Adj วางไว้ตรงไหน
ตำแหน่ง Adjective: หน้า Noun หรือ หลัง be
ตำแหน่ง Adjective เป็นพื้นฐานสำคัญของไวยากรณ์ภาษาอังกฤษที่ผู้เริ่มต้นต้องเข้าใจ เพราะตำแหน่งคำคุณศัพท์มีผลต่อความหมายของประโยคและความชัดเจนในการสื่อสาร การรู้ตำแหน่งที่ถูกต้องช่วยให้เขียนประโยคได้เป็นธรรมชาติและลดความสับสนระหว่างคำขยายกับคำหลักในประโยค
Adj วางไว้ตรงไหน? สรุปตำแหน่งการวาง Adjective ให้ถูกหลักภาษาอังกฤษ
ตำแหน่ง Adjective หรือคำคุณศัพท์ในภาษาอังกฤษมักจะสร้างความสับสนให้กับคนไทยเสมอ เพราะในภาษาไทยเรามักจะวางคำขยายไว้ข้างหลังคำนาม แต่ในภาษาอังกฤษมีกฎที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยหลักๆ แล้ว Adjective จะวางไว้ได้ 2 ตำแหน่งสำคัญคือ วางหน้าคำนามเพื่อบอกลักษณะโดยตรง หรือวางหลังกริยาบางประเภทเพื่อขยายประธาน
การเข้าใจตำแหน่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของไวยากรณ์ แต่มันคือการเปลี่ยนวิธีคิดจากไทยเป็นอังกฤษ งานวิจัยพบว่าผู้เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองจำนวนมาก มักสับสนเมื่อต้องเรียงคุณศัพท์มากกว่า 3 คำในประโยคเดียวกัน เนื่องจากการเรียงลำดับในหัวยังอิงกับโครงสร้างภาษาแม่เป็นหลัก การฝึกฝนโดยใช้เทคนิคการจำแบบกลุ่มคำช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวางตำแหน่งได้อย่างมาก เมื่อเทียบกับการจำกฎแบบท่องจำทั่วไป[2] ผมเองก็เคยมีปัญหาเรื่องนี้มาก่อน - จำได้ว่าเคยพูดว่า car red แทนที่จะเป็น red car จนโดนเพื่อนทัก - ซึ่งพอเราจับจุดได้ ทุกอย่างจะไหลลื่นขึ้นมาก
ตำแหน่งที่ 1: วางหน้าคำนาม (Attributive Adjectives)
นี่คือตำแหน่งที่พื้นฐานที่สุดของการใช้ Adjective เลยครับ เราเรียกว่าการใช้แบบ Attributive คือการเอาคำคุณศัพท์ไปวางไว้หน้าคำนามที่มันต้องการจะขยายโดยตรง เพื่อระบุลักษณะให้ชัดเจนขึ้นว่านามนั้นเป็นอย่างไร
ในภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ คำคุณศัพท์คิดเป็นสัดส่วนค่อนข้างสูง ของคำที่ใช้บรรยาย เพื่อสร้างภาพพจน์ที่ชัดเจน[3] โครงสร้างพื้นฐานคือ Determiner (a, an, the) + Adjective + Noun ตัวอย่างเช่น a cold day หรือ the black cat หากคุณลืมตำแหน่งนี้ ประโยคของคุณจะฟังดูไม่เป็นธรรมชาติทันที ลองนึกภาพเวลาเราพยายามอธิบายอะไรสักอย่างแล้ววางสลับที่กัน คนฟังอาจจะเข้าใจแต่เขาจะรู้ทันทีว่าเรายังติดโครงสร้างภาษาเดิมอยู่ ตรงนี้แหละที่ต้องระวัง.
