ภาษามีกี่ประเภท อะไรบ้าง

0 ครั้งเข้าชม
ภาษามีกี่ประเภท อะไรบ้าง ภาษาในการสื่อสารแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ วัจนภาษาและอวัจนภาษา การจำแนกประเภทเหล่านี้ช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจรูปแบบการสื่อสารทั้งแบบใช้ถ้อยคำและไม่ใช้ถ้อยคำได้อย่างชัดเจน
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ภาษามีกี่ประเภท: วัจนภาษาและอวัจนภาษา

การศึกษาเรื่อง ภาษามีกี่ประเภท อะไรบ้างมีความสำคัญต่อการสื่อสารในชีวิตประจำวัน การทำความเข้าใจหมวดหมู่ของภาษาช่วยให้ผู้ใช้งานเลือกใช้สื่อความหมายได้อย่างเหมาะสมและแม่นยำยิ่งขึ้น ศึกษาข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ภาษามีกี่ประเภท อะไรบ้างในกระบวนการสื่อสาร

การสื่อสารระหว่างมนุษย์เราในชีวิตประจำวันมีความซับซ้อนและหลากหลายกว่าที่คิด เพราะการส่งสารไม่ได้อาศัยแค่คำพูดหรือตัวหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความเคลื่อนไหว สีหน้า และบรรยากาศรอบตัวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คำถามที่ว่า ภาษามีกี่ประเภท อะไรบ้าง จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจกลไกการสื่อความหมายได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

เมื่อพูดถึง ประเภทของภาษาในการสื่อสาร จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ วัจนภาษา และ อวัจนภาษา ซึ่งแต่ละแบบมีบทบาทและวิธีการใช้งานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

วัจนภาษา ภาษาที่ใช้ถ้อยคำและตัวหนังสือ

วัจนภาษา หรือ Verbal Language คือภาษาที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยใช้ถ้อยคำ เสียงพูด และตัวหนังสือเป็นสื่อกลางหลักในการถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก และความต้องการ ประเภทนี้มีความชัดเจนสูงและลดความกำกวมได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับการสื่อสารรูปแบบอื่น

โครงสร้างของวัจนภาษาแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักๆ: ภาษาพูด: เสียงที่เปล่งออกมาเพื่อสื่อความหมายโดยตรงในชีวิตประจำวัน อาศัยน้ำเสียงและจังหวะในการช่วยขยายความรู้สึก ภาษาเขียน: ตัวอักษร สัญลักษณ์ หรือลายลักษณ์อักษรที่ใช้บันทึกแทนภาษาพูด เพื่อให้สารคงอยู่และส่งต่อข้ามกาลเวลาได้

อวัจนภาษา ภาษาที่ปราศจากถ้อยคำ

อวัจนภาษา มีอะไรบ้าง คือภาษาที่ไม่ใช้ถ้อยคำคำพูด แต่ใช้ท่าทาง สัญลักษณ์ หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวมาร่วมสื่อความหมาย หลายครั้งอวัจนภาษาทรงพลังกว่าคำพูดเสียอีก เพราะมันมักแสดงออกมาโดยสัญชาตญาณและควบคุมได้ยากกว่าคำพูด

องค์ประกอบย่อยของอวัจนภาษาประกอบด้วย: เนตรภาษา: การใช้สายตาเพื่อสื่อความหมาย เช่น การมองตา การหลบตา หรือการส่งสัญญาณผ่านแววตา อาการภาษา: การใช้ท่าทาง สีหน้า และอวัยวะประกอบ เช่น การพยักหน้า การโบกมือ หรือรอยยิ้ม กาลและเทศภาษา: การใช้เรื่องเวลาและสถานที่ในการสื่อความหมาย เช่น การมาตรงต่อเวลาบอกถึงความใส่ใจ ความหมายของวัจนภาษาและวัตถุภาษา รวมถึงระดับเสียง จังหวะ และความดังในการพูด

ความแตกต่างและการทำงานร่วมกันระหว่างวัจนภาษาและอวัจนภาษา

ในทางปฏิบัติ เราแทบไม่เคยใช้วัจนภาษาหรืออวัจนภาษาอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวเลย การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมักเกิดจากการผสมผสานทั้งสองรูปแบบเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

ในการเรียนรู้ทฤษฎีการสื่อสารช่วงแรก หลายคนอาจคิดว่าการพูดคุยให้มากเข้าไว้คือความ ะเอียดอ่อนของการสื่อสาร แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้น หากเรากล่าวคำขอโทษด้วยความจริงใจแต่สีหน้าและแววตากลับไร้อารมณ์ ผู้ฟังก็ย่อมไม่อาจสัมผัสถึงความตั้งใจจริงได้เลย

เมื่อคำพูดและการแสดงออกของร่างกายไปคนละทิศคนละทาง ผู้ฟังมักจะเชื่อมั่นใน วัจนภาษาและอวัจนภาษา มากกว่าเสมอ เนื่องจากท่าทาง สีหน้า และแววตา เป็นสิ่งที่สะท้อนความรู้สึกที่แท้จริงออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติและควบคุมได้ยากกว่าในแง่ของการแสดงออกทางกายภาพ

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างวัจนภาษาและอวัจนภาษา

การทำความเข้าใจความแตกต่างของภาษาทั้งสองรูปแบบช่วยให้เราเลือกใช้เครื่องมือสื่อสารได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์

วัจนภาษา (Verbal Language)

  1. มีความชัดเจนสูง สื่อความหมายเฉพาะเจาะจงได้ดี
  2. สามารถไตร่ตรองและเรียบเรียงล่วงหน้าก่อนสื่อสารได้ง่าย
  3. ใช้ถ้อยคำ คำพูด และตัวหนังสือ
  4. การเขียนรายงาน การพูดคุยธุรกิจ และการเรียนการสอน

อวัจนภาษา (Non-verbal Language)

  1. อาจมีความกำกวม ต้องอาศัยบริบทช่วยตีความ
  2. มักแสดงออกโดยอัตโนมัติ ควบคุมได้ยากกว่า
  3. ใช้ท่าทาง สัญลักษณ์ สีหน้า และน้ำเสียง
  4. การแสดงอารมณ์ความรู้สึก การเสริมคำพูดให้หนักแน่นขึ้น
วัจนภาษาและอวัจนภาษาเป็นของคู่กันในการสื่อสาร มนุษย์ใช้วัจนภาษาเพื่อบอกเนื้อหาข้อเท็จจริง ขณะที่อวัจนภาษาทำหน้าที่บอกความรู้สึกและทัศนคติที่แท้จริงเบื้องหลังคำพูดนั้น

เรื่องราวของ พิม กับการนำประเภทของภาษาไปปรับใช้ในงานบริการ

พิมทำงานเป็นพนักงานต้อนรับที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เธอสังเกตว่าลูกค้าต่างชาติบางคนแม้จะพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว แต่มักจะแสดงสีหน้าไม่พอใจเวลาเช็คอิน ทำเอาเธอเครียดทุกครั้ง

ช่วงแรกพิมแก้ปัญหาโดยการอธิบายด้วยวัจนภาษาเพิ่มขึ้น พูดเสียงดังฟังชัดและอธิบายละเอียดยิ่งขึ้น แต่สถานการณ์กลับแย่ลง ลูกค้าดูหงุดหงิดกว่าเดิมเพราะรู้สึกว่าถูกตอกย้ำปัญหา

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเธอสังเกตภาษากายของตัวเอง เธอเผลอกอดอกและหน้าบึ้งโดยไม่รู้ตัวขณะกำลังพูดคุย พิมจึงปรับเปลี่ยนใหม่โดยหันมาใช้รอยยิ้ม การสบตา (เนตรภาษา) และการผายมือต้อนรับอย่างเป็นกันเอง

ผลลัพธ์คือบรรยากาศเปลี่ยนไปทันที ลูกค้าผ่อนคลายขึ้นและยิ้มตอบ พิมเรียนรู้ว่าวัจนภาษาดีแค่ไหนก็พังได้ถ้าอวัจนภาษาขัดแย้งกัน

จดจำอย่างรวดเร็ว

แบ่งเป็น 2 หมวดหมู่หลัก

การสื่อสารแบ่งออกเป็นวัจนภาษา (คำพูดและตัวหนังสือ) และอวัจนภาษา (ท่าทางและสัญลักษณ์) ที่ต้องทำงานร่วมกันเสมอ

วัจนภาษาเน้นความชัดเจนของเนื้อหา

ภาษาพูดและภาษาเขียนช่วยถ่ายทอดข้อมูล ข้อมูลเชิงข้อเท็จจริง และเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างแม่นยำและเป็นระบบ

อวัจนภาษาเน้นอารมณ์ความรู้สึก

ท่าทาง สีหน้า แววตา และน้ำเสียง ช่วยเติมเต็มมิติความรู้สึกและยืนยันความจริงใจในการสื่อสาร

ถาม & ตอบด่วน

ทำไมเราถึงต้องแยกประเภทของภาษาออกเป็นวัจนภาษาและอวัจนภาษา?

การแบ่งประเภทช่วยให้เราเข้าใจว่ามนุษย์ไม่ได้สื่อสารผ่านแค่คำพูด แต่ยังมีภาษากายและน้ำเสียงเข้ามามีอิทธิพลสำคัญ การแยกแยะได้ช่วยให้เราพัฒนาทักษะการสื่อสารให้รอบด้านและเข้าใจผู้อื่นได้ดีขึ้น

อวัจนภาษามีความสำคัญมากกว่าวัจนภาษาจริงไหม?

ในแง่ของการแสดงอารมณ์และความรู้สึก อวัจนภาษามักมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือมากกว่าคำพูด เพราะท่าทางและสีหน้ามักแสดงออกมาตามความรู้สึกที่แท้จริงและควบคุมได้ยากกว่าคำพูด

หากคุณสนใจเรียนรู้เพิ่มเติม สามารถอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ ภาษาไทยสามารถแบ่งออกเป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง ได้เลย

ภาษาเขียนจัดอยู่ในวัจนภาษาประเภทใด?

ภาษาเขียนจัดเป็นวัจนภาษาประเภทหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่บันทึกถ้อยคำ เสียงพูด หรือความคิดออกมาเป็นตัวอักษรและสัญลักษณ์ เพื่อให้สามารถสื่อสารข้ามเวลาและสถานที่ได้