ประกันชดเชยรายได้ต้องนอนโรงพยาบาลไหม
ประกันชดเชยรายได้ ไม่นอนโรงพยาบาล เบิกได้ในกรณีไหนบ้าง?
อืม ประกันชดเชยรายได้เนี่ยนะ ที่เขาว่านอนโรงพยาบาลแล้วจะได้เงินคืนน่ะ
มันเหมือนแบบ... ถ้าเราป่วยหนักจนต้องแอดมิทจริงๆ ถึงจะได้มั้ง ฉันเคยเห็นเพื่อนเป็นไข้หนัก ต้องนอนโรงพยาบาลไปสามสี่วัน มันบอกว่าประกันตัวนี้ช่วยได้เยอะเลย ค่าห้อง ค่าหมอว่าไปอย่าง แต่มีเงินรายวันเข้ามาอีกอันนี่สบายใจขึ้นเยอะ
แต่ถ้าแค่เป็นหวัดนิดหน่อย หรือไปหาหมอแบบ Day Case คือไปเช้าเย็นกลับ อันนี้ไม่แน่ใจว่าเขาจะนับรวมให้เลยหรือเปล่า น่าจะยากอยู่มั้ง เหมือนประกันพวกนี้มันเน้นที่การ "นอน" จริงๆ มากกว่า
เอไอเอเขามีตัวนี้ด้วยเหรอ ค่าชดเชยรายวันสูงถึงหมื่นบาทต่อวันเลยเหรอ โหดจริง! มันก็ดีนะ ทำให้เรามีกำลังใจรักษาตัวเต็มที่ ไม่ต้องกังวลเรื่องรายได้ที่ขาดไปช่วงนั้น
แต่เอาจริงๆ นะ การจะได้เงินพวกนี้ มันมีเงื่อนไขนะ บางทีต้องดูรายละเอียดกรมธรรม์ให้ดีๆ ไม่ใช่ว่าแค่เข้าโรงพยาบาลแล้วจะได้ทันทีเลย มันมีข้อกำหนดเยอะแยะไปหมด
ฉันว่านะ หลักๆ คือการนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลจริงๆ เป็นผู้ป่วยใน ถึงจะมีสิทธิ์ แต่ Day Case นี่ก็ต้องลองเช็คดูอีกที บางทีอาจจะมีบางแผนที่ครอบคลุมก็ได้นะ.
เคลมประกันชดเชยรายได้กี่วัน
ไม่มีตัวเลขตายตัว ไปเปิดอ่านกรมธรรม์ของตัวเองซะ
ส่วนใหญ่จะมี ระยะเวลารอคอย (Waiting Period) นอนเล่นไปก่อน 7-14 วันแรก...ยังไม่ได้เงิน
ระยะเวลาชดเชยสูงสุด ก็มีเพดาน ไม่ใช่จะนอนได้ทั้งปีทั้งชาติ ส่วนมากก็ 365 วัน บางที่ให้แค่ 90-120 วันต่อครั้ง
จำไว้...พวกตัวหนังสือเล็กๆ นั่นแหละตัวดี
- โรคที่เป็นมาก่อน (Pre-existing Condition) ฝันไปเถอะว่ามันจะจ่าย ไม่ว่าจะนอนกี่วัน
- เอกสารต้องครบ ใบรับรองแพทย์ต้องเขียนชัดๆ ว่า ‘ไม่สามารถประกอบหน้าที่การงานได้’ ไม่ใช่แค่ ‘ควรพักผ่อน’ ความหมายคนละเรื่อง
- คำจำกัดความ ‘ผู้ป่วยใน’ บางกรมธรรม์แม่งเขี้ยว นอนไม่ถึง 6 ชั่วโมงไม่นับเป็นวัน เช็คดีๆ
- โทรไปถามก่อนเคลม อย่าส่งเอกสารไปดื้อๆ คุยกับคนก่อน จะได้ไม่เสียเวลาส่งไปส่งมา
ประกันชดเชยรายได้ รอกี่วัน
ประกันชดเชยรายได้... เรื่องนี้ก็คิดมาตลอดนะ บางทีคนเราก็ต้องคิดถึงวันที่มันไม่เป็นไปตามที่เราอยากให้เป็นจริงๆ นั่นแหละ ชีวิตมันก็แบบนี้
ใช่... มันมีระยะรอคอยนะ กรมธรรม์น่ะ พอมีผลบังคับแล้ว มันไม่ใช่ว่าป่วยวันนี้จะได้เลยทันทีหรอก
