1กิโลเมตรใช้เวลาขับรถกี่นาที

149 ครั้งเข้าชม
เวลาขับรถ 1 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับความเร็ว ความเร็ว 12 กม./ชม.: ใช้เวลา 5 นาที (60 นาที / 12 กม. = 5 นาที/กม.) ความเร็ว 60 กม./ชม.: ใช้เวลา 1 นาที (60 นาที / 60 กม. = 1 นาที/กม.) คำนวณง่ายๆ ด้วยวิธีบัญญัติไตรยางค์: ระยะทาง (กม.) / ความเร็ว (กม./ชม.) = เวลา (ชม.) แปลงหน่วยเป็นนาทีได้โดยคูณด้วย 60
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ขับรถ 1 กิโลเมตรใช้เวลากี่นาที? ปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลต่อเวลาในการเดินทาง?

เอาจริงๆ นะ ไอ้เรื่องขับรถ 1 กิโลเมตรเนี่ย มันกี่นาที มันตอบยากมาก! เหมือนถามว่ากินข้าว 1 จานอิ่มไหมอ่ะ คือมันแล้วแต่คนไง!

ปัจจัยมันเยอะแยะเลยคุณ! รถติดไหม? ขับในเมืองหรือนอกเมือง? แล้วขับเร็วแค่ไหน? บางที 1 กิโลเมตรอาจจะ 5 นาที ถ้าถนนโล่งๆ แต่ถ้าเจอรถติดสาหัส แถวสยามตอนเย็นวันศุกร์ อาจจะครึ่งชั่วโมง! เคยเจอมาแล้ว!

คือถ้าอยากรู้แบบเป๊ะๆ ต้องดูว่าขับด้วยความเร็วเท่าไหร่ ปกติถ้าในเมืองก็คง 20-30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงมั้ง (เดาเอานะ) นอกเมืองก็อาจจะ 80-100 ก็ว่าไป

แต่ถ้าให้คิดง่ายๆ นะ สมมติขับ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แสดงว่า 1 นาทีก็คือ 1 กิโลเมตร นั่นแหละ! จบข่าว! ง่ายป่ะ? แต่ในชีวิตจริงมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอกนะ! เฮ้อ...

ระยะทาง 1 กิโลเมตรใช้เวลาเดินกี่นาที

กิโลเมตรเดียว? เดินสลับวิ่งแบบนั้น 6 นาทีเศษ ไม่ยาก

  • 6.45 นาที/กม.: เร่งสลับเบาๆ ก็แค่นั้น
  • 4 กม./วัน, 5 วัน/สัปดาห์: วิ่งให้พอ อย่าให้ตาย
  • IF: มึงทำได้ก็ทำ ถ้าไม่ไหวก็พักซะ
  • ปลายปี 66: 68 กก. ปัจจุบัน: 61.5 กก.: ผอมลงก็ดีแล้ว แต่อย่าแดกน้อยเกินไป

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • IF คืออะไร?: Interval Training, เล่นหนักสลับเบา เพิ่มความอึด
  • ทำไมต้องสลับ?: ร่างกายแม่งปรับตัวไว สลับๆ ไปจะได้ไม่เบื่อ
  • สำคัญกว่านั้น: อย่าลืมวอร์มดาวน์ กูเตือนมึงแล้วนะ

3 กิโลเมตร ขับรถ กี่นาที

3 กิโลเมตรเนี่ยนะ จะขับรถกี่นาที? ฮ่าๆๆ ถามได้น่ารักจริงๆ! นี่มันไม่ใช่คำถาม มันคือการท้าทาย!

บอกเลยว่า... ขึ้นอยู่กับดวง!

  • ดวงดี (5 นาที): ถนนโล่งแจ้ง รถน้อยเหมือนเส้นผมบนหัวฉันตอนนี้ (น้อยมากจริงๆ) วิ่งฉิวๆ เหมือนฟ้าประทาน!
  • ดวงกลาง (10 นาที): รถติดแบบเบาๆ เหมือนมดเดินขบวน ยังพอเคลื่อนไหวได้ แต่ก็ช้าหน่อยนะ
  • ดวงซวย (15 นาทีขึ้นไป): นี่แหละคือความจริงของชีวิตในเมืองกรุง! รถติดแบบที่คุณต้องจอดแล้วเปิดเพลงลูกทุ่งร้องตามแก้เซ็ง! อาจถึงครึ่งชั่วโมงเลยก็ได้นะ เอ้า! ลองดูซิ!

คิดง่ายๆ 3 กิโล ถ้าคุณขับรถเร็วเท่ากระสุน ก็อาจจะ 5 นาที แต่ถ้าขับช้าเท่าเต่า... เตรียมตัวนั่งรอไปเลยจ้าาาา 555++

ปีนี้ (2566) การจราจรในเมืองใหญ่ๆ ยิ่งแย่ลงกว่าเดิม (แย่ขนาดไหน? ถามใจเธอดู!) ผมนี่โคตรเบื่อเลย ทุกวันนี้ใช้เวลาบนท้องถนนมากกว่าอยู่บ้านอีก! จริงจังนะเนี่ย!

เดิน 1 กิโล ลดกี่แคล

เดิน 1 กิโล ลดกี่แคล? อ้าว! คิดว่าจะได้สูตรลับลดน้ำหนักแบบฉับพลันเหรอ? ผิดคาดแล้วล่ะ! มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกนะเพื่อน

  • เฉลี่ยประมาณ 30-100 กิโลแคลอรี่ แต่! อย่าเพิ่งดีใจไป เหมือนกับการลงทุน ผลตอบแทนมันไม่เท่ากันทุกครั้ง

  • น้ำหนักตัว: ช้างเดิน 1 กิโล กับหนูเดิน 1 กิโล เผาผลาญเท่ากันเหรอ? คิดสิคิด! ยิ่งหนักยิ่งเผาเยอะ

  • ความเร็ว: เดินแบบจิ๋วๆ กับเดินแบบ 100 เมตร ก็ไม่เหมือนกันแล้ว เร็วเท่าไหร่ เผาผลาญก็ต่างกันไป

  • ภูมิประเทศ: เดินตากแอร์ในห้างกับเดินขึ้นเขา มันคนละเรื่องกันเลยนะ ขึ้นเนินนี่เหนื่อยกว่าเยอะ แคลอรี่เลยหายไปเยอะกว่า

คิดง่ายๆ เหมือนกับการลงทุนในหุ้น หุ้นตัวเดียวกัน ราคาไม่เท่ากันทุกวัน แคลอรี่ที่เผาผลาญก็เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง อย่าไปคาดหวังมาก

(เพิ่มเติม: ข้อมูลปีนี้ ฉันเองก็ไม่รู้หรอกนะ แต่หลักการยังเหมือนเดิม! ต้องดูหลายๆ ปัจจัย!)

การเดิน 1 กม. มีประโยชน์อย่างไร

เดินวันนั้นนะ วันที่ 17 ตุลาคม 2566 แถวๆ สวนสาธารณะแถวบ้าน อากาศดีมาก แดดอ่อนๆ พอมีเหงื่อไหลนิดหน่อย รู้สึกสดชื่นดี จริง ๆ แล้วตั้งใจจะวิ่งนะ แต่พอดีเจอเพื่อน เลยเปลี่ยนมาเดินคุยกันยาวเลย ปรากฏว่าเดินไปเดินมา เกือบๆ กิโลได้ เหนื่อยนะ แต่รู้สึกดี แบบรู้สึกตัวเบาๆ แบบโล่งๆ ไม่ใช่แค่ร่างกายนะ จิตใจด้วย รู้สึกเครียดๆ ที่อัดอั้นมาทั้งวันหายไปเลย

คือ ปกติฉันทำงานออฟฟิศ นั่งทำงานหน้าคอมทั้งวัน แทบไม่ได้ขยับตัวเลย หลังแข็งไปหมด ปวดคอ ปวดไหล่ เดินแค่กิโลเดียว ก็รู้สึกได้เลยว่า ร่างกายมันคล่องตัวขึ้น แล้วก็รู้สึกว่านอนหลับสบายขึ้นด้วยนะ ปกติฉันนอนไม่ค่อยหลับ แต่คืนนั้นนอนหลับยาวเลย

  • รู้สึกผ่อนคลาย เครียดน้อยลง
  • ร่างกายคล่องตัวขึ้น
  • นอนหลับสบายขึ้น

ส่วนเรื่องสุขภาพอื่นๆ ฉันว่า มันต้องเดินเยอะกว่านี้ กว่าจะเห็นผล แต่แค่เดินวันนั้น ก็รู้สึกได้ถึงประโยชน์แล้วล่ะ คิดว่าจะพยายามเดินบ่อยๆ ขึ้น อาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง แต่ละครั้งอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ค่อยๆ เพิ่มระยะทางไปเรื่อยๆ อยากให้สุขภาพดีขึ้น แข็งแรงขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ด้วย

ปีนี้ ตั้งใจว่าจะดูแลตัวเองให้ดีขึ้น ออกกำลังกายให้มากขึ้น กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเลยล่ะ ถึงจะแค่เดินแค่กิโลเดียว แต่ก็เป็นก้าวแรกที่สำคัญมาก รู้สึกดีใจกับตัวเอง ที่เริ่มต้นทำอะไรดีๆ สักที