ตำแหน่งที่ 2: วางหลัง Verb to be (Predicative Adjectives)
ตำแหน่งต่อมาคือการวางไว้หลัง Verb to be (is, am, are, was, were) ซึ่งเราเรียกว่า Predicative Adjective ทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็มของประธานเพื่อบอกสภาวะหรือลักษณะของประธานในขณะนั้น
ประโยคอย่าง She is beautiful หรือ The water was hot คือตัวอย่างที่ชัดเจน ตำแหน่งนี้สำคัญมากเพราะในภาษาไทยเรามักจะพูดว่า เธอสวย (Noun + Adj) โดยไม่ต้องมีคำกริยาเชื่อม แต่ในภาษาอังกฤษคุณทิ้ง Verb to be ไม่ได้เด็ดขาด ผมเคยสอนน้องคนหนึ่งที่ชอบพูดว่า She happy โดยตัด is ออกไป ซึ่งในภาษาอังกฤษนั่นถือว่าผิดโครงสร้างอย่างรุนแรง การมี Verb to be ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างประธานและคุณศัพท์คือหัวใจสำคัญของประโยคบอกเล่าสถานะ
ตำแหน่งที่ 3: วางหลัง Linking Verb (กริยาเชื่อม)
Linking Verb คือกริยาที่ไม่ได้แสดงการกระทำ แต่แสดงสภาพความรู้สึกหรือการรับรู้ เช่น look (ดูเหมือน), feel (รู้สึก), smell (ได้กลิ่น), taste (รสชาติ), sound (ฟังดู) คำเหล่านี้ต้องตามด้วย Adjective เสมอ ไม่ใช่ Adverb
จุดนี้เป็นจุดที่คนพลาดบ่อยที่สุดจุดหนึ่งเลยครับ เช่น เราต้องพูดว่า That flower smells sweet ไม่ใช่ smells sweetly แม้ว่าคำว่า sweet จะทำหน้าที่ขยายประธานผ่านกริยาก็ตาม กริยาเชื่อมกลุ่มนี้ครองสัดส่วนการใช้งานไม่มากนัก ของกริยาทั้งหมดที่ใช้ในบทสนทนาประจำวัน[4] การใช้ Adjective หลังกริยาเหล่านี้ช่วยให้เราสื่อสารความรู้สึกและประสาทสัมผัสได้อย่างแม่นยำ เหมือนตอนที่ผมไปกินอาหารต่างแดนครั้งแรกแล้วเผลอใช้ Adverb บรรยายรสชาติอาหารจนเชฟทำหน้าสงสัย การใช้ หลักการใช้ Adjective ที่ถูกต้องจะช่วยลดช่องว่างในการสื่อสารได้มหาศาล
เจาะลึก: เมื่อมี Adj หลายตัว ต้องเรียงลำดับอย่างไร? (OSASCOM)
เมื่อเราต้องใช้ Adjective มากกว่าหนึ่งตัวขยายคำนามตัวเดียว เราไม่สามารถวางสลับกันตามใจชอบได้ แต่ต้องเรียงตามลำดับความสำคัญซึ่งมีสูตรที่เรียกกันว่า OSASCOM ดังนี้: 1. Opinion (ความเห็น): เช่น beautiful, ugly, smart 2. Size (ขนาด): เช่น big, small, tall 3. Age (อายุ): เช่น old, new, young 4. Shape (รูปร่าง): เช่น round, square, flat 5. Color (สี): เช่น red, blue, green 6. Origin (ที่มา): เช่น Thai, Japanese, American 7. Material (วัสดุ): เช่น silk, wooden, plastic 8. Purpose (วัตถุประสงค์): เช่น sleeping (bag), walking (stick)
แต่เดี๋ยวก่อน - มีความลับหนึ่งที่หลายคนมองข้าม ผมจะมาเฉลยในส่วนของ ตัวอย่างประโยค Adjective จริงด้านล่างนะครับว่าทำไมบางคนเรียงถูกกฎแต่ประโยคยังฟังดูแปลกๆ ความจริงก็คือเราไม่ค่อยใช้ Adjective เกิน 3 ตัวพร้อมกันหรอกครับ เพราะมันจะทำให้ประโยคดูหนักเกินไปและอ่านยาก การเลือกใช้แค่ 2 ตัวที่เด่นที่สุดคือเทคนิคที่นักเขียนมืออาชีพเลือกใช้เพื่อให้เนื้อหากระชับและทรงพลัง
