดเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายพันธะระหว่างเซลล์ผิวที่ตายแล้ว แต่เมื่อมาอยู่บนผิวที่บางเฉียบรอบดวงตา มันกลับทำลายเกราะป้องกันผิวที่แข็งแรงไปด้วย การใช้เรตินอลในปริมาณที่เข้มข้นเกินไปรอบดวงตามักทำให้ผิวลอก แดง และแสบ ทำไมทาครีมแล้วแสบรอบดวงตา เมื่อทาครีมตัวอื่นตามลงไป ปกติแล้วการเริ่มใช้เรตินอลควรเริ่มที่ความเข้มข้นต่ำสุดเท่าที่จะหาได้ เพื่อให้ผิวมีเวลาปรับตัวอย่างน้อย 2 - 4 สัปดาห์

วิธีเลือกครีมบำรุงและเทคนิคการทาเพื่อลดอาการแสบตา

การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุดคือการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบโดยจักษุแพทย์ (Ophthalmologist-tested) ซึ่งจะมีการควบคุมความเข้มข้นของสารระคายเคืองให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยสำหรับดวงตาโดยเฉพาะ หากคุณสงสัยว่า ครีมอะไรที่ทำให้แสบรอบดวงตา ให้พยายามหลีกเลี่ยงน้ำหอม แอลกอฮอล์ และพาราเบนเพื่อลดโอกาสเกิดอาการแสบลงได้เกือบครึ่ง

อย่าทนเด็ดขาด หากทาแล้วแสบให้ล้างออกทันทีด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือล้างแผล การฝืนทาต่อไปจะทำให้ผิวเกิดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาผิวรอบดวงตาคล้ำเสีย (Post-inflammatory Hyperpigmentation) ในระยะยาวได้ ทาครีมแล้วแสบตาควรทำอย่างไร จึงเป็นคำถามที่ต้องตอบด้วยการหยุดใช้และฟื้นฟูผิวทันที

เทคนิคการทาแบบห่างขอบตา

กฎเหล็กที่ผมใช้เสมอคือทาให้ห่างจากขอบตาประมาณ 1 เซนติเมตร โดยใช้นิ้วนางแตะครีมเบาๆ ตามแนวโหนกแก้มและใต้โหนกคิ้ว เนื้อครีมจะค่อยๆ กระจายตัว (Migrate) เข้าสู่ผิวบริเวณที่เหลือเองตามธรรมชาติเมื่ออุณหภูมิผิวสูงขึ้น ทำไมทาครีมแล้วแสบรอบดวงตา จึงสามารถป้องกันได้ด้วยวิธีนี้ ซึ่งช่วยลดโอกาสที่ครีมจะไหลเข้าตาโดยตรงได้มากกว่า 80% เลยทีเดียว

เปรียบเทียบสารกันแดดที่ใช้รอบดวงตา

การเลือกสารกันแดดให้เหมาะสมกับบริเวณดวงตาเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของอาการแสบตาในระหว่างวัน

Physical Sunscreen (แนะนำสำหรับตาแพ้ง่าย)

- Zinc Oxide และ Titanium Dioxide ซึ่งมีความเสถียรสูง

- สะท้อนรังสียูวีออกจากผิว ไม่เกิดความร้อนสะสมบนชั้นผิว

- ต่ำมาก ไม่ค่อยทำให้แสบตาแม้ครีมจะไหลเข้าตา

- อาจมีความขาววอกเล็กน้อยและเนื้อสัมผัสหนักกว่า

Chemical Sunscreen

- Oxybenzone, Avobenzone, Octinoxate

- ดูดซับรังสียูวีแล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนเพื่อคายออก

- สูง มีโอกาสทำให้แสบตาและน้ำตาไหลเมื่อเหงื่อออก

- เนื้อบางเบา ซึมไว ไม่ทิ้งคราบขาวบนใบหน้า

สำหรับผู้ที่มีอาการทาครีมแล้วแสบรอบดวงตาบ่อยครั้ง การหันมาใช้ Physical Sunscreen บริเวณรอบดวงตาถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด แม้เนื้อจะหนักกว่าแต่ช่วยป้องกันอาการตาอักเสบได้ดีเยี่ยม
หากคุณกังวลเรื่องการระคายเคือง คุณอาจต้องการทราบว่า ทำไมครีมห้ามทารอบดวงตา ในบางผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลที่ถูกต้อง

ประสบการณ์เลือกครีมกันแดดของคุณเมย์: จากน้ำตาไหลสู่ดวงตาที่สดใส

คุณเมย์ พนักงานออฟฟิศในกรุงเทพฯ วัย 32 ปี มักมีอาการแสบตาอย่างรุนแรงทุกบ่ายหลังจากเดินออกไปกินข้าวกลางวันท่ามกลางแดดร้อน เธอคิดว่าตนเองเป็นโรคตาแห้งหรือแพ้ฝุ่นละอองในเมือง

ความพยายามครั้งแรก: เธอเริ่มซื้อน้ำตาเทียมมาหยอดและเปลี่ยนมาสคาร่าราคาแพง แต่ผลปรากฏว่าอาการแสบตายังคงอยู่และรุนแรงขึ้นจนทำให้เธอไม่สามารถแต่งตาได้ตามปกติและต้องขยี้ตาจนแดงก่ำ

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเธอสังเกตว่าอาการแสบมักมาคู่กับเหงื่อที่ไหลเข้าตา เธอจึงลองเปลี่ยนครีมกันแดดบริเวณรอบดวงตาจากแบบเคมีที่ใช้ทั่วหน้า มาเป็นแบบกายภาพ (Physical) ที่ระบุว่าสำหรับผิวแพ้ง่าย

หลังจากผ่านไป 2 สัปดาห์ อาการแสบตาหายไปทันที (ดีขึ้นกว่า 90%) เธอไม่ต้องขยี้ตาจนผิวช้ำอีกต่อไป และพบว่าการแยกใช้สกินแคร์เฉพาะจุดคือคำตอบที่ทำให้ชีวิตการทำงานง่ายขึ้นมาก

คู่มือการปฏิบัติ

ผิวรอบดวงตาบางกว่าผิวหน้า 3 - 5 เท่า

ความบางนี้ทำให้สารเคมีซึมผ่านได้ง่ายและเร็ว จึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนเป็นพิเศษเสมอ

หลีกเลี่ยงน้ำหอมและแอลกอฮอล์

สารสองชนิดนี้คือตัวการอันดับต้นๆ ที่ทำให้เกิดการระคายเคืองรอบดวงตาในกลุ่มคนผิวแพ้ง่าย

ใช้เทคนิคการทาแบบเว้นระยะห่าง

ทาครีมห่างจากขอบตา 1 เซนติเมตรเพื่อลดโอกาสที่ครีมจะไหลเข้าตาในระหว่างวันที่เหงื่อออก

เลือกครีมกันแดดชนิด Physical สำหรับรอบดวงตา

สาร Zinc Oxide และ Titanium Dioxide ปลอดภัยกว่าและไม่ค่อยก่อให้เกิดอาการแสบตาเมื่อเทียบกับสารกันแดดเคมี

ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ

ทาครีมแล้วแสบตาควรทำอย่างไรในเบื้องต้น?

รีบล้างตาด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือในปริมาณที่มากพอเพื่อเจือจางสารเคมี หลีกเลี่ยงการขยี้ตาเพราะจะยิ่งทำให้สารซึมลึกเข้าสู่เยื่อบุตา และควรหยุดใช้ครีมตัวนั้นจนกว่าอาการแดงจะหายไป

ทาอายครีมแล้วแสบตา เกิดจากอะไรได้บ้าง?

อาจเกิดจากการทาใกล้ขอบตาเกินไปจนเนื้อครีมซึมเข้าตา หรือในอายครีมมีส่วนผสมของวิตามินซีหรือเรตินอลที่เข้มข้นเกินไปสำหรับผิวของคุณ รวมถึงการใช้นิ้วมือที่อาจมีสารตกค้างอื่นๆ ไปสัมผัสดวงตา

ผิวรอบดวงตาแพ้ง่ายดูแลยังไงให้แข็งแรงขึ้น?

เน้นการเติมความชุ่มชื้นด้วยสารกลุ่ม Ceramide หรือ Hyaluronic Acid เพื่อเสริมเกราะป้องกันผิว หลีกเลี่ยงการสครับผิวแรงๆ และต้องทาครีมกันแดดชนิดกายภาพเสมอเพื่อป้องกันรังสียูวีทำลายคอลลาเจนใต้ผิว

ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้นและไม่สามารถแทนที่คำแนะนำทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญได้ หากคุณมีอาการแสบตาอย่างรุนแรง มีปัญหาด้านการมองเห็น หรือผิวรอบดวงตาอักเสบเรื้อรัง ควรปรึกษาจักษุแพทย์หรือแพทย์ผิวหนังทันทีเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง

แหล่งอ้างอิงไขว้

  • [1] Medicalnewstoday - ผิวบริเวณรอบดวงตามีความหนาน้อยกว่าผิวส่วนอื่นบนใบหน้าประมาณ 3 - 5 เท่า
  • [2] Si - ประมาณ 10% ของปฏิกิริยาแพ้เครื่องสำอางมักเกิดขึ้นที่บริเวณเปลือกตาและรอบดวงตา
  • [3] Pubmed - ค่า pH ของน้ำตาที่เป็นด่างอ่อนๆ (ประมาณ 7.0 ถึง 7.3) ยังขัดแย้งกับค่า pH ของสกินแคร์หลายชนิด