ทำไมเนื้อวัวสีไม่เหมือนกัน

109 ครั้งเข้าชม
เนื้อวัวสีแดงเพราะวัวต้องใช้พลังงานสูงจากการยืน เดิน วิ่ง นาน ๆ ร่างกายจึงต้องการออกซิเจนมาก ทำให้มีไมโอโกลบินสูงกว่าเนื้อหมู ไก่ ปลา สาเหตุหลัก: การใช้พลังงานและต้องการออกซิเจนสูง ปัจจัย: การยืน เดิน วิ่ง เป็นเวลานาน ผลลัพธ์: เพิ่มปริมาณไมโอโกลบิน เปรียบเทียบ: เนื้อวัวแดงกว่าเนื้อสัตว์อื่น เช่น หมู ไก่ ปลา
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

สีของเนื้อวัวบอกอะไร ทำไมบางชิ้นแดงสด บางชิ้นสีคล้ำ?

เอาจริงนะ บางทีฉันก็แอบงงๆ กับสีเนื้อวัวเหมือนกันนะ คือเมื่อก่อนก็ไม่เคยใส่ใจมากหรอก แค่รู้ว่าเนื้อวัวมันต้องสีแดงๆ นี่แหละ ซึ่งพอมาคิดดูดีๆ มันก็แดงกว่าหมู ไก่ ปลา เยอะเลยนะ มีอยู่วันนึง เดือนสิงหาคมปีที่แล้วนี่แหละ จำได้ว่าไปเดินแม็คโครจะซื้อเนื้อมาทำสเต๊ก แล้วก็คิดขึ้นมาเลยว่าเออ ทำไมวัวมันแดงขนาดนี้ พอดีเคยอ่านเจอมาบ้างว่าเพราะวัวมันเป็นสัตว์ที่ต้องยืน ต้องเดิน วิ่งเยอะ กล้ามเนื้อก็เลยทำงานหนักตลอด ต้องการออกซิเจนเยอะมากไง ไอ้เจ้าไมโอโกลบินในเนื้อเนี่ยเลยมีเยอะเป็นพิเศษ มันเลยแดงจัดจ้านกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่นน่ะ

แต่ที่พีคกว่าคือ ตอนฉันไปซื้อเนื้อที่ร้านประจำแถวบ้าน (ซอยลาดพร้าว 71) ช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี่เอง เห็นเนื้อบางชิ้นแดงสดมากๆ จนแทบสะท้อนแสงเลยนะ อีกชิ้นก็คล้ำๆ ออกม่วงๆ หน่อย ตอนนั้นคิดเลยว่า เฮ้ย อันไหนมันสดกว่ากันแน่ฟะ กลัวโดนหลอก แม่ค้าเขาก็บอกว่าไอ้ที่แดงสดจี๋น่ะ ก็เพราะมันโดนลม โดนอากาศเยอะๆ ไง ออกซิเจนมันไปจับกับไมโอโกลบินในเนื้อทำให้สีมันยิ่งแดงสดขึ้นมา ส่วนไอ้ที่สีคล้ำๆ ออกม่วงๆ น่ะ ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีนะ บางทีมันอาจจะยังไม่โดนอากาศเต็มที่ หรือเพิ่งแล่ใหม่ๆ ก็เป็นสีธรรมชาติของมันเลย

คือบางทีเราก็คิดไปเองว่าเนื้อแดงคล้ำๆ คือเนื้อเก่าไม่ดีรึเปล่า แต่จริงๆ แล้วมันก็แค่เรื่องของปฏิกิริยาเคมีกับอากาศนั่นแหละ เหมือนที่ฉันเคยซื้อเนื้อมาทำผัดกะเพราเมื่อประมาณเดือนที่แล้ว ตอนนั้นซื้อมาแดงแจ๋เลยนะ พอแช่ตู้เย็นไว้ข้ามคืน ตื่นมาเปิดดูอีกที เฮ้ย ทำไมมันคล้ำลงไปเยอะเลยวะ ตกใจนึกว่าเสียแล้ว เลยรีบเอาไปทำกินก่อนกลัวทิ้งเปล่าๆ แต่พอทำออกมาแล้วรสชาติก็ยังปกติ กลิ่นก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไร เลยเข้าใจเลยว่าสีมันเปลี่ยนไปตามอากาศที่มันได้รับนั่นเอง ไม่ได้แปลว่าเนื้อเสียเสมอไปนะ แต่ก็ต้องดูสภาพรวมๆ ด้วยแหละ.