ข้อยกเว้นและคำเตือนที่ต้องจำ
ยังมี Adjective บางคำที่ดื้อรั้น ไม่ยอมทำตามกฎทั่วไป เช่น คำว่า afraid, asleep, alone, alive คำกลุ่มนี้มักจะไม่วางหน้าคำนามเด็ดขาด เราจะไม่พูดว่า an afraid boy แต่จะพูดว่า The boy is afraid เท่านั้น
การจดจำคำยกเว้นเหล่านี้เป็นเรื่องที่น่าปวดหัวในช่วงแรก ผมแนะนำให้จำผ่านบริบทหรือประโยคที่ใช้บ่อยๆ แทนการท่องตาราง เพราะสมองเราจะบันทึกเป็นภาพจำได้ดีกว่า อีกกรณีคือเมื่อ Adjective ขยายสรรพนามไม่ชี้เฉพาะ เช่น something, someone, anything ตำแหน่งจะสลับมาอยู่ข้างหลังทันที เช่น something new หรือ someone special จุดเล็กๆ เหล่านี้คือสิ่งที่แยกแยะระหว่างผู้เริ่มต้นกับผู้ที่เชี่ยวชาญภาษาอย่างแท้จริง
เปรียบเทียบตำแหน่ง Adjective ในแต่ละรูปแบบ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เราลองมาดูการเปรียบเทียบระหว่างตำแหน่งต่างๆ ของ Adjective ที่เราพบบ่อยในการสื่อสารAttributive (วางหน้าคำนาม)
• เน้นตัววัตถุหรือคนเป็นหลัก (เช่น กระเป๋าสีแดง)
• ปานกลาง เนื่องจากต้องสลับตำแหน่งจากภาษาแม่
• บรรยายลักษณะเจาะจงของนามนั้นๆ ทันที
Predicative (วางหลัง Verb to be)
• เน้นการอธิบายหรือให้ข้อมูลเพิ่มเติม (เช่น กระเป๋าใบนี้แดงนะ)
• สูง เนื่องจากมักจะเผลอตัด Verb to be ออก
• บอกสภาวะหรือสถานะของประธาน
Post-Modifier (วางหลังสรรพนาม)
• ใช้ในกรณีพิเศษเมื่อไม่ต้องการระบุตัวตนที่ชัดเจน
• ต่ำ เนื่องจากวางตำแหน่งเหมือนภาษาไทย
• ขยายสรรพนามไม่ชี้เฉพาะ (Indefinite Pronouns)
โดยส่วนใหญ่เราจะใช้แบบวางหน้าคำนามมากที่สุดสำหรับการบรรยายทั่วไป แต่หากต้องการเน้นย้ำถึงสถานะหรือความรู้สึก การวางหลัง Verb to be หรือ Linking Verb จะดูเป็นธรรมชาติกว่าในบทสนทนาเรื่องเล่าจากห้องสอบของ กานต์: เมื่อความมั่นใจหายไปเพราะการเรียงลำดับ
กานต์ นักศึกษาปี 2 จากเชียงใหม่ กำลังทำข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษที่ต้องบรรยายภาพวาด เขาพยายามจะเขียนว่า รูปปั้นไม้สีน้ำตาลขนาดใหญ่จากญี่ปุ่น แต่เขาเขียนสลับไปมาจนประโยคดูมั่วซั่วไปหมด
เขาพยายามลองเขียนหลายแบบ ทั้ง brown big wooden statue และ wooden big brown statue แต่พอยิ่งอ่านเขาก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ใช่ เขาเริ่มเครียดและเสียเวลาไปเกือบ 10 นาทีกับข้อเดียว
กานต์นึกถึงสูตร OSASCOM ที่เคยเรียนมา เขาหยุดเขียนแล้วไล่ลำดับใหม่: Size (big) มาก่อน Color (brown) และตามด้วย Material (wooden) เขาจึงเปลี่ยนเป็น a big brown wooden statue
ผลคือเขาทำข้อสอบทันเวลาและได้คะแนนเต็มในส่วนการบรรยาย กานต์ตระหนักว่าการรู้กฎการเรียงลำดับล่วงหน้าช่วยประหยัดเวลาและลดความสับสนในสถานการณ์ที่กดดันได้จริงๆ
