คัดเลือก กับสรรหา ต่างกันอย่างไร

0 ครั้งเข้าชม
คัดเลือก กับสรรหา ต่างกันอย่างไรการสรรหาการคัดเลือก
วิธีการดำเนินงานเชิงรุกเข้าหาคนเก่ง 70%กรองคนที่ทำงานได้จริง
ผลลัพธ์ที่ได้จำนวนผู้สมัครที่มีคุณภาพลดต้นทุนการจ้างผิด 30%
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

คัดเลือก กับสรรหา ต่างกันอย่างไร: เชิงรุก vs การกลั่นกรอง

คัดเลือก กับสรรหา ต่างกันอย่างไร เป็นความเข้าใจพื้นฐานในงานบริหารบุคคลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจ้างงานและป้องกันความเสี่ยงจากการได้พนักงานไม่เหมาะสมเข้าสู่หน่วยงาน การวางกลยุทธ์ที่ถูกต้องช่วยให้องค์กรเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคุณภาพและรักษามาตรฐานการดำเนินงานที่ยั่งยืน ศึกษาข้อแตกต่างสำคัญเพื่อยกระดับกระบวนการจ้างงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

คัดเลือก กับสรรหา ต่างกันอย่างไร? คู่มือแยกแยะฉบับเข้าใจง่ายสำหรับ HR มือใหม่

หลายคนมักใช้คำว่า การสรรหา (Recruitment) และ การคัดเลือก (Selection) สลับกันไปมาเหมือนเป็นคำเดียวกัน แต่ในความเป็นจริง สองคำนี้คือกระบวนการที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เหมือนการหว่านแหกับการคัดปลา

การสรรหาคือกระบวนการเชิงบวกที่มุ่งเน้นการดึงดูดผู้สมัครให้เข้ามามากที่สุด ในขณะที่การคัดเลือกคือกระบวนการเชิงลบ (ในทางเทคนิค) ที่มุ่งเน้นการตัดตัวเลือกออกจนเหลือคนที่ใช่ที่สุด เข้าใจความต่างนี้ แล้วคุณจะวางแผนกลยุทธ์ HR ได้คมขึ้น

การสรรหา (Recruitment): ศิลปะแห่งการดึงดูด

การสรรหาบุคลากรเปรียบเสมือนการทำตลาดย่อมๆ เป้าหมายหลักคือการทำให้คนที่มีคุณสมบัติเหมาะสม มองเห็น และ อยากสมัคร งานกับเรา ยิ่งมีตัวเลือกในตะกร้ามากเท่าไหร่ โอกาสเจอเพชรก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

พูดกันตรงๆ ตอนผมเริ่มทำงาน HR ใหม่ๆ ผมเข้าใจผิดมหันต์ คิดว่าแค่โพสต์ประกาศลงเว็บหางานแล้วก็นั่งรอสวยๆ คือจบงานสรรหาแล้ว ผลคืออะไรรู้ไหมครับ? เงียบกริบ หรือไม่ก็ได้ใบสมัครที่ไม่ตรงสายเลยสักใบ

ความจริงที่โหดร้ายคือ ผู้สมัครที่มีคุณภาพส่วนใหญ่ (ประมาณ 70%) ไม่ได้กำลังหางานอยู่[1] พวกเขาคือ Passive Candidates ดังนั้นการสรรหาที่ดีต้องรุกไปหาพวกเขา ไม่ใช่รอให้เขาเดินมาหาเรา นี่คือบทเรียนราคาแพงที่ผมต้องแลกด้วยเวลาเกือบสองเดือนที่ตำแหน่งว่างเปล่า

ประเภทของการสรรหาที่คุณต้องรู้

โดยทั่วไปเราแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ 1. การสรรหาภายใน (Internal Recruitment): การโอนย้ายหรือเลื่อนตำแหน่งพนักงานเดิมซึ่งประหยัดและรวดเร็ว 2. การสรรหาภายนอก (External Recruitment): การประกาศผ่าน Job Boards, Social Media หรือใช้ Headhunter เพื่อหาบุคลากรใหม่

การคัดเลือก (Selection): ศาสตร์แห่งการตรวจสอบ

เมื่อสิ้นสุดกระบวนการสรรหา เราจะมีกองใบสมัคร (Resumes) อยู่ตรงหน้า นี่คือจุดเริ่มต้นของการคัดเลือก หน้าที่ของคุณเปลี่ยนจาก นักการตลาด มาเป็น นักสืบ ทันที