ทำไมเนื้อวัวสีไม่แดง

สีเนื้อวัว: ความจริงที่ถูกบิดเบือน

เนื้อวัวมีสีแดง เพราะ ไมโอโกลบิน (myoglobin) โปรตีนเก็บออกซิเจนในกล้ามเนื้อ

  • ไมโอโกลบิน มีมากในวัว มากกว่าไก่ ปลา
  • อากาศ คือตัวเร่งปฏิกิริยา
  • สุญญากาศ ทำให้สีจางลง
  • ออกซิเจน คืนสีแดงให้เนื้อ

ข้อมูลเพิ่มเติม: วิทยาศาสตร์เบื้องหลังสีสัน

  • ไมโอโกลบิน: โมเลกุลที่คล้ายฮีโมโกลบินในเลือด แต่พบในกล้ามเนื้อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
  • เหล็ก: อะตอมเหล็กในไมโอโกลบิน คือตัวที่จับและปลดปล่อยออกซิเจน และเป็นสาเหตุหลักของสีแดง
  • การเปลี่ยนแปลงสี: เมื่อสัมผัสออกซิเจนในอากาศ เหล็กจะเกิดปฏิกิริยา เปลี่ยนจากสภาพลด (reduced) เป็นสภาพออกซิไดซ์ (oxidized) ทำให้สีเข้มขึ้น
  • สีที่แตกต่าง: สัตว์ที่เคลื่อนไหวน้อย หรือมีกล้ามเนื้อที่ใช้พลังงานน้อยกว่า จะมีไมโอโกลบินน้อยกว่า ทำให้เนื้อมีสีอ่อนกว่า (เช่น เนื้อไก่ส่วนอก)
  • การเก็บรักษา: การบรรจุในสภาวะสุญญากาศ ป้องกันการสัมผัสออกซิเจน ทำให้ไมโอโกลบินไม่เปลี่ยนสี แต่เมื่อเปิดบรรจุภัณฑ์ สัมผัสออกซิเจน สีแดงก็จะกลับมา

เนื้อวัว มีสี คล้ำ เกิด จาก อะไร

สีเนื้อคล้ำ? Myoglobin โวยวาย.

มันคือโปรตีนตัวเก็บออกซิเจนในกล้ามเนื้อ. พอเจออากาศ มันก็ทำหน้าที่ของมัน. แต่บางทีก็ออกฤทธิ์มากไปหน่อย.

  • Myoglobin คือสาเหตุหลัก.
  • ออกซิเจน คือตัวกระตุ้น.
  • สีเข้ม = มันทำงานหนัก.

อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเนื้อเสีย. กลิ่นคือคำตอบ.

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • Myoglobin มีธาตุเหล็ก. เหล็กนี่แหละทำให้สีแดง.
  • พอโดนอากาศ เหล็กทำปฏิกิริยา. เปลี่ยนสีจากแดงสด เป็นแดงเข้ม หรือม่วงๆ คล้ำๆ.
  • การเก็บเนื้อในที่ที่อากาศเข้าไม่ถึง จะช่วยชะลอการเปลี่ยนสี. แต่มันไม่ได้หมายความว่าเนื้อจะอยู่ได้นานขึ้นนะ.
  • ถ้าเนื้อมีกลิ่นเหม็นเน่า นั่นแหละคือสัญญาณว่ามันเสียของจริง. สีเป็นแค่เรื่องรอง.

ทําไมเนื้อวัวถึงมีสีเขียว

โอ้โห เนื้อเขียว! อย่าเพิ่งตกใจคิดว่าวัวไปกินหญ้าเรืองแสงมานะ ที่จริงแล้วมันคือสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดจากในครัวของคุณเลย

เนื้อวัวมีสีเขียวเพราะ น้องแบคทีเรียและสหายเชื้อราได้มาเปิดปาร์ตี้ สร้างอาณานิคมกันอย่างสนุกสนานบนขุมทรัพย์โปรตีนของคุณแล้ว มันคือการเน่าเสียอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่เทรนด์อาหารสุขภาพใหม่จากไหนทั้งนั้น

ลองจิ้มดูสิ ถ้าเนื้อมันเละๆ