การใช้ Linking Verb ในร้านอาหารของ นก
นกไปเที่ยวต่างประเทศและพยายามชมเชฟในร้านอาหารแห่งหนึ่ง เธอต้องการบอกว่า อาหารจานนี้กลิ่นหอมมาก แต่เธอไม่แน่ใจว่าจะใช้ Adjective หรือ Adverb ดีในตอนนั้น
เธอเกือบจะพูดว่า This dish smells strongly เพราะคิดว่าขยายกริยาต้องใช้ -ly แต่เธอก็สังเกตเห็นว่ามันฟังดูเหมือนเหม็นมากกว่าหอม เธอเลยหยุดคิดนิดนึง
เธอนึกได้ว่า smell คือ Linking Verb ที่ต้องตามด้วย Adjective เพื่อบอกลักษณะของประธาน (อาหาร) เธอจึงตัดสินใจพูดสั้นๆ แต่ชัดเจนว่า This dish smells good
เชฟยิ้มกว้างและเข้าใจสิ่งที่เธอต้องการสื่อสารทันที นกได้เรียนรู้ว่าตำแหน่งและความหมายของ Adjective หลังกริยาเชื่อมนั้นเปลี่ยนโทนการสนทนาได้ทั้งหมดภายในเสี้ยววินาที
คู่มือการปฏิบัติ
วางหน้าคำนามเป็นหลักเสมอจำไว้ว่า English is Opposite - ขยายอะไรไว้หน้าสิ่งนั้นเสมอสำหรับการบรรยายทั่วไป
อย่าลืม Verb to be เมื่อบอกสภาวะถ้าไม่มีการกระทำ ต้องมี is, am, are เสมอเพื่อเป็นที่อยู่ให้กับ Adjective
OSASCOM คือสูตรกันตายการเรียงลำดับเริ่มจาก ความเห็น - ขนาด - อายุ - รูปทรง - สี - ที่มา - วัสดุ - วัตถุประสงค์
Linking Verb ต้องการคำคุณศัพท์กริยาที่บอกความรู้สึกหรือประสาทสัมผัสไม่ชอบ Adverb แต่ชอบ Adjective มาต่อท้าย
ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ
ถ้าจะใช้ Adjective หลายคำในประโยคเดียวกัน ต้องใส่ Comma ไหม?
ปกติถ้าเป็น Adjective ประเภทเดียวกัน (เช่น สีเหมือนกัน) ต้องใส่ Comma คั่นครับ แต่ถ้าเป็น Adjective ต่างประเภทกันตามสูตร OSASCOM (เช่น ขนาดกับสี) ไม่ต้องใส่ Comma คั่น สามารถวางเรียงกันไปได้เลย
ทำไมบางครั้งเห็น Adjective วางหลังคำนามในบทกวีหรือนิยาย?
นั่นเป็นรูปแบบทางวรรณกรรมเพื่อเน้นย้ำความรู้สึกหรือสร้างความสละสลวยครับ แต่ในการสื่อสารทั่วไปหรือการสอบ เราไม่ควรทำตามเพราะจะถูกมองว่าผิดหลักไวยากรณ์มาตรฐาน
จำ Linking Verb ไม่ได้ทั้งหมด มีเทคนิคแนะนำไหม?
ลองใช้เทคนิคประสาทสัมผัสทั้ง 5 ครับ คือ ตาดู (look, seem, appear), หูฟัง (sound), จมูกดม (smell), ลิ้นชิม (taste) และกายสัมผัส (feel, touch) กริยาเหล่านี้มักจะเป็น Linking Verb ที่ต้องตามด้วย Adjective เสมอ
การอ้างอิงไขว้
- [2] Gianfrancoconti - การฝึกฝนโดยใช้เทคนิคการจำแบบกลุ่มคำช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวางตำแหน่งได้อย่างมาก เมื่อเทียบกับการจำกฎแบบท่องจำทั่วไป
- [3] Languagelog - ในภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ คำคุณศัพท์คิดเป็นสัดส่วนค่อนข้างสูง ของคำที่ใช้บรรยาย เพื่อสร้างภาพพจน์ที่ชัดเจน
- [4] Engduothailand - กริยาเชื่อมกลุ่มนี้ครองสัดส่วนการใช้งานไม่มากนัก ของกริยาทั้งหมดที่ใช้ในบทสนทนาประจำวัน
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต