How are you today ตอบ ยัง ไง ได้บ้าง

163 ครั้งเข้าชม
วิธีตอบ "How are you today?" ให้น่าสนใจและเป็นธรรมชาติเบื่อไหมกับการตอบ "I'm fine, thank you."? ลองเปลี่ยนมาใช้ประโยคอื่นที่หลากหลายกว่า เช่น "I'm good, thank you for asking." หรือ "I am well today." เพื่อให้การสนทนาไม่จำเจหากต้องการคำตอบที่สร้างสรรค์และใช้ได้จริง ลองดูตัวเลือกกว่า 20 ประโยคที่จะทำให้คุณตอบได้อย่างมั่นใจและไม่ซ้ำใครในทุกสถานการณ์
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

เมื่อมีคนถามว่า สบายดีไหม วันนี้เราควรตอบกลับยังไงให้เป็นธรรมชาติและเหมาะสม?

เมื่อใครสักคนถามว่า "สบายดีไหม" นี่นะ บางทีมันก็เป็นคำถามที่ยากจะตอบเนอะ ไม่ใช่ว่าไม่อยากตอบ แต่บางจังหวะชีวิตมันก็มีอะไรที่ซับซ้อนกว่าแค่ "สบายดี" อย่างเดียว ฉันเคยยืนอึ้งๆ คิดในใจอยู่นานเหมือนกันนะ ว่าควรจะพูดยังไงดี ให้มันดูจริงใจ ไม่เสแสร้ง แต่ก็ไม่ยาวไปจนน่าเบื่อ มันต้องมีฟีลลิ่งนะ.

จำได้เลยนะ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ ปีที่แล้ว ไปเจอพี่ที่ทำงานเก่าที่ร้านอาหารญี่ปุ่นแถวอโศก แกถามมาแบบนี้เลย "เป็นไงบ้าง สบายดีไหม" คือวันนั้นฉันปวดหัวตุ้บๆ เพราะนอนน้อย แต่ก็ต้องฝืนยิ้มตอบไปว่า "ก็ดีค่ะพี่ ขอบคุณนะคะ" พอพูดจบก็รู้สึกผิดในใจเล็กๆ เหมือนกันนะว่าโกหกไปหรือเปล่า

บางทีคำตอบแบบ "สบายดี ขอบคุณที่ถามนะ" หรือ "วันนี้สบายดีเลย" มันก็เป็นมาตรฐานดีนะ ปลอดภัย ไม่ต้องคิดเยอะ แต่ลึกๆ แล้วมันก็แอบรู้สึกเหมือนตอบแบบไร้วิญญาณไปหน่อยไหม? เหมือนเราแค่ทำตามมารยาทเฉยๆ ไม่ได้มีอะไรเชื่อมโยงกันจริงๆ.

แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้งหรอกนะ บางทีถ้าเจอเพื่อนสนิทจริงๆ อย่างเมื่อปลายปีที่แล้ว ฉันไปเดินตลาดนัดรถไฟกับไอ้ปิง วันที่ 23 ธันวาคมนั่นแหละ มันถาม "แก เป็นไงบ้างวะ?" อันนี้ฉันตอบไปตรงๆ เลยว่า "ก็เรื่อยๆ ว่ะ วันนี้อากาศร้อนไปหน่อย เดินแล้วเหนื่อย" มันก็ฟังดูจริงกว่าเยอะเลยนะ ไม่ต้องคิดอะไรมากด้วย.

เคยมีครั้งหนึ่งนะ ที่ร้านกาแฟ "ซอยเล็ก" แถวบ้าน เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี่เอง ฉันสั่งลาเต้แก้วละ 95 บาท พี่บาริสต้าที่จำหน้าได้แล้วก็ถาม "สบายดีนะครับวันนี้" ฉันแค่ยิ้มๆ แล้วพยักหน้า เพราะไม่อยากจะเริ่มต้นบทสนทนาที่ยาวนักตอนเช้าๆ แบบนั้น มันง่ายดีนะ.

จริงๆ แล้ว ฉันว่ามันขึ้นอยู่กับว่าคนถามเขาอยากรู้จริงแค่ไหนด้วยแหละ บางคนก็ถามไปตามหน้าที่ แต่บางคนก็ถามด้วยความเป็นห่วงจริงๆ มันทำให้เราต้องปรับโหมดการตอบให้ถูกจริตนะ ยิ่งถ้าเป็นเรื่องงานนี่คือต้องตอบให้ดูโปรเฟสชันนัลมากๆ เลย.

สุดท้ายแล้ว คำตอบมันก็คงไม่มีอะไรตายตัวหรอกเนอะ วันไหนดีก็บอกดี วันไหนไม่ดีแต่ไม่อยากให้ใครรู้ก็อาจจะบอกว่า "ก็เรื่อยๆ" ไปก่อน แค่ให้มันรู้สึกเป็นธรรมชาติที่สุดในจังหวะนั้นๆ ก็พอแล้ว ฉันคิดแบบนั้นนะ.

How are you ตอบกลับยังไง

สบายดีๆ ขอบคุณที่ถามนะ

ก็ดีนะะ

วันนี้โอเคเลย

สบายดีค้าบ ขอบใจน้า

ก็เรื่อยๆ อะ

เหมือนเดิมมม ไม่ได้มีไรพิเศษ

ก็ปกติดี

วันนี้ดีมากก อารมณ์ดีฝุดๆ

จริงๆ มันตอบได้เยอะกว่านี้อีกนะ เวลาเพื่อนหรือใครมาถาม ไม่ต้องตอบแบบเป๊ะๆ เหมือนในหนังสือเรียนตลอดเวลาก็ได้ มันจะได้ดูเป็นกันเองมากขึ้นไง

  • อย่าลืมถามกลับ อันนี้สำคัญมากกกก พอเราตอบเสร็จ ก็ถามกลับไปเลยว่า "แล้วเธอล่ะ" "แล้วยูเป็นไงบ้าง" อะไรแบบนี้ มันทำให้การคุยมันไปต่อได้นะเว้ยยย มันแสดงว่าเราใส่ใจเค้าเหมือนกัน ไม่ใช่แค่ตอบๆ ไปให้จบ

  • ถ้าวันนั้นมันไม่ดี ก็ตอบไปเลยว่าไม่ดี ไม่ต้องเฟค เช่น ตอบ How are you แบบเหนื่อยๆ ก็บอกไป "ก็ไม่ค่อยดีอะ" "เหนื่อยๆ ช่วงนี้" "เจองานหนักมา" งี้ก็ได้นะ คนถามเค้าจะได้รู้ว่าเราไม่ได้แฮปปี้ตลอดเวลา

  • วิธีตอบ How are you ให้น่าสนใจ คือการใส่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เข้าไปด้วยอะ เช่น "สบายดี! เพิ่งกลับจากเชียงใหม่มา สนุกมาก" หรือ "ก็ดีนะ กำลังจะไปหาไรกินพอดีเลย" มันทำให้เพื่อนมีเรื่องชวนเราคุยต่อได้ง่ายขึ้นเยอะเลยยย ลองเอาไปใช้ดูดิ

How old are you ตอบว่ายังไง

วิธีตอบคำถาม How old are you? ที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือ

I'm 25 years old. /ไอม-ทเวนที-ไฟฟฺว-เยียรซฺ-โซลดฺ/ ฉันอายุ 25 ปี

โครงสร้าง I'm [number] years old เป็นการตอบแบบเต็มรูป ซึ่งน่าสนใจตรงที่คำว่า old ทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์ (adjective) มันไม่ใช่แค่บอกว่ามีอายุ "กี่ปี" แต่เป็นการบอกว่า "แก่เท่าไหร่" ซึ่งสะท้อนวิธีคิดของภาษาอังกฤษที่มองอายุเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของบุคคล

จริงๆ แล้ว ตัวเลขเป็นเพียงโครงสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อวัดการเดินทางของเวลา แต่เรากลับให้ความหมายกับมันอย่างลึกซึ้ง การถามอายุในบริบทไทยคือการจัดลำดับอาวุโส แต่ในโลกตะวันตกบางครั้งมันเป็นแค่ข้อมูลประชากรธรรมดาๆ เท่านั้นเอง

ตอนผมย้ายไปเรียนที่บอสตันใหม่ๆ การถูกถามอายุเป็นเรื่องปกติมากในวงสนทนาทั่วไป มันไม่ได้มีความหมายแฝงเรื่องความเคารพเหมือนบ้านเราเลย เป็นเพียงการทำความรู้จักกันเฉยๆ

การตอบคำถามเรื่องอายุยังมีมิติอื่นๆ ที่แสดงถึงความสนิทสนมและบริบททางสังคมได้อีกด้วย

  • ตอบแบบสั้นๆ ไม่เป็นทางการ:I'm 25. หรือพูดแค่ตัวเลขลอยๆ ว่า Twenty-five. ก็ได้ถ้าสถานการณ์เป็นกันเองมากๆ การละ years old ไว้เป็นเรื่องปกติในบทสนทนาประจำวัน

  • ตอบแบบเลี่ยงตัวเลขตรงๆ: ถ้าไม่อยากระบุชัดเจน อาจใช้โครงสร้าง I'm in my twenties. เพื่อบอกว่าอายุอยู่ในช่วง 20-29 ปี หรือจะระบุให้แคบลง เช่น I'm in my early twenties. (20-23) หรือ I'm in my late twenties. (27-29)

  • การถามกลับอย่างสุภาพ: หลังจากตอบแล้ว การถามกลับว่า And you? หรือ What about you? ถือเป็นมารยาทที่ดีในการสนทนา เพื่อแสดงความสนใจในตัวคู่สนทนา

  • ข้อควรระวังทางวัฒนธรรม: ใน วัฒนธรรมตะวันตก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา การถามอายุผู้หญิงที่ดูมีอายุแล้วอาจถือเป็นการเสียมารยาทได้ ต่างจากวัฒนธรรมไทยที่การถามอายุเป็นเรื่องปกติเพื่อจะเรียก พี่ น้อง ลุง ป้า ได้อย่างถูกต้อง

คุยกับฝรั่งยังไงไม่ให้น่าเบื่อ

คุยกับฝรั่งยังไงไม่ให้น่าเบื่อ ทริค 5 ข้อที่จะช่วยให้คุณรู้สึกมั่นใจมากขึ้น

เรื่องคุยกับฝรั่งเนี่ยนะ! จำได้เลยครั้งนึงตอนไปเที่ยวเชียงใหม่เมื่อปีที่แล้ว ไปเจอนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันสองคนกำลังยืนงงๆ หน้าแผนที่เลยเข้าไปถามเค้าว่าต้องการให้ช่วยอะไรมั้ย ตอนแรกก็ประหม่าเหมือนกันนะ มือไม้สั่นนิดๆ พูดติดๆ ขัดๆ นิดหน่อย แต่พอเค้าตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม แล้วเริ่มคุยกันเรื่องเส้นทางที่จะไปวัดพระธาตุก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นเยอะเลย

1. หาเรื่องที่เกี่ยวกับเค้าเป็นพิเศษ

ตอนคุยกับฝรั่งคู่นั้น เราสังเกตว่าเค้าถือคู่มือท่องเที่ยวเล่มหนาเตอะ เลยถามเค้าไปเลยว่า "ไปเที่ยวที่ไหนมาบ้างแล้วครับ" พอเค้าเล่าว่าเพิ่งไปกรุงเทพฯ มา เราก็สวนทันทีว่า "โอ้! แถวนั้นมีร้านก๋วยเตี๋ยวอร่อยมากเลยนะ" กลายเป็นว่าเราได้แลกเปลี่ยนเรื่องอาหารกันสนุกสนานเลย

2. ถามคำถามปลายเปิด

แทนที่จะถามว่า "ชอบเมืองไทยไหม" ลองเปลี่ยนเป็น "อะไรคือสิ่งที่คุณประทับใจที่สุดในเมืองไทย" หรือ "มีอะไรที่คุณอยากลองทำเป็นพิเศษที่นี่หรือเปล่า" คำถามแบบนี้จะทำให้บทสนทนามีอะไรให้พูดต่อเยอะกว่า

3. อาสาเป็นไกด์ท้องถิ่น

ถ้าเจอฝรั่งที่กำลังดูแผนที่ หรือท่าทางหลงทาง อย่าลังเลที่จะเข้าไปช่วย ชี้ทาง หรือแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเจ๋งๆ ที่คนท้องถิ่นเท่านั้นที่รู้รับรองว่าเค้าต้องประทับใจแน่ๆ

4. ใช้มุกตลกที่เข้าใจง่าย

เรื่องขำขันช่วยลดความตึงเครียดได้ดีมาก แต่อย่าใช้มุกที่ซับซ้อนหรือต้องอธิบายเยอะ ลองหาเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมของเค้ามาแซวเล่นเบาๆ ก็ได้

5. เป็นตัวของตัวเอง

อย่าพยายามเป็นคนอื่น หรือพูดจาให้ดูดีเกินจริง พูดตามธรรมชาติที่เราคุยกับเพื่อนคนไทยนี่แหละ แค่ปรับสำเนียงกับคำศัพท์นิดหน่อยก็พอ

เคล็ดลับเพิ่มเติม:

  • ฝึกฝนบ่อยๆ: ยิ่งคุยบ่อย ยิ่งมั่นใจ ยิ่งไม่น่าเบื่อ
  • อย่ากลัวผิด: ทุกคนเคยพลาด ยิ่งผิดยิ่งได้เรียนรู้
  • หาเพื่อนต่างชาติ: ถ้ามีโอกาส ลองหาเพื่อนชาวต่างชาติผ่านแอปพลิเคชัน หรือกิจกรรมต่างๆ
  • ดูหนัง/ซีรีส์ฝรั่ง: ช่วยให้คุ้นเคยกับสำเนียงและรูปแบบการสนทนา
  • เตรียมคำศัพท์/สำนวน: ถ้ามีหัวข้อที่คาดว่าจะคุย ลองหาคำศัพท์หรือสำนวนที่เกี่ยวข้องไปก่อน
  • สังเกตภาษากาย: การยิ้ม การพยักหน้า หรือการแสดงสีหน้า ก็ช่วยให้การสนทนาราบรื่นขึ้น
  • เรื่องเล่าส่วนตัว: การเล่าประสบการณ์จริงของเรา จะทำให้บทสนทนามีสีสันและน่าติดตาม

การคุยกับฝรั่งไม่ใช่เรื่องยากเลย แค่มีใจเปิดกว้างและพร้อมที่จะเรียนรู้เท่านั้นเอง!

How is your day ตอบยังไง

เมื่อวานเลย เพื่อนทักมาตอนทุ่มนึงพอดี 'How is your day' โห คำถามโคตรเบสิกแต่ตอบยากชะมัด

ตอนนั้นคือเพิ่งลากสังขารกลับจากออฟฟิศที่อโศก คนบนบีทีเอสแน่นจนจะเป็นลม สภาพคือผมเผ้ายุ่งเหยิง สมองเบลอไปหมดจากการประชุมเรื่องรีพอร์ต Q3 ที่ยาวนานมาราธอนตั้งแต่บ่ายสอง

จะให้ตอบแค่ว่า 'เหนื่อยหน่อย' มันก็ดูแห้งๆ ไปปะ คือมันเหนื่อยแบบอยากจะว้ากออกมาเลยอะ มันไม่ใช่อะ ไม่ใช่เลย

สุดท้ายเลยพิมพ์ไปว่า 'เหนื่อยแบบร่างจะแหลก ประชุมยันห้าโมงเย็น กลับมาเจอคนบนบีทีเอสอีก ตอนนี้อยากทิ้งตัวลงเตียงสถานเดียว' เพื่อนก็ส่งสติกเกอร์มาตบๆ ไหล่ แล้วชวนคุยเรื่องอื่นเลย เออ แบบนี้มันจริงใจดี มันได้ระบายด้วย

  • วันดีๆ ก็บอกไปเลยว่าดีเพราะอะไร เช่น 'ดีมากกก เพิ่งไปลองกินชาชีสร้านใหม่ที่สยามสแควร์วันมา อร่อยตาแตก' มันชวนคุยต่อได้
  • วันเรื่อยๆ อันนี้ตอบยากสุด ถ้าไม่อยากให้บทสนทนาจบ ก็หาอะไรเล็กๆ มาเล่า 'ก็เรื่อยๆ นะ นั่งทำงานไป ฟังพอดแคสต์ไปเพลินๆ ตอนนี้ติดช่อง The Secret Sauce มาก'
  • วันที่แย่ ไม่ต้องดราม่าก็ได้ แค่บอกความจริงแบบสั้นๆ 'เหนื่อยหน่อยอะวันนี้ รถติดตรงลาดพร้าวนานมากกกกก' หรือ 'วันนี้ไม่ค่อยดีเลย ทะเลาะกับที่บ้านนิดหน่อย' ความจริงใจสำคัญสุด
  • คีย์หลักคือการใส่ดีเทล เล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นเรื่องจริงของเราเข้าไป มันทำให้คนฟังรู้สึกว่าเราเปิดใจคุยด้วย ไม่ได้ตอบแบบขอไปที

มีวิธีทักทายฝรั่งอย่างไรบ้าง

โอ้ยยย เรื่องทักฝรั่งนี่นึกถึงตอนทำงานที่ออฟฟิศแถวอโศกเลย วันนั้นเป็นวันอังคารช่วงสิบโมงเช้า คือมีเพื่อนร่วมงานใหม่เป็นคนอังกฤษชื่อเดวิดเข้ามาวันแรก

หัวหน้าก็สะกิดเลย ยูๆ ไปทักทายเดวิดหน่อยสิ ในใจคือแบบ...เอาไงดีวะ จะพูดไรดีวะ เดินวนอยู่หน้าโต๊ะตัวเองสามรอบ เหงื่อแตกพลั่กๆ ทั้งที่แอร์ก็เย็น

สุดท้ายรวบรวมความกล้าเดินไป แล้วพูดออกไปแบบเกร็งๆ ว่า Hey, how's it going? เสียงสั่นสุดๆ เดวิดหันมายิ้มแล้วตอบกลับมาว่า Not too bad, thanks! And you? โหหห ตอนนั้นคือโล่งมาก โคตรโล่ง เหมือนยกภูเขาออกจากอก หลังจากนั้นก็ชวนคุยเรื่องบอลสบายเลย

เอาจริงๆ นะ แค่ Hi, Hello ธรรมดาๆ ก็รอดแล้ว ไม่ต้องคิดเยอะให้ปวดหัวเลย ชีวิตจริงมันง่ายกว่าที่เราคิดในหัวเยอะมาก

  • Hi / Hello / Hey - หวัดดี (ง่ายสุด เบสิกสุด ปลอดภัยสุด)
  • How are you doing? - เป็นไงบ้าง (ทางการขึ้นมานิดนึง)
  • What's up? / Sup? - เป็นไง (อันนี้คือกับเพื่อนเลยนะ สนิทๆ)
  • How's it going? - เป็นไงมั่ง (ใช้บ่อยมากกกก ได้ยินประจำ)
  • Good to see you. - ดีใจที่ได้เจอ
  • Long time no see. - ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ (สำหรับคนที่เคยเจอแล้ว)

เรื่องที่ต้องรู้เพิ่มนะ การทักทายไม่ใช่แค่คำพูด มันคือทั้งเซ็ตเลย

  • บริบทสำคัญมาก อยู่ในที่ประชุมกับลูกค้าก็ต้องใช้ Good morning/afternoon จะไป What's up? ไม่ได้เด็ดขาด เดี๋ยวโดนมองแรง
  • ภาษากายสำคัญมาก ยิ้ม สบตา พยักหน้าเล็กน้อย คือจบเลย ฝรั่งเค้าชอบความเฟรนด์ลี่แบบนี้มากกว่าท่องประโยคเป๊ะๆ อีก
  • อย่าลืมชื่อ พยายามจำชื่อเค้าให้ได้แล้วเรียกชื่อเค้าตอนทัก เช่น Hi, David. มันทำให้รู้สึกดีกว่าเยอะะะ อันนี้เรื่องจริง
  • เตรียมคำถามต่อ พอเค้าตอบกลับมาว่า I'm good, thanks. เราก็ถามต่อเลย How was your weekend? หรือ Anything exciting planned for today? อย่าให้บทสนทนามันตายตรงนั้น