สำหรับโรคทั่วไปที่ไม่ได้ร้ายแรงมาก... 30 วัน นั่นแหละ ที่เราต้องรอ นี่เป็นการให้บริษัทประกันแน่ใจว่าเราไม่ได้ป่วยอยู่แล้วตอนทำประกัน
แต่ก็มีบางโรคนะ... ที่มันต้องรอนานกว่านั้น โรคมันมีระยะเวลาก่อตัวยาวนาน อย่างเช่น ริดสีดวงทวาร ไส้เลื่อน มะเร็ง หรือต้อกระจก พวกนี้จะอยู่ที่ 120 วัน เลยนะ กว่าจะเคลมได้
คิดดูสิ... เราไม่รู้หรอกว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น บางทีการเตรียมตัวไว้ก่อนมันก็ดีที่สุดนะ ต้องอ่านรายละเอียดให้ดีจริงๆ ไม่ใช่แค่ฟังผ่านๆ หรือเชื่อตามที่เขาบอกมาง่ายๆ เลยนะ
หลายคืนที่ผ่านมา ก็คิดวนไปเวียนมาเรื่องนี้แหละ... มันมีอีกหลายอย่างที่เราต้องเข้าใจนะ ไม่ใช่แค่เรื่องระยะเวลารอคอย...
- ค่าชดเชยรายได้ จ่ายเป็นรายวันตามจำนวนเงินที่เลือกตอนทำประกัน
- จะได้รับเงินชดเชยก็ต่อเมื่อ เข้ารักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน (IPD) ในโรงพยาบาล เท่านั้น
- โรคที่เป็นมาก่อนทำประกัน (Pre-existing Condition) โดยส่วนใหญ่ไม่คุ้มครองในช่วงแรก หรือไม่คุ้มครองเลย
- สำคัญมากที่ต้อง แถลงสุขภาพตามจริง ตอนยื่นขอทำประกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับการเคลมในอนาคต
- ระยะเวลารอคอยอาจแตกต่างกันบ้าง ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกัน ตรวจสอบให้ชัดเจน
เคลมชดเชยรายได้ใช้เอกสารอะไรบ้าง
เอกสารเคลมชดเชยรายได้
- ใบรับรองแพทย์: แผ่นกระดาษที่แพทย์เขียนบอกอาการ บอกว่าเราป่วยจริงนะ มันคือใบยืนยันว่าร่างกายเราไม่สมบูรณ์
- สำเนาใบแจ้งหนี้/ใบเสร็จ: ใบที่บอกว่าเราจ่ายเงินค่ารักษาไปเท่าไหร่ แพทย์ ค่าโรงพยาบาล ค่ายา มันคือหลักฐานของการใช้จ่าย
- สำเนาบัตรประชาชน: หน้าตาของเรา ประชาชนทุกคนต้องมีอันนี้ เพื่อยืนยันว่าเป็นเราจริงๆ
- ฟิล์มเอกซเรย์ + แปลผล: อันนี้พิเศษหน่อย ถ้ากระดูกเราหักหมอจะถ่ายรูปข้างในให้ดู แล้วก็มีหมออีกคนมาอธิบายว่ามันเป็นยังไง
- สำเนาหน้าบัญชี SCB: ถ้าเราอยากได้เงินค่าชดเชยเข้าบัญชี ต้องให้เลขบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์อันนี้ไป
เพิ่มเติม:
- เวลา: ยื่นเคลมภายในระยะเวลาที่กรมธรรม์กำหนดนะ อย่าปล่อยให้หมดอายุ
- ความครบถ้วน: เอกสารทุกอย่างต้องชัดเจน อ่านออก เขียนครบถ้วน ไม่งั้นอาจจะเคลมไม่ได้
- รูปแบบ: ถ้าเป็นสำเนา ให้ชัดเจน ถ้าเป็นต้นฉบับก็เก็บไว้ดีๆ
ชดเชยรายได้ AIA ใช้เอกสารอะไรบ้าง
กลางดึกแบบนี้... เรื่อง AIA นี่นะ
ถ้าจะเคลมค่าชดเชยรายได้เนี่ย... รวมถึง COVID-19 ด้วยนะ
ต้องใช้เอกสารประมาณนี้แหละ:
