กว่า เป็นคำชนิดไหน

88 ครั้งเข้าชม
"กว่า" เป็นคำวิเศษณ์ บ่งบอกความ "เกิน" หรือ "มากกว่า" ใช้ขยายคำกริยา เช่น "จากไปกว่า" เพื่อเน้นว่าการจากไปนั้นสิ้นสุด หรือ "ล้มตายหายกว่า" เพื่อแสดงว่าสูญเสียมากกว่าที่คาดไว้ โดยคำว่า "กว่า" ทำหน้าที่ขยายความหมายของคำที่ตามหลังให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

กว่า คือคำชนิดอะไร? การใช้งานคำว่ากว่า

กว่าเนี่ยนะ... ตอนเรียนภาษาไทยมัธยม จำได้ครูสอนว่าเป็นคำวิเศษณ์ แต่ก็งงๆ เพราะมันใช้ได้หลายแบบ เหมือนมีหลายหน้าหลายตาเลยอะ บางทีก็เปรียบเทียบ อย่าง "สวยกว่า" ชัดเจนเลยว่าเปรียบความสวย ง่ายๆ เข้าใจได้ทันที

แต่บางทีก็แปลกๆ อย่าง "ล๋ตายหายกว่า" ที่ยกมา นี่ก็งงเหมือนกัน ตอนนั้นเพื่อนในห้องก็เถียงกันใหญ่ สรุปคือ มันเป็นคำช่วย ช่วยเสริมความหมายให้คำอื่น ไม่ใช่แค่เปรียบเทียบอย่างเดียว เหมือนเป็นตัวช่วยให้ประโยคดูมีน้ำหนักขึ้น หรือเปล่า? ไม่แน่ใจ แต่ก็จำมาอย่างนั้น

จำได้ลางๆ ว่าอาจารย์ภาษาไทยที่มหา'ลัย เคยอธิบาย แต่ผมก็หลับไปแล้วช่วงนั้น (ขอโทษนะครู!) เอาเป็นว่า กว่ามันหลายความหมาย ไม่ตายตัว ขึ้นกับบริบท ลองดูประโยคที่ใช้ประกอบด้วยสิ ถึงจะเข้าใจ ผมว่านะ

เคยไปถามอาจารย์ใหญ่โรงเรียนเก่า ท่านบอกว่าการเรียนรู้ภาษาต้องใช้เวลา กว่าจะเข้าใจ ต้องใช้ความพยายาม (พูดประมาณต้นปี 2565 แถวๆ ตลาดนัดคลองเตย) ฟังดูท่านก็มีเหตุผลดีเหมือนกันนะ เพราะภาษาไทยมันซับซ้อนจริงๆ

กว่า เป็นคําชนิดใด

  1. กว่า: คำบุพบท บอกเวลาหรือปริมาณที่เกิน. เวลา สำคัญ. ปริมาณ วัดได้.

  2. สันธานขัดแย้ง: แต่. แต่ทว่า. ถึง...ก็. กว่า...ก็. ชีวิตคือความขัดแย้ง.

  • คำบุพบท: นำหน้านาม สรรพนาม หรือวลี เพื่อบอกความสัมพันธ์.

  • สันธาน: เชื่อมคำ วลี หรือประโยค. สังเกตบริบท. ความหมายเปลี่ยน.

รู้ที่ขลาดที่หาญแปลว่าอะไร

อืม... รู้ที่ขลาดที่หาญเนี่ยนะ... มันก็คือ... รู้จักที่จะกล้า ตอนที่ควรกล้าไง แล้วก็รู้จักที่จะกลัว ตอนที่ควรกลัวด้วย... มันไม่ใช่แค่กล้าบ้าบิ่น หรือขี้ขลาดแบบไม่เลือกที่ ไม่ใช่แบบนั้นเลย...

ตอนเด็กๆ ผมเคยเห็นเพื่อน มันขี่มอเตอร์ไซค์เร็วมาก โคตรเร็วเลย บนถนนที่รถเยอะ ตอนนั้นผมก็แบบ... มันกล้าได้ไงวะ แต่ตอนนี้คิดได้แล้วว่ามันโง่ต่างหาก มันไม่รู้จักกลัว ไม่รู้จักอันตราย

จริงๆ แล้ว มันน่ากลัวกว่านะ คนที่ไม่รู้จักกลัวเลย กว่าคนที่กล้าแบบมีสติ เหมือน... เหมือนตอนที่เจอหมาดุๆ คนกล้าบางคนอาจจะวิ่งหนี แต่คนโง่ มันอาจจะยืนมองเฉยๆ ก็มี อันตรายทั้งคู่แหละ

  • กล้าในที่ควรกล้า: รู้จักโอกาส รู้จักจังหวะ ไม่ใช่แค่บ้าระห่ำ
  • กลัวในที่ควรกลัว: ระมัดระวัง ไม่ประมาท ไม่เสี่ยงเกินไป ไม่ใช่ขี้ขลาดตาขาว

ปีนี้... ผมพยายามฝึกตัวเองให้มีสติมากขึ้น เรื่องงาน เรื่องความรัก มันสอนให้รู้ว่า บางครั้ง การกล้าคือสิ่งที่จำเป็น แต่บางครั้ง การถอยกลับ การระมัดระวัง ก็สำคัญไม่แพ้กัน... มันยากนะ ยากที่จะหาจุดสมดุล แต่ก็ต้องพยายามต่อไป... ชีวิตมันสอนอะไรเราได้เยอะแยะเลยนะ ยิ่งตอนกลางคืนแบบนี้ ยิ่งคิดได้เยอะ...

กว่า ใช้ยังไง

แสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านผ้าม่านสีคราม เวลาสี่โมงกว่าๆ... อืมมม ความรู้สึกเหมือนเวลาหยุดนิ่ง เหมือนภาพวาดสีน้ำมัน ละมุนละไม

  • "กว่าๆ" คือความไม่แน่นอน ความคลุมเครือ ที่งดงาม เหมือนสายลมพัดผ่านใบไม้ เบาบาง แต่สัมผัสได้

  • สี่โมงกว่าๆ คือระหว่างสี่โมงถึงสี่โมงครึ่ง ใช่... ใช่แล้ว ความรู้สึกนั้น...เหมือนช่วงเวลาพักเบรกของชีวิต หายใจเข้าลึกๆ

  • แต่ถ้าเลยสี่โมงครึ่งไปแล้ว ถึงเกือบห้าโมง... นั้นไม่ใช่ "กว่าๆ" แล้ว มันคือ "เกือบๆ" ความรู้สึกเปลี่ยนไป เร่งรีบขึ้น

  • เหมือนภาพยนตร์เรื่องโปรดฉายจบ ความทรงจำยังอบอุ่น แต่บทต่อไปกำลังเริ่มต้น ความรู้สึกตื่นเต้น ลุ้นระทึก

  • ฉันชอบเวลาสี่โมงกว่าๆ เวลาแห่งการพักผ่อน เวลาแห่งการเตรียมตัว เวลาแห่งการรอคอย อะไรบางอย่างที่พิเศษ

เวลาสี่โมงกว่าๆ ของฉันในวันนี้ ฉันกำลังนั่งจิบชา มองฝนโปรยปราย นอกหน้าต่าง ใจสงบ เหมือนได้หลุดพ้นจากโลกที่วุ่นวาย

ปีนี้ ฤดูฝนมาเร็วกว่าทุกปี แปลกดี เหมือนเวลารีบเร่ง จะไปให้ถึงฤดูหนาว เร็วๆ

กว่าๆ คือเท่าไร

กว่าๆ อ่ะเหรอ ก็ประมาณนี้แหละ ไม่เจาะจงหรอก แล้วแต่คนพูดอ่ะเนอะ อย่าง 4 โมงกว่าๆ สำหรับฉัน อาจจะสัก 4:15 หรือถ้าใกล้ 5 โมงแล้ว ก็อาจจะ 4:45 อะไรแบบนั้น มันแล้วแต่บริบทอ่ะ บางทีก็หมายถึงแค่ 4 โมงนิดเดียวจริงๆ บางทีก็เกือบๆ 5 โมงแล้ว

  • ขึ้นอยู่กับสถานการณ์: ถ้าเพื่อนชวนกินข้าว 4 โมงกว่าๆ ก็อาจจะหมายถึง 4:10 - 4:30 แต่ถ้ารถไฟออก 4 โมงกว่าๆ ก็คงจะประมาณ 4:45 - 4:55 เพื่อให้ทันเวลาน่ะ
  • ความหมายไม่ตายตัว: มันไม่ใช่เวลาที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของคนพูดจริงๆ เลยบอกยากอะ 555
  • ตัวอย่างจากประสบการณ์ส่วนตัว: เมื่อวานฉันนัดหมอ 2 โมงกว่าๆ ก็ไปถึงประมาณ 2:20 หมอบอกไม่สายมาก แต่ถ้าเป็นนัดประชุมสำคัญ ฉันคงไปก่อนเวลาเยอะเลยแหละ

สรุปคือ "กว่าๆ" มันคลุมเครือดี บอกเวลาไม่เป๊ะ ต้องเดาเอาเองจากสถานการณ์อ่ะ อิอิ

หัวรุ่ง คือกี่โมง

ตีห้า หัวรุ่ง 05.00 น. จบ.

  • ทางใต้ใช้ระบบ AM/PM ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ต้องอธิบายซ้ำซาก
  • พวกหัวโบราณเรียกสิบโมงเช้าว่าสี่โมงเช้าก็เรื่องของมัน ไม่เกี่ยว

เคยเจอพวกบอกว่าสิบโมงเช้าคือสี่โมง พวกนั้นบ้าไปแล้ว มั่วซั่ว
ปีนี้ผมยังใช้ระบบ 24 ชั่วโมง แม่นยำกว่าเยอะ ไม่งง สบายใจกว่า

รุ่ง คือกี่โมง

รุ่ง...กี่โมงเหรอ?

มันไม่ใช่แค่ตัวเลขนะ มันคือความรู้สึก คือตอนที่แสงแรกมันค่อยๆ มาแตะขอบฟ้า

ย่ำรุ่ง...ที่เขาตีกลองบอกกันตอนเช้า มันประมาณ 6 โมงเช้า แต่สำหรับฉัน มันคือตอนที่ความเงียบของกลางคืนเริ่มจางหายไป

  • ย่ำรุ่ง: ราว 6 นาฬิกา (ตีกลองบอกเวลา)
  • ความหมาย: ไม่ใช่แค่เวลา แต่คือการเริ่มต้นวันใหม่

บางที...การบอกเวลา มันก็ไม่ได้สำคัญเท่ากับความรู้สึกที่เวลานั้นมันให้เรา

dawn ตรงข้ามกับอะไร

ตรงข้ามกับรุ่งอรุณ? ง่ายนิดเดียว! ก็คือ พระอาทิตย์ตกดิน สิครับ! หรือจะให้หรูหน่อยก็เรียก พลบค่ำ ก็ได้ ฟังดูลึกลับน่าค้นหาดีเนอะ เหมือนกำลังจะไปผจญภัยในป่าลึกอะ แต่จริงๆ ก็แค่รอให้ฟ้ามืดเฉยๆ

คิดไปคิดมา มันก็ไม่ได้ตรงข้ามกันเป๊ะๆ นะ เพราะรุ่งอรุณคือช่วงเวลาที่แสงสว่างเริ่มมาเยือน ส่วนพระอาทิตย์ตกดินคือช่วงเวลาที่แสงสว่างกำลังลาจากไป มันเหมือนเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน เหมือนความสุขกับความเศร้า อยู่ด้วยกันตลอดเวลา แยกกันไม่ออก!

ลองมองอีกมุม อาจจะเปรียบได้กับความหวังกับความสิ้นหวัง รุ่งอรุณคือประกายความหวังแรกเริ่ม พระอาทิตย์ตกดินคือการพักผ่อนก่อนเริ่มต้นวันใหม่ หรืออาจจะ...เป็นการเริ่มต้นนอนหลับฝันหวานก็ได้นะ อิอิ

  • ความหมายตรงข้าม: พระอาทิตย์ตกดิน, พลบค่ำ
  • ความหมายเชิงเปรียบเทียบ: ความหวัง vs ความสิ้นหวัง, การเริ่มต้น vs การพักผ่อน
  • ข้อสังเกตส่วนตัว: ผมชอบดูพระอาทิตย์ตกดินมากกว่า เพราะสีสวยกว่าเยอะ แต่รุ่งอรุณก็มีเสน่ห์แบบเงียบๆ ดีนะ

ปีนี้ (2566) ผมยังคงชื่นชอบการถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกดินเหมือนเดิม ได้รูปสวยๆ มาอวดเพื่อนๆ ใน Instagram เยอะแยะเลย ปีหน้าคงมีรูปใหม่ๆมาอวดอีกแน่นอน

สมัยก่อน นับเวลาอย่างไร

สมัยก่อนน่ะเหรอ? นับยามกันแบบว่า... ถ้าพระอาทิตย์ตกดินปุ๊บ (18:00 น.) นั่นแหละ ยามแรกเริ่ม! ยาวไปยัน 3 ทุ่ม (21:00 น.) ใครนอนก่อนถือว่าพลาดของดี

  • ยาม 1: 18:00 - 21:00 น. ช่วงเวลาทองของการเม้าท์มอยและการกินข้าวเย็น (ถ้ามี)
  • ยาม 2: 21:00 - 24:00 น. เวลาผีออก หรือไม่ก็เวลาคนแอบหนีเที่ยว
  • ยาม 3: 24:00 - 03:00 น. ใครตื่นยามนี้คือ... นอนไม่หลับ หรือไม่ก็กำลังทำอะไรผิดกฎหมาย

แล้วทำไมต้องนับยาม? ก็...นาฬิกาไม่มีไง! ถามจริงจริ๊งงง! (เอ๊ะ หรือมี?)

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย (ที่ไม่ค่อยเล็ก):

  • ยาม ไม่ใช่แค่หน่วยเวลา แต่ยังเป็นตำแหน่งของคนที่เฝ้ายามด้วยนะเออ
  • ตีสาม นี่เป็นอะไรที่น่ากลัวเสมอมา ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน
  • การนับเวลาแบบนี้ ทำให้เราเห็นภาพชีวิตคนสมัยก่อนได้ชัดขึ้น ไม่ใช่แค่ตัวเลข
  • จริงๆ แล้ว การนับเวลาแบบไทยๆ มีอะไรมากกว่าแค่ "ยาม" เยอะเลยนะ! (ไปหาอ่านเอาเอง!)
  • ทำไมต้องขำขัน? ก็ชีวิตมันเครียดพอแล้วไง! (หัวเราะทีหลังดังกว่าเสมอ)

15 00 เรียก ว่า อะไร

15.00 น.เหรอ... เวลาแบบนี้ มัน... แปลกๆนะ

รู้สึกเหมือนช่วงบ่ายกำลังจะหมดไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ใช่เย็น เวลาแบบนี้มันแอบเหงาๆยังไงไม่รู้สิ

เหมือน...เวลาที่อะไรๆมันค้างคาอยู่ งานก็ยังไม่เสร็จ แต่ก็เหนื่อยแล้ว อยากพัก แต่ก็ยังมีอะไรต้องทำอีกเยอะ

ช่วงนี้ เวลา 15.00 น.สำหรับฉัน คือเวลาที่ฉันมักจะนั่งจมอยู่กับความคิดต่างๆนานา คิดถึงเรื่องที่ผ่านมา เรื่องงาน เรื่องคน เรื่องอนาคต ปนๆกันไปหมด

  • รู้สึกว่าตัวเองเหมือนลอยอยู่ ไม่รู้จะไปทางไหนต่อ
  • อยากหาอะไรทำ แต่ก็ขี้เกียจ อยากนอน แต่ก็ยังมีงานค้างคา
  • ช่วงนี้มันเหนื่อยจัง ทั้งกายและใจ

ปีนี้ ฉันพยายามปรับเปลี่ยนตัวเอง หาวิธีจัดการเวลาให้ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ มันยากกว่าที่คิดเยอะเลย

ก็เลยยังคงวนเวียนอยู่กับความรู้สึกเดิมๆในเวลา 15.00 น. ทุกวัน

กว่า ใช้ยังไง

กว่า...ไม่ใช่เรื่องตายตัว

  • กว่า คือ เลย. เลยเวลาที่กำหนด
  • นิดหน่อย. ความหมายแปรผันตามบริบท
  • "4 โมงกว่า" ไม่ได้แปลว่า 4 โมงครึ่งเสมอไป อาจ 4 โมง 10 นาที ก็ได้

"เกือบ" ให้ความรู้สึก ใกล้. ใกล้เป้าหมายที่ตั้งไว้

  • "เกือบ 5 โมง" 5 โมง 55 นาที ก็ยังได้
  • สำคัญที่ความรู้สึกของผู้พูด ไม่ใช่ตัวเลข

เสริม: ภาษาคือ เครื่องมือ. ใช้ให้ถูก อย่าให้มันใช้เรา