การคัดเลือกคือกระบวนการกลั่นกรอง เพื่อแยก คนที่ดูดีในกระดาษ ออกจาก คนที่ทำงานได้จริง ขั้นตอนนี้มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะการรับคนผิดมีราคาที่ต้องจ่าย ข้อมูลจากอุตสาหกรรม HR ชี้ว่าต้นทุนของการจ้างคนผิด (Bad Hire) อาจสูงถึง 30% ของรายได้ต่อปีของพนักงานคนนั้นเลยทีเดียว [2]

ผมเคยพลาดรับคนเพราะ คุยถูกคอ ในรอบสัมภาษณ์ โดยละเลยการทดสอบทักษะจริง ผลลัพธ์คือหายนะ งานไม่เดิน ทีมงานคนอื่นต้องมาแบกภาระแทน และสุดท้ายก็ต้องเชิญเขาออกใน 3 เดือนให้หลัง เจ็บปวดทั้งสองฝ่าย

เครื่องมือในการคัดเลือกที่นิยมใช้

อย่าใช้แค่สัญชาตญาณ (Gut feeling) แต่ควรใช้เครื่องมือที่วัดผลได้: 1. การคัดกรองเบื้องต้น (Initial Screening): ดูประวัติการศึกษา ประสบการณ์ 2. การทดสอบ (Testing): ข้อเขียน, จิตวิทยา หรือทดสอบปฏิบัติจริง 3. การสัมภาษณ์ (Interviewing): ทั้งแบบตัวต่อตัวและแบบกลุ่ม 4. การตรวจสอบบุคคลอ้างอิง (Reference Check): โทรเช็คประวัติจากที่ทำงานเก่า

สรุปความต่าง: Recruitment vs Selection แบบชัดเจน

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด เราลองมาดูตารางเปรียบเทียบในมิติต่างๆ ที่จะช่วยให้คุณแยกแยะสองกระบวนการนี้ได้ทันที

การสรรหา (Recruitment)

เพิ่มจำนวนผู้สมัครที่มีคุณภาพให้มากที่สุด (สร้าง Pool)

เชิงบวก (Positive) - พยายามดึงดูดและเชื้อเชิญ

ลงประกาศงาน, ออกบูธ, ประชาสัมพันธ์, จูงใจ

หาคนไม่ตรงคุณสมบัติ หรือคนสมัครน้อยเกินไป

การคัดเลือก (Selection)

คัดคนออกจนเหลือผู้ที่เหมาะสมที่สุดเพียงคนเดียวหรือตามจำนวนรับ

เชิงลบ (Negative) - พยายามตัดตัวเลือกที่ไม่ใช่ออก

สอบสัมภาษณ์, ทดสอบทักษะ, ตรวจสุขภาพ, ตรวจประวัติ

ตัดสินใจผิดพลาด (รับคนผิด หรือตัดคนเก่งทิ้ง)

จุดตัดที่สำคัญคือ 'การยื่นใบสมัคร' ทันทีที่มีใบสมัครส่งเข้ามา กระบวนการสรรหาจะสิ้นสุดลง (ในทางทฤษฎี) และกระบวนการคัดเลือกจะเริ่มต้นขึ้นทันที การสรรหาที่ดีจะทำให้การคัดเลือกง่ายขึ้น เพราะคุณจะมีตัวเลือกคุณภาพในมือให้เลือกเฟ้น

กรณีศึกษา: ร้านกาแฟของพี่ศักดิ์กับบาริสต้าเจ้าปัญหา

พี่ศักดิ์ เจ้าของร้านกาแฟเล็กๆ ในย่านอารีย์ กรุงเทพฯ ต้องการจ้างบาริสต้าด่วน เพราะคนเก่าลาออกกะทันหัน ด้วยความรีบ เขาโพสต์ลงกลุ่ม Facebook หาพนักงาน (การสรรหา) และมีคนทักมาสมัครกว่า 20 คนในคืนเดียว

พี่ศักดิ์ดีใจมาก คิดว่างานจบแล้ว จึงนัดคนแรกที่หน้าตาดูบุคลิกดีมาสัมภาษณ์สั้นๆ 10 นาทีแล้วรับเข้าทำงานเลย โดยข้ามขั้นตอนการทดสอบชงกาแฟ (การคัดเลือกที่หละหลวม) ผลคือบาริสต้าใหม่ตีฟองนมไม่เป็น และทำลูกค้าประจำหายไป 3 รายในสัปดาห์แรก

หลังจากต้องจำใจให้พนักงานคนนั้นออก พี่ศักดิ์ปรับกลยุทธ์ใหม่ เขายังคงโพสต์ในกลุ่มเดิม แต่เพิ่มเงื่อนไขว่า "ต้องส่งคลิปเทลาเต้อาร์ตมาพร้อมใบสมัคร" (เพิ่มการคัดกรองเบื้องต้น) และนัด 3 คนสุดท้ายมาทดลองงานจริงที่ร้านคนละ 1 ชั่วโมง

รอบนี้แม้จะเหลือตัวเลือกให้ตัดสินใจน้อยลง แต่พี่ศักดิ์ได้พนักงานที่ทำงานได้ทันที ยอดขายกลับมาคงที่ภายในเดือนเดียว บทเรียนนี้สอนให้รู้ว่า การมีคนสมัครเยอะ (สรรหาดี) ไม่ได้แปลว่าจะได้พนักงานเก่งเสมอไป หากขาดกระบวนการกลั่นกรอง (คัดเลือก) ที่เข้มข้น

หากคุณต้องการทำความเข้าใจในเชิงลึก สามารถศึกษาต่อได้ที่ การสรรหา มีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับทีมของคุณครับ

รวบรวมความรู้

คัดเลือก กับสรรหา ขั้นตอนไหนสำคัญกว่ากัน?

สำคัญพอๆ กันและขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ หากสรรหาไม่ดี คุณจะไม่มีตัวเลือกคุณภาพให้คัด แต่หากคัดเลือกไม่ดี ต่อให้มีคนเก่งมาสมัคร คุณก็อาจมองข้ามพวกเขาหรือเผลอรับคนที่ไม่เหมาะสมเข้ามาแทน เปรียบเหมือนการทำอาหารที่ต้องใช้วัตถุดิบดี (สรรหา) และฝีมือปรุงเยี่ยม (คัดเลือก)

ควรเริ่มกระบวนการคัดเลือกเมื่อไหร่?

กระบวนการคัดเลือกเริ่มทันทีที่คุณได้รับใบสมัครใบแรก การสกรีนเรซูเม่ (Resume Screening) เพื่อแยกกอง 'น่าสนใจ' กับ 'ไม่ผ่าน' นั่นแหละคือก้าวแรกของการคัดเลือกแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้ปิดรับสมัครก่อนเสมอไป โดยเฉพาะในตลาดแรงงานที่แข่งขันสูง

ทำไมหาคนมาสมัครได้เยอะ แต่คัดแล้วไม่ผ่านเกณฑ์เลย?

ปัญหานี้มักเกิดจาก 'การสื่อสาร' ในขั้นตอนสรรหา เช่น เขียน Job Description ไม่ชัดเจน ระบุคุณสมบัติกว้างเกินไป หรือลงประกาศผิดช่องทาง ทำให้ได้ผู้สมัครที่ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย (Quantity over Quality) วิธีแก้คือต้องกลับไปปรับปรุงสเปกงานให้ชัดเจนขึ้น

สรุปแบบรายการ

Recruitment คือการเพิ่ม Selection คือการลด

จำสูตรนี้ให้แม่น: สรรหาทำหน้าที่กวาดต้อนคนเข้ามาให้เยอะที่สุด (บวก) ส่วนคัดเลือกทำหน้าที่ตะแกรงร่อนเอาเฉพาะเนื้อแท้ออกมา (ลบ)

ต้นทุนของการเลือกผิดสูงกว่าต้นทุนของการรอ

การรีบรับคนที่ไม่ใช่เข้ามาเพราะไม่อยากให้ตำแหน่งว่าง สร้างความเสียหายมากกว่าการยอมเสียเวลาเพิ่มอีก 1-2 สัปดาห์เพื่อรอคนที่ใช่จริงๆ

อย่าใช้ความรู้สึกตัดสินอนาคตทีม

ในการคัดเลือก ควรมีเกณฑ์ที่วัดผลได้เสมอ (Scorecard) การใช้สัญชาตญาณเพียงอย่างเดียวมีความแม่นยำต่ำและเต็มไปด้วยอคติ

การอ้างอิง

  • [1] Business - ผู้สมัครที่มีคุณภาพส่วนใหญ่ (ประมาณ 70%) ไม่ได้กำลังหางานอยู่
  • [2] Forbes - ข้อมูลจากอุตสาหกรรม HR ชี้ว่าต้นทุนของการจ้างคนผิด (Bad Hire) อาจสูงถึง 30% ของรายได้ต่อปีของพนักงานคนนั้นเลยทีเดียว