- แบบฟอร์มเรียกร้องสินไหมค่ารักษาพยาบาลกลุ่ม อันนี้สำคัญเลย
- ใบรับรองแพทย์ตัวจริง หมอต้องออกให้ชัดเจน
- ใบแจ้งรายการค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน อันนี้จะบอกว่าเราใช้สิทธิ์อะไรไปบ้างในการรักษา
- สำเนาบัตรประชาชน อันนี้ก็ทั่วๆ ไป
- สำเนา Bookbank เผื่อเขาจะโอนเงินมาให้
ถ้าเป็นกรณีโรคเรื้อรัง หรือว่ามีการผ่าตัด... เขาจะขอประวัติการรักษาด้วยนะ
ต้องแนบเอกสารเพิ่มเข้าไปอีก
...
ข้อมูลเพิ่มเติม:
- แบบฟอร์มเรียกร้องสินไหม: ปกติจะขอได้จากตัวแทน AIA หรือดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ของ AIA
- ใบรับรองแพทย์: ต้องระบุอาการป่วย ระยะเวลาที่ต้องพักรักษาตัว และสาเหตุของการรักษาที่ชัดเจน
- ใบแจ้งรายการค่ารักษาพยาบาล: ควรขอจากโรงพยาบาลให้ชัดเจนว่ารายการไหนเป็นค่าอะไรบ้าง
- ประวัติการรักษา: สำหรับโรคเรื้อรังหรือการผ่าตัด อาจต้องใช้เอกสารจากโรงพยาบาลที่เคยรักษา ย้อนหลังไปตามที่ AIA กำหนด
...
การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน จะช่วยให้การเคลมเป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้นนะ
เคลมชดเชยรายได้ AIA ใช้เอกสารอะไรบ้าง
ปีที่แล้ว ตอนที่ฉันป่วยหนักจนต้องนอนโรงพยาบาลเอกชนแถวบ้านไปห้าวันเต็มๆ โห มันเครียดจริงนะ ค่ารักษาพยาบาลก็ว่าหนักแล้ว รายได้ที่หายไปนี่สิ ทำเอาใจเสียเลย คิดว่าทำไงดี เงินเก็บก็น้อย
พอออกจากโรงพยาบาลปุ๊บ ฉันก็รีบโทรหาตัวแทน AIA เลยนะ อยากเคลมค่าชดเชยรายได้ที่ไม่ได้ไปทำงาน ตอนแรกก็งงๆ ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง ไม่เคยทำเรื่องแบบนี้มาก่อนเลย
ตัวแทนเขาก็อธิบายให้ฟังนะ ฉันก็จดใส่กระดาษเลย อันแรกเลยคือ แบบฟอร์มเรียกร้องสินไหม อันนี้เขาบอกว่าขอได้จากตัวแทน หรือดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ AIA ก็ได้นะ เขาช่วยฉันกรอกข้อมูลพื้นฐานให้เยอะเลย
จากนั้นก็ต้องเป็น ใบรับรองแพทย์ตัวจริง อันนี้สำคัญมากเลย หมอที่โรงพยาบาลออกให้ตั้งแต่วันที่เราออกจากโรงพยาบาลเลย จำได้ว่าหมอบอกให้เก็บดีๆ ห้ามหายเด็ดขาดเลยนะ
แล้วก็มี ใบแสดงรายการค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน อันนี้เอาไว้ดูว่าเราใช้สิทธิ์อะไรไปบ้างตอนอยู่โรงพยาบาลนะ เหมือนเป็นการยืนยันว่าเราป่วยจริง ต้องนอนโรงพยาบาลจริงๆ เพื่อรับการรักษา
ต่อมาก็ง่ายหน่อย สำเนาบัตรประชาชน นี่แหละ เอกสารพื้นฐานสุดๆ ที่ทุกคนต้องมี ตัวแทนบอกว่าต้องแนบไปด้วยแน่นอนอยู่แล้ว
สุดท้ายที่ตัวแทน AIA บอกคือ สำเนาบัญชีธนาคาร เอาไว้รับเงินชดเชยที่เคลมได้ไง จำได้ว่าใช้บัญชีธนาคารกรุงเทพของตัวเองเลยนะ ชื่อฉันเองตรงกับในกรมธรรม์เป๊ะเลย ไม่ต้องยุ่งยาก
แต่ถ้าใครเป็นแบบโรคเรื้อรังหรือต้องผ่าตัดใหญ่ๆ แบบเพื่อนที่ทำงานเนี่ย เขาต้องขอ ประวัติการรักษา เพิ่มเติมด้วยนะ ตัวแทน AIA บอกว่านี่สำคัญมากเลยแหละ เพื่อให้บริษัทพิจารณาได้ครบถ้วน
ตอนนั้นพอฉันส่งเอกสารครบ ก็รอไม่กี่วันเองนะ เงินชดเชยก็เข้าบัญชีธนาคารเลย โล่งใจไปเยอะมากเลยจริงๆ ช่วยประคองช่วงนั้นได้เยอะเลย
สำหรับการเคลมค่าชดเชยรายได้จาก AIA รวมถึงกรณี COVID-19 ในปีนี้:
- แบบฟอร์มเรียกร้องสินไหมค่ารักษาพยาบาล
- ใบรับรองแพทย์ตัวจริง
- ใบแสดงรายการค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน (เพื่อแสดงสิทธิ์การรักษาที่ใช้ไป)
- สำเนาบัตรประชาชน
- สำเนาบัญชีธนาคาร (สำหรับรับเงินชดเชย)
สำหรับกรณีโรคเรื้อรัง หรือการผ่าตัด จะมีเอกสารเพิ่มเติมดังนี้:
- ประวัติการรักษา
โดนรถชนเรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง
โดนรถชน เรียกค่าเสียหายได้อะไรบ้าง?
- ค่ารักษาพยาบาล: หมอ ยา โรงพยาบาล แผลเป็นที่มองเห็นทุกวัน ค่าทุกอย่างที่กายรับความเจ็บปวด
- ค่าชดเชยการสูญเสีย: แขนที่เคยโบกมือ ขาที่เคยวิ่งเล่น ชีวิตที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
- ค่าปลงศพ: ลาก่อน คนที่รัก น้ำตาที่ไหลริน
- ค่าขาดประโยชน์: รถที่จอดนิ่ง จิตใจที่รอคอย ทุกวันที่รถซ่อมคือวันเวลาที่หายไป
เมื่อคุณเป็นฝ่ายถูก
- ค่าหมอ ค่ายา: ทุกใบเสร็จทุกเม็ดเงินที่จ่ายไปเพื่อร่างกายที่บอบช้ำ
- เงินชดเชย: สำหรับอวัยวะที่หายไป หรือชีวิตที่ไม่เหมือนเก่า ต้องมีอะไรมาทดแทน
- ค่าจัดงานศพ: การอำลาครั้งสุดท้ายที่ต้องจ่าย
- ค่าเสียโอกาส: วันที่รถไม่อยู่ คือวันที่เราต้องจ่าย
เพิ่มเติม
- ค่าซ่อมรถ: รอยแผลบนตัวถัง คือความเจ็บปวดที่ต้องซ่อมให้คืนดี
- ค่าเสื่อมสภาพ: รถที่ชน ย่อมมีค่าลดลง
- ค่ารถทดแทน: ระหว่างรอซ่อม ก็ต้องมีรถใช้
- ค่าเสียเวลา: ทุกนาทีที่เสียไปกับการจัดการเรื่องนี้
- ค่าทำขวัญ: จิตใจที่บอบช้ำ ต้องการการเยียวยา
- ดอกเบี้ย: หากต้องกู้เงินมาจ่ายค่าเสียหาย
- ค่าทนาย: หากต้องต่อสู้เพื่อสิทธิ์ของเรา
เรียกร้องอะไรจากคู่กรณีได้บ้าง
อ้าว! งานเข้าแล้วไง! ถ้าอุบัติเหตุเกิดจากคู่กรณีผิดเต็มประตูแบบไม่ต้องลุ้นหวยนะ เราก็ต้องเรียกสิทธิ์คืนมาแบบไม่ต้องเกรงใจสิ! จะมัวมาใจดีอยู่ทำไมล่ะ?
สิ่งที่ควรเรียกร้อง แบบที่คนฉลาดเขาทำกันนะ มีดังนี้:
- ค่าเสียหายต่อทรัพย์สิน: เหมือนโดนปล้นกลางแดดนั่นแหละ แต่คนปล้นดันเป็นรถคู่กรณี! ไม่ว่าจะเป็น ค่าซ่อมรถ สุดรักสุดหวงที่เพิ่งผ่อนหมด หรือ ค่าซ่อมบ้าน กำแพงที่โดนสอยไปครึ่งซีก ก็ต้องซ่อมให้กลับมาเป๊ะเหมือนเดิมนั่นแหละ เป๊ะกว่าเดิมก็ดีนะ ฉันว่า!
- ค่ารักษาพยาบาล: อันนี้ก็เหมือนได้บัตร VIP เข้าโรงพยาบาลฟรี แต่ไม่ได้อยากได้เลยเนอะ ทั้ง ค่ายา ค่าหมอ ค่ากายภาพบำบัด หรือแม้แต่ค่าเสียเวลาไปนั่งรอคิวฉีดบาดทะยัก คือทุกบาททุกสตางค์ที่เสียไปเพราะเรื่องนี้ต้องได้คืน จำไว้เลยนะ
- ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์สิน: อันนี้เจ็บสุด! รถโดนชนไปซ่อม ก็เหมือนอยู่ดีๆ โดนตัดขาไปข้างนึง จะไปทำมาหากินก็ลำบาก จะไปเที่ยวก็หมดอารมณ์ ค่าขาดรายได้จากการใช้รถยนต์ ที่ต้องส่งซ่อม หรือค่าเดินทางที่ต้องจ่ายเพิ่ม คู่กรณีต้องจ่ายให้เราหายคิดถึงรถน่ะสิ!
ทีนี้มาถึงของแถม ที่ไม่ได้อยากได้แต่ก็ต้องเรียกไว้หน่อย เผื่อใช้ประโยชน์ได้บ้าง:
- ค่าเสียหายต่อสภาพร่างกายและจิตใจ: ความเจ็บปวด ความตกใจ ความหวาดระแวง กลัวการขับรถไปอีกนาน พวกนี้มันประเมินค่าเป็นตัวเลขยากนะ แต่ถ้ามีใบรับรองแพทย์มายืนยันว่าขวัญเสีย หรือนอนไม่หลับนะ โอกาสได้เพิ่มมีสูง
- ค่าขาดรายได้ในอนาคต: ถ้าบาดเจ็บหนักจนทำงานเหมือนเดิมไม่ได้ หรือความสามารถในการหาเงินลดลง อันนี้แหละต้องคำนวณดีๆ เลยนะ อันนี้เรื่องใหญ่ อย่ามองข้ามเด็ดขาด
- ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี: ถ้าเรื่องมันยุ่งยากซับซ้อนจนต้องพึ่งทนาย ก็ต้องเรียกร้องค่าทนายจากคู่กรณีด้วยสิ ไม่ใช่เราต้องควักเองทั้งหมด
- ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง: เช่น ค่าเดินทางไปโรงพัก ค่าโทรศัพท์ติดต่อประสานงาน ค่าเสียเวลาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการจัดการเรื่องอุบัติเหตุ พวกนี้มันจุกจิก แต่ก็คือเงินของเรานะ
จำไว้นะ! เก็บหลักฐานทุกอย่างให้ดีเหมือนเก็บสมบัติ ไม่ว่าจะเป็นรูปถ่าย บิล ใบเสร็จ ใบรับรองแพทย์ รายงานจากตำรวจ ยิ่งมีเยอะ ยิ่งดี ยิ่งได้เปรียบ! อย่าลืมปรึกษาประกันเราด้วย เขามีหน้าที่ช่วยเรา แต่เราก็ต้องรู้สิทธิ์ตัวเองด้วยนะ จะได้ไม่โดนใครเอาเปรียบ!
