การสัมภาษณ์บุคคลที่ไม่คุ้นเคยควรใช้การสัมภาษณ์ในข้อใด

0 ครั้งเข้าชม
การสัมภาษณ์บุคคลที่ไม่คุ้นเคยควรใช้การสัมภาษณ์ในข้อใด การเลือกรูปแบบไม่เป็นทางการคือตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด วิธีนี้ลดความกดดันและสร้างความเป็นกันเองได้ดี รูปแบบที่ยืดหยุ่นส่งผลให้ได้ข้อมูลที่เป็นธรรมชาติมากกว่าการใช้กฎเกณฑ์เคร่งครัด
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

การสัมภาษณ์บุคคลที่ไม่คุ้นเคยควรใช้การสัมภาษณ์ในข้อใด: เทคนิคที่เหมาะสม

การเลือกใช้ การสัมภาษณ์บุคคลที่ไม่คุ้นเคยควรใช้การสัมภาษณ์ในข้อใด เป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จในการสื่อสารระดับมืออาชีพ การใช้เทคนิคที่เน้นความเป็นมิตรช่วยลดความอึดอัดและสร้างความไว้วางใจในระยะยาว ทักษะนี้ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกและป้องกันความผิดพลาดจากการสื่อสารที่ไม่เหมาะสม

คำตอบที่ใช่สำหรับการสัมภาษณ์คนแปลกหน้า

การสัมภาษณ์บุคคลที่ไม่คุ้นเคยอาจดูเป็นงานที่ยากลำบากและน่าประหม่าสำหรับหลายคน เพราะเราไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีนิสัยอย่างไรหรือจะตอบสนองต่อคำถามของเราในทิศทางไหน ซึ่งวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในการเริ่มต้นคือ การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ (Informal Interview) หรือการสัมภาษณ์เพื่อสร้างความคุ้นเคยก่อนเสมอ

วิธีนี้ช่วยลดกำแพงในใจและสร้างความไว้วางใจได้ดีกว่าการตั้งโต๊ะสัมภาษณ์แบบตึงเครียด อย่างไรก็ตาม มีอุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้การสัมภาษณ์กว่า 70% ต้องล้มเหลวไม่เป็นท่า แม้ว่าคุณจะเตรียมคำถามมาดีแค่ไหนก็ตาม ซึ่งผมจะขอเฉลยถึงสาเหตุและวิธีแก้ปัญหานี้ในส่วนของข้อผิดพลาดที่ควรระวังด้านล่าง

ทำไมการสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการถึงได้ผลดีที่สุด

เมื่อเราต้องพูดคุยกับคนที่ไม่รู้จัก การสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายถือเป็นหัวใจสำคัญ ข้อมูลจากการสำรวจพฤติกรรมการสื่อสารพบว่า ผู้คนจะเปิดเผยข้อมูลที่มีความจริงใจและลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น เมื่อรู้สึกว่าตนเองกำลังสนทนาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรและไม่ถูกกดดัน[1] ด้วยรูปแบบที่เป็นทางการจนเกินไป

ในทางกลับกัน หากเริ่มต้นด้วยการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured Interview) ที่เข้มงวดกับบุคคลที่ไม่คุ้นเคย ผู้ถูกสัมภาษณ์มักจะเกิดอาการระแวดระวังและพยายามเลือกคำตอบที่ ดูดี หรือ ปลอดภัย ไว้ก่อน ซึ่งอาจทำให้คุณไม่ได้ข้อมูลที่สะท้อนถึงความเป็นจริงเท่าที่ควร การใช้รูปแบบไม่เป็นทางการจึงเป็นการละลายพฤติกรรมเพื่อให้เกิดความลื่นไหลในการส่งต่อข้อมูล

พลังของการสร้างความไว้วางใจ (Rapport Building)

การสร้างความไว้วางใจในช่วง 5 นาทีแรกมีผลต่อคุณภาพของคำตอบอย่างมหาศาล สถิติระบุว่าการใช้เวลาสั้นๆ ในการคุยเรื่องทั่วไปก่อนเข้าเรื่องสำคัญ สามารถเพิ่มปริมาณข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้มากขึ้น เมื่อเทียบกับการยิงคำถามหลักทันที[2] ที่เริ่มงาน การสร้างสายสัมพันธ์นี้เปรียบเสมือนการเปิดประตูบ้านให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาได้อย่างสบายใจ

ผมเคยมีความเชื่อผิดๆ ว่าการเป็นมืออาชีพคือการต้องรีบเข้าเรื่องให้เร็วที่สุดเพื่อประหยัดเวลา แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นความเงียบและความอึดอัดใจ - ซึ่งใช้เวลานานกว่าการสร้างมิตรภาพเสียอีก - จนกระทั่งผมได้เรียนรู้ว่า ความช้า คือความเร็วในบริบทของการสัมภาษณ์

การใช้คำถามปลายเปิดเพื่อเปิดใจ

เมื่อบรรยากาศเริ่มผ่อนคลาย สิ่งต่อไปที่ต้องทำคือการรักษาโมเมนตัมด้วยคำถามปลายเปิด การตั้งคำถามที่ขึ้นต้นด้วย ทำไม หรือ อย่างไร ช่วยให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ได้ใช้ความคิดและเล่าเรื่องราวออกมามากกว่าคำตอบเพียงแค่ ใช่ หรือ ไม่ใช่ ซึ่งวิธีการนี้ช่วยเพิ่มความลึกของบทสนทนาได้ ในช่วงเวลาที่จำกัด [3]

เทคนิคการเริ่มต้นบทสนทนา (Small Talk) สำหรับบุคคลที่ไม่คุ้นเคย

หลายคนตกม้าตายตั้งแต่ขั้นตอนแรกเพราะไม่รู้จะเริ่มคุยเรื่องอะไรกับคนแปลกหน้า เทคนิคที่ผมใช้เป็นประจำคือการสังเกตสิ่งรอบตัวหรือบริบทในขณะนั้นเพื่อหาจุดเชื่อมโยงร่วมกัน เช่น สภาพอากาศ การเดินทาง หรือแม้แต่เรื่องกาแฟในมือ

เทคนิคการคุยเล่นที่ได้ผลดีมีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้: 1. เริ่มจากเรื่องที่เห็นได้ชัดและเป็นกลางที่สุด เช่น วันนี้เดินทางมาสะดวกไหมครับ? 2. ตั้งข้อสังเกตเชิงบวกเพื่อสร้างความรู้สึกที่ดี 3. แสดงความสนใจอย่างจริงใจต่อคำตอบของเขา 4. เชื่อมโยงเรื่องที่คุยเข้ากับหัวข้อการสัมภาษณ์อย่างเป็นธรรมชาติ

การทำ Small Talk ไม่ใช่การเสียเวลาเปล่า แต่มันคือการตรวจสอบระดับความพร้อมของผู้ถูกสัมภาษณ์ หากเขายังตอบสั้นๆ และมีท่าทีประหม่า นั่นคือสัญญาณว่าคุณยังไม่ควรเข้าสู่คำถามที่สำคัญหรือมีความเซนซิทีฟ

ความลับที่ทำให้การสัมภาษณ์ล้มเหลวและวิธีแก้ไข

จำสาเหตุที่ผมทิ้งท้ายไว้ในตอนต้นได้ไหมครับ? สิ่งที่ทำให้การสัมภาษณ์ส่วนใหญ่พังทลายคือ ภาษากายที่ไม่สอดคล้องกับคำพูด ข้อมูลการวิจัยเกี่ยวกับการสื่อสารระบุว่า 93% ของการส่งสารนั้นเกิดขึ้นผ่านภาษากายและน้ำเสียง ไม่ใช่แค่ตัวอักษรหรือคำพูด [4]

หากคุณบอกว่าคุยแบบไม่เป็นทางการ แต่ท่านั่งของคุณกอดอก หรือสายตามองจ้องกดดันตลอดเวลา ผู้ถูกสัมภาษณ์จะรับรู้ถึงความผิดปกติทันทีและจะเริ่มปิดบังตัวเองโดยสัญชาตญาณ วิธีแก้คือการใช้เทคนิค Mirroring หรือการปรับท่าทางให้คล้ายกับผู้ถูกสัมภาษณ์อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งช่วยเพิ่มความรู้สึกปลอดภัยและความคุ้นเคยได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ การจดบันทึกมากเกินไปก็เป็นศัตรูตัวฉกาจ (ซึ่งหลายคนมักมองข้าม) เมื่อคุณก้มหน้าก้มตาจดทุกคำพูด ความต่อเนื่องของสายตาจะขาดหายไป ทำให้ผู้พูดรู้สึกเหมือนกำลังถูกสอบสวนมากกว่าการสนทนา

บทสรุป: เข้าถึงใจด้วยความจริงใจ

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้เทคนิคการสัมภาษณ์แบบใด สิ่งสำคัญที่สุดคือความจริงใจและการเป็นผู้ฟังที่ดี การสัมภาษณ์คนที่ไม่รู้จักให้ประสบความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีชุดคำถามที่เพอร์เฟกต์ แต่อยู่ที่ความสามารถในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้อีกฝ่ายได้พูดในสิ่งที่เขาคิดจริงๆ

จำไว้ว่าคุณไม่ได้ต้องการแค่คำตอบ แต่คุณต้องการความเข้าใจ การเริ่มต้นด้วยความผ่อนคลายและค่อยๆ พัฒนาความสัมพันธ์ไปตามขั้นตอน จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูลที่มีคุณค่าและสร้างความประทับใจที่ดีต่อกันได้ในระยะยาว

การเปรียบเทียบรูปแบบการสัมภาษณ์สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย

การเลือกรูปแบบการสัมภาษณ์ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับเป้าหมายและระดับความสัมพันธ์เบื้องต้นที่คุณมีต่อผู้ถูกสัมภาษณ์

การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ (Informal)

  • คำถามสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์หน้างาน
  • ได้รับข้อมูลเชิงลึกและทัศนคติที่แท้จริงมากกว่าปกติ
  • ผ่อนคลายเหมือนการสนทนาปกติ ช่วยลดความประหม่าได้ดีเยี่ยม

การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured)

  • มีไกด์ไลน์คำถามที่ชัดเจนแต่ยังอนุญาตให้ถามนอกประเด็นได้
  • ครอบคลุมประเด็นสำคัญครบถ้วนแต่ความเป็นธรรมชาติลดลง
  • เป็นระเบียบแต่ยังมีความยืดหยุ่น เหมาะสำหรับการเก็บข้อมูลวิจัย
สำหรับการเริ่มต้นกับบุคคลที่ไม่คุ้นเคย การใช้รูปแบบไม่เป็นทางการในช่วงแรกจะช่วยเปิดใจได้ดีที่สุด จากนั้นจึงค่อยขยับไปสู่รูปแบบกึ่งโครงสร้างหากต้องการข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น

การเปลี่ยนวิกฤตความอึดอัดให้เป็นมิตรภาพของมานะ

คุณมานะ นักวิจัยตลาดในกรุงเทพฯ ต้องสัมภาษณ์เจ้าของร้านอาหารที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเพื่อเก็บข้อมูลการบริโภค เขาเริ่มด้วยการเปิดสมุดจดและยิงคำถามทางเทคนิคทันทีที่เจอหน้า ทำให้เจ้าของร้านเกิดอาการระแวงและตอบสั้นเพียงแค่คำเดียว

มานะรู้สึกได้ถึงความตึงเครียด เขาพยายามจะทำตามโพยคำถามต่อไปแต่ก็พบว่าคำตอบที่ได้แทบไม่มีประโยชน์เลย แถมบรรยากาศในร้านยังดูอึดอัดจนเขาอยากจะเดินหนีออกมา

เขาตัดสินใจปิดสมุดลง แล้วชวนคุยเรื่องการจัดร้านและการแต่งจานที่ดูเป็นเอกลักษณ์แทน การยอมรับว่าตนเองไม่เคยเห็นสไตล์นี้มาก่อนทำให้เจ้าของร้านเริ่มภูมิใจและเล่าที่มาที่ไปออกมาอย่างลื่นไหล

ผลที่ได้คือการสัมภาษณ์ที่ยาวต่อเนื่องกว่า 45 นาที โดยมานะได้ข้อมูลครบถ้วนและลึกกว่าเดิมถึง 50% แถมยังได้พันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่จากการเริ่มต้นสนทนาแบบเพื่อนคุยเพื่อน

รายละเอียดที่โดดเด่น

ให้ความสำคัญกับ 5 นาทีแรก

ใช้เวลาช่วงเริ่มต้นสร้างสายสัมพันธ์จะช่วยเพิ่มปริมาณข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้มากกว่า 30% ในระยะยาว

ภาษากายสำคัญกว่าคำพูด

จดจำไว้ว่า 70% ของการสื่อสารส่งผ่านท่าทางและน้ำเสียง การวางตัวที่ผ่อนคลายจะทำให้อีกฝ่ายผ่อนคลายตาม

ใช้คำถามปลายเปิดเป็นหลัก

การถามว่า อย่างไร และ ทำไม จะช่วยเพิ่มความลึกของคำตอบได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับการถามคำถามที่ตอบได้เพียงใช่หรือไม่

เอกสารอ้างอิง

ถ้าผู้ถูกสัมภาษณ์ดูประหม่ามากควรทำอย่างไร?

ให้หยุดถามคำถามสัมภาษณ์ทันทีและชวนคุยเรื่องทั่วไปที่เห็นได้ง่ายในขณะนั้น หรือแบ่งปันเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ของตัวคุณเองเพื่อสร้างความเป็นกันเองก่อนจะกลับเข้าสู่บทสนทนาหลักอีกครั้ง

การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการทำให้ข้อมูลขาดความแม่นยำไหม?

ไม่เสมอไป ในทางตรงกันข้าม การสัมภาษณ์แบบนี้มักจะได้ข้อมูลที่จริงใจกว่า เนื่องจากผู้ให้สัมภาษณ์ไม่ต้องเกร็งกับการพยายามหาคำตอบที่ถูกต้องตามมาตรฐานสังคม

ควรจดบันทึกอย่างไรไม่ให้ผู้ถูกสัมภาษณ์รู้สึกอึดอัด?

ควรจดเฉพาะคีย์เวิร์ดสำคัญและใช้การสบตาเป็นหลัก หรือแจ้งให้ทราบล่วงหน้าว่าขออนุญาตจดเพื่อไม่ให้ตกหล่นข้อมูลสำคัญ และไม่ควรก้มหน้าจดตลอดเวลาที่เขากำลังพูด

การระบุแหล่งที่มา

  • [1] Pubmed - ผู้คนจะเปิดเผยข้อมูลที่มีความจริงใจและลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น เมื่อรู้สึกว่าตนเองกำลังสนทนาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรและไม่ถูกกดดัน
  • [2] Cnbc - การใช้เวลาสั้นๆ ในการคุยเรื่องทั่วไปก่อนเข้าเรื่องสำคัญ สามารถเพิ่มปริมาณข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้มากขึ้น เมื่อเทียบกับการยิงคำถามหลักทันที
  • [3] Verywellmind - การตั้งคำถามที่ขึ้นต้นด้วย ทำไม หรือ อย่างไร ช่วยให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ได้ใช้ความคิดและเล่าเรื่องราวออกมามากกว่าคำตอบเพียงแค่ ใช่ หรือ ไม่ใช่ ซึ่งวิธีการนี้ช่วยเพิ่มความลึกของบทสนทนาได้ ในช่วงเวลาที่จำกัด
  • [4] Creativetalkconference - ข้อมูลการวิจัยเกี่ยวกับการสื่อสารระบุว่า 93% ของการส่งสารนั้นเกิดขึ้นผ่านภาษากายและน้ำเสียง ไม่ใช่แค่ตัวอักษรหรือคำพูด