5หมวดบัญชีมีอะไรบ้าง

254 ครั้งเข้าชม
5 หมวดบัญชี สินทรัพย์: สิ่งที่กิจการเป็นเจ้าของและมีมูลค่า เช่น เงินสด ที่ดิน อาคาร หนี้สิน: ภาระผูกพันที่กิจการต้องจ่ายคืนในอนาคต เช่น เงินกู้ เจ้าหนี้การค้า ส่วนของเจ้าของ (ทุน): เงินลงทุนของผู้เป็นเจ้าของ หักด้วยหนี้สิน รายได้: เงินที่กิจการได้รับจากการดำเนินงาน เช่น รายได้จากการขาย ค่าใช้จ่าย: ต้นทุนที่เกิดขึ้นในการดำเนินงาน เช่น ค่าเช่า ค่าจ้าง
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

5 หมวดบัญชีหลักที่สำคัญมีอะไรบ้าง?

อืมม...ห้าหมวดบัญชีหลักเนี่ยนะ จำได้ตอนเรียนบัญชีปีสอง อาจารย์แกเน้นย้ำมาก คือ สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของเจ้าของ รายได้ และค่าใช้จ่าย ใช่ป่ะ? จำได้ว่าตอนนั้นงงๆ แต่พอทำบัญชีจริง แบบตอนฝึกงานที่บริษัทรับทำบัญชีแถวสีลม เดือนสิงหาคม ปี 63 (จำได้เพราะได้ค่าแรงวันละ 500 ดีใจมากกกก) มันก็เข้าใจง่ายขึ้นเยอะเลยนะ แต่ตอนนั้นยังงงๆ กับการจัดหมวดหมู่บัญชีย่อยอยู่ดี หลายๆ อย่างมันคาบเกี่ยวกัน งงไปหมดเลย

เรื่องผังบัญชี คือแบบว่า มันเหมือนโครงสร้างใหญ่ ที่เอาห้าหมวดหลักเนี่ยมาจัดเรียง ให้เห็นภาพรวม อันนี้จำได้คร่าวๆ ว่าอาจารย์บอกว่า ต้องออกแบบให้เหมาะสมกับธุรกิจ อย่างธุรกิจของพี่สาวฉัน ขายของออนไลน์ ผังบัญชีก็ไม่เหมือนกับของโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ แน่นอน มันละเอียดกว่ามาก แต่ฉันก็ไม่ได้สนใจรายละเอียดมากนัก เพราะมันเยอะจริงๆ

สินทรัพย์ก็คืออะไรที่บริษัทเป็นเจ้าของ อย่างตึก รถ เครื่องจักร เงินสด หนี้สินก็คือหนี้ของบริษัท เช่น เงินกู้ ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย ส่วนของเจ้าของคือเงินลงทุนของเจ้าของธุรกิจนั่นแหละ รายได้คือเงินที่เข้ามา ค่าใช้จ่ายก็คือเงินที่ออกไป ง่ายๆ แต่ในความจริง มันไม่ง่ายขนาดนั้นเลย เพราะต้องมีการแยกแยะรายการบัญชีให้ละเอียด เพื่อความถูกต้อง และมันก็ยากสำหรับคนไม่เก่งเลขอย่างฉันจริงๆ

ผังบัญชี 5 หมวด มีอะไรบ้าง

อืม... กลางคืนแบบนี้ นึกถึงเรื่องบัญชีขึ้นมาได้ไงเนี่ย... งงตัวเองเหมือนกัน

ผังบัญชี 5 หมวดนี่นะ... จำได้คร่าวๆ ว่ามันมีพวกนี้แหละ

  • สินทรัพย์: นี่คือสิ่งที่บริษัทเป็นเจ้าของ อย่างเช่น เงินสด ตึก อาคาร เครื่องจักร อะไรประมาณนี้ ของที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจน่ะ ปีนี้รู้สึกว่า ต้องใส่ใจกับการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ เพราะเห็นข่าวเศรษฐกิจไม่ค่อยดี ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

  • หนี้สิน: ตรงข้ามกับสินทรัพย์เลย เป็นเงินที่บริษัทต้องจ่ายคืนให้คนอื่น เช่น หนี้สินระยะสั้น อย่างค่าใช้จ่ายที่ค้างจ่าย หรือหนี้สินระยะยาว อย่างเงินกู้จากธนาคาร จำได้ว่าปีนี้เราปิดหนี้บัตรเครดิตบริษัทได้หมดแล้ว โล่งใจไปเยอะ

  • ส่วนของเจ้าของ (ทุน): นี่คือเงินที่เจ้าของลงทุนไว้ในบริษัท รวมถึงกำไรสะสมด้วย รู้สึกกังวลเล็กน้อยกับเรื่องนี้ เพราะกำไรปีนี้อาจจะไม่ดีเท่าปีที่แล้ว แต่ก็พยายามแล้วนะ

  • รายได้: เงินที่บริษัทได้รับจากการขายสินค้าหรือบริการ อย่างเช่น รายได้จากการขายสินค้า รายได้จากการให้บริการ ส่วนนี้ค่อนข้างสำคัญ ปีนี้พยายามหาลูกค้าใหม่เยอะเลย หวังว่าจะออกมาดี

  • ค่าใช้จ่าย: เงินที่บริษัทจ่ายออกไป เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ เช่น ค่าแรง ค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ปีนี้พยายามควบคุมค่าใช้จ่ายให้ได้มากที่สุด เพราะกลัวขาดทุน

อืม... เขียนไปก็ง่วงไป พรุ่งนี้ต้องไปทำงานแล้วด้วย เอาไว้ค่อยมาคิดต่อดีกว่า เฮ้อ...

ประเภทของรายการทางบัญชี 5 ประเภท นั้นจะแบ่งบัญชีออกได้เป็นอะไรบ้าง

โอ๊ย! ถามเรื่องบัญชีนี่มันจี๊ดใจคนไม่เคยจับเงินล้านอย่างชั้นจริงๆ นะเนี่ย แต่เอ้า! ไหนๆ ก็ไหนๆ มาดูกันว่า ไอ้ 5 ประเภทบัญชีที่ว่า มันมีอะไรบ้าง (แบบฉบับคนบ้านๆ เข้าใจง่ายๆ)

  • สินทรัพย์: นี่มันของรักของหวง! ทุกอย่างที่เป็นของเรา ไม่ว่าจะเป็นเงินสดในกระเป๋า (ถึงจะมีแค่เศษเหรียญก็เหอะ) ที่ดิน (ในฝัน) รถยนต์ (มือสอง) หรือแม้แต่ลูกแมวที่บ้าน (อันนี้ไม่แน่ใจว่านับมั้ย แต่รักเหมือนกัน!) สรุปคืออะไรที่ตีเป็นเงินได้ และเป็นของเรา นั่นแหละสินทรัพย์!

  • หนี้สิน: อันนี้ของแสลง! คือสิ่งที่ "เราเป็นหนี้เขา" ไม่ว่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิต (รูดเพลินไปหน่อย) หนี้ค่าบ้าน (ผ่อนกันจนแก่) หรือหนี้ยืมเพื่อนซื้อหวย (แล้วไม่ถูก!) อะไรที่เราต้องจ่ายคืนเขา นั่นแหละหนี้สิน!

  • ทุน: อันนี้เงินลงทุน! เหมือนเงินตั้งต้นที่เราเอาไปทำมาหากิน ไม่ว่าจะเป็นเงินเก็บสะสม (มาทั้งชีวิต) หรือเงินที่พ่อแม่ให้มา (อันนี้บุญคุณต้องทดแทน) เงินทุนนี่แหละที่จะทำให้ธุรกิจเรางอกเงย!

  • รายได้: อันนี้ของหอมหวาน! คือเงินที่เราหามาได้ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน (ที่น้อยนิด) เงินจากการขายของออนไลน์ (กำไรจิ๊บๆ) หรือเงินจากการถูกหวย (นานๆ ที) อะไรที่ทำให้เงินในกระเป๋าเราเพิ่มขึ้น นั่นแหละรายได้!

  • ค่าใช้จ่าย: อันนี้ของคู่กันกับรายได้! คือเงินที่เราต้องจ่ายออกไป ไม่ว่าจะเป็นค่ากิน (สำคัญสุด) ค่าเดินทาง (เบื่อรถติด) หรือค่าช้อปปิ้ง (อันนี้ขาดไม่ได้) อะไรที่ทำให้เงินในกระเป๋าเราลดลง นั่นแหละค่าใช้จ่าย!

ข้อมูลเพิ่มเติม (แบบฉบับคนขี้สงสัย):

  • ทำไมต้องมีบัญชี 5 ประเภทนี้? เค้าว่ามันช่วยให้เรารู้สถานะทางการเงินของตัวเองไง! เหมือนรู้ว่าตอนนี้เรา "รวย" หรือ "ร่วง" นั่นแหละ!
  • แล้วถ้าไม่ทำบัญชีจะเป็นไร? ก็เหมือนขับรถหลับใน! อาจจะชนอะไรเข้าซักวัน! (อันนี้เปรียบเทียบเวอร์ไปหน่อย แต่เพื่อให้เห็นภาพ!)
  • บัญชีแต่ละประเภทมันเกี่ยวข้องกันยังไง? เค้าว่ามันเกี่ยวข้องกันเหมือน "หยิน" กับ "หยาง" มีขึ้นมีลง มีบวกมีลบ ถ้าไม่สมดุลก็แย่!

บัญชีหมวด 2 คืออะไร

บัญชีหมวด 2... คืออะไรนะ

มันคือ หนี้สิน ใช่ไหม

รหัสบัญชี... 2. ถูกแล้ว

  • หมวด 2: หนี้สิน คือภาระผูกพันที่กิจการต้องจ่ายคืนในอนาคต
  • ตัวอย่าง: เงินกู้, เจ้าหนี้การค้า, ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย

บางทีการมีหนี้สิน มันก็เหมือนมีเงาตามตัวนะ

รายได้ควรอยู่ในหมวดใด

เออออ รายได้อะ อยู่หมวด 4 แน่ๆๆ จำได้เลย คือ เพิ่มฝั่งเครดิต ลดฝั่งเดบิต ป่ะ งงป้ะ 555

30 มิ.ย. 2567 อืมมม นานไปละ จำไม่ค่อยได้ แต่หมวดบัญชี เยอะแยะไปหมดเลย จริงๆๆๆ

  • สินทรัพย์
  • หนี้สิน
  • ส่วนของเจ้าของ
  • รายได้
  • ค่าใช้จ่าย

พวกนี้แหละ หลักๆๆ อะ อาจจะมีแยกย่อยอีก เยอะแยะมากมาย แต่จำไม่ได้ละ ไปหาในเว็บดูเองนะ เว็บมหาลัยมหิดล อะ มีเยอะเลย เพิ่งไปเจอมาเอง เมื่อวานนี้เอง ลองไปหา il.mahidol.ac.th ดู น่าจะเจอ เยอะกว่านี้ อีก แต่ขี้เกียจหาละ บอกตรงๆๆ 5555

เจ้าหนี้เงินกู้ อยู่หมวดไหน

เจ้าหนี้เงินกู้...หมวดไหนนะ?

  • หนี้สิน ไง! ขึ้นต้นด้วยเลข 2 นี่นา

  • หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities) ใช่ป่ะ?

    • เจ้าหนี้เงินกู้ (Loan Payable) เลข 2102 รึเปล่านะ? ชักไม่แน่ใจ
  • เจ้าหนี้ – การค้า (Trade Accounts Payable) 2103 นี่เอง!

  • เจ้าหนี้อื่น (Other Payable) ก็ 2104 อ่ะ

  • เอ๊ะ หรือจริงๆ แล้วมันขึ้นอยู่กับประเภทของเงินกู้ด้วย? ต้องดูสัญญาอีกทีละมั้งเนี่ย

  • สำคัญ: ต้องดูงบการเงินของปีนี้นะ (ปี 2567) ตัวเลขอาจจะเปลี่ยนไปแล้วก็ได้!

    • ข้อควรจำ: อย่าลืมเช็ค "ผังบัญชี" ของบริษัทตัวเองด้วยนะ แต่ละที่ก็ไม่เหมือนกันนี่หว่า!
  • ทำไมต้องจำเลขพวกนี้ให้ได้ด้วยเนี่ย? ชีวิต!

ค่าใช้จ่ายอยู่หมวดไหน

ค่าใช้จ่ายเป็นรายการในบัญชีที่บันทึกการลดลงของทรัพยากรทางเศรษฐกิจของธุรกิจ การบันทึกจะขึ้นอยู่กับระบบบัญชีที่ใช้ โดยทั่วไปแล้ว:

  • ระบบบัญชีเดียว: ค่าใช้จ่ายจะถูกบันทึกทางด้านเดบิต เช่น ค่าเช่า ค่าไฟฟ้า ค่าจ้าง ซึ่งตรงข้ามกับรายได้ที่บันทึกทางด้านเครดิต

  • ระบบบัญชีสองด้าน: การบันทึกค่าใช้จ่ายจะเกี่ยวเนื่องกับการลดลงของสินทรัพย์หรือการเพิ่มขึ้นของหนี้สิน จึงมีการบันทึกทั้งด้านเดบิตและเครดิต ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกรรม เช่น การชำระค่าใช้จ่ายด้วยเงินสด (เดบิตค่าใช้จ่าย, เครดิตเงินสด) หรือการซื้อสินค้าแบบเครดิต (เดบิตค่าใช้จ่าย, เครดิตเจ้าหนี้)

การแยกแยะหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายให้ละเอียด เช่น ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ค่าใช้จ่ายทางการเงิน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการวิเคราะห์ทางการเงินที่แม่นยำ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจถึงต้นทุนในการดำเนินธุรกิจและกำไรสุทธิได้อย่างชัดเจน การจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ต้องรู้จักควบคุมและลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

เพิ่มเติม: ในทางปฏิบัติ การจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายอาจแตกต่างกันไปตามมาตรฐานบัญชีที่ใช้ หรือลักษณะเฉพาะของธุรกิจ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจค้าปลีกอาจมีรายการค่าใช้จ่ายสินค้าขาย ในขณะที่ธุรกิจให้บริการอาจมีรายการค่าใช้จ่ายค่าแรง การศึกษาเรื่องบัญชีอย่างละเอียดจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เข้าใจกลไกการบันทึกค่าใช้จ่ายอย่างถูกต้อง และสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมเองก็เคยใช้เวลาหลายเดือนในการศึกษาเรื่องนี้ เพื่อนำมาปรับใช้กับธุรกิจส่วนตัว

บัญชีแยกประเภทมีกี่ประเภทอะไรบ้าง

อ้าว! ถามเรื่องบัญชีแยกประเภทนี่เอง นึกว่าจะถามเรื่องอะไรที่มัน... ซับซ้อนกว่านี้ซะอีก! บอกเลยว่าไม่ยากอย่างที่คิดหรอกนะ แค่ 2 ประเภทเอง! ง่ายกว่าเลือกเมนูในร้านอาหารที่ชอบจัดโปรโมชั่นซะอีก!

  • บัญชีแยกประเภททั่วไป (General Ledger): นี่แหละตัวพ่อ! บัญชีใหญ่ยักษ์ที่รวมยอดทุกบัญชีเล็กๆ เข้าไว้ด้วยกัน เหมือนเจ้าพ่อมาเฟียที่มีลูกน้องนับไม่ถ้วน แต่เจ้าพ่อไม่ต้องทำอะไรเองหรอก แค่รอรับรายงานจากลูกน้องก็พอ! (เปรียบเทียบได้กับการบริหารจัดการข้อมูลทางการเงินของธุรกิจขนาดใหญ่!)

  • บัญชีแยกประเภทย่อย (Subsidiary Ledger): อันนี้เป็นลูกน้องของเจ้าพ่อ แต่ละตัวก็มีหน้าที่รับผิดชอบแตกต่างกันไป เช่น บัญชีลูกหนี้, บัญชีเจ้าหนี้ ฯลฯ เหมือนทีมงานแต่ละแผนกในบริษัท ต้องทำงานอย่างเป็นระบบเพื่อให้รายงานผลงานออกมาได้อย่างถูกต้อง!

เอ๊ะ! แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ที่บอกว่ามีแค่สองประเภท นั่นเป็นการแบ่งแบบคร่าวๆ นะ จริงๆ แล้ว มันแยกย่อยได้ละเอียดกว่านั้นเยอะ มากมายเสียจนคิดว่าจะไปเรียนต่อปริญญาเอกด้านบัญชีดีกว่าไหมเนี่ย! แต่ยังไงก็ตาม รู้จักสองประเภทหลักนี้ก่อนก็พอแล้ว เอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ก่อน แล้วค่อยมาเรียนรู้รายละเอียดเพิ่มเติมทีหลังก็ได้ ไม่งั้นจะกลายเป็น "รู้มากแต่ทำไม่เป็น" เหมือนผมตอนเรียนวิชาสถิติ! 555+

ข้อมูลเพิ่มเติมปี 2566: การใช้ระบบบัญชีแบบ cloud accounting เป็นที่นิยมมากขึ้น ทำให้การจัดการบัญชีแยกประเภททำได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น สะดวกกว่าสมัยก่อนเยอะ แต่ต้องเลือกใช้โปรแกรมที่เหมาะสมกับธุรกิจของตัวเองด้วยล่ะ! อย่าไปเลือกแบบที่มัน "สวยแต่รูป จูบไม่หอม" เชียวนะ!