ฉันจะเรียกค่าสินไหมทดแทนจากคู่กรณีได้อย่างไร
คุณสามารถยื่นเรื่องเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ 2 ช่องทางหลัก คือผ่านบริษัทประกันภัยหรือเจรจากับคู่กรณีโดยตรง
การดำเนินการผ่านบริษัทประกันภัยเป็นวิธีที่เป็นระบบที่สุด คุณสามารถ แจ้งบริษัทประกันของคู่กรณีโดยตรง หรือให้บริษัทประกันของคุณเป็นผู้ประสานงานให้ก็ได้ ซึ่งวิธีหลังมักจะสะดวกกว่าสำหรับเรา
ส่วนการเจรจากับคู่กรณีโดยตรง เหมาะสำหรับความเสียหายเล็กน้อยที่ประเมินมูลค่าได้ชัดเจน อุบัติเหตุคือจุดตัดของความประมาทและโชคชะตา แต่การรับผิดชอบคือสิ่งที่แสดงถึงความเป็นมนุษย์ เมื่อตกลงกันได้แล้ว การไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ที่สถานีตำรวจคือสิ่งจำเป็นที่ไม่ควรละเลยเด็ดขาด เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจตามมาในอนาคต
เรื่องนี้ เรื่องนี้มันมีรายละเอียดที่คนส่วนใหญ่มักไม่รู้ซึ้ง ซึ่งการทำความเข้าใจจะช่วยรักษาผลประโยชน์ของคุณได้
- ประเภทของค่าเสียหายที่เรียกได้ ไม่ได้มีแค่ค่าซ่อมรถ แต่ยังรวมถึงค่ารักษาพยาบาล (ทั้งร่างกายและจิตใจ), ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถระหว่างซ่อม, และในกรณีร้ายแรงคือค่าปลงศพ
- เอกสารที่ต้องเตรียม โดยพื้นฐานคือสำเนาใบขับขี่, สำเนาทะเบียนรถ, สำเนากรมธรรม์ประกันภัย, ใบเคลม (ถ้ามี), และที่สำคัญคือบันทึกประจำวันจากตำรวจ
- ความแตกต่างระหว่าง พ.ร.บ. และประกันภาคสมัครใจ ต้องเข้าใจว่า พ.ร.บ. หรือประกันภาคบังคับจะคุ้มครองเฉพาะความเสียหายต่อบุคคล (ค่ารักษาพยาบาล) เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับค่าซ่อมรถ ส่วนความเสียหายต่อทรัพย์สิน (รถยนต์) จะต้องใช้ประกันภาคสมัครใจ (ชั้น 1, 2+, 3+) ของคู่กรณี
- อายุความในการเรียกร้องค่าเสียหาย คือ 1 ปี นับตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ หรือวันที่ผู้เสียหายรู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ที่ต้องรับผิดชอบ หากเกินกว่านี้จะถือว่าหมดสิทธิ์ในการเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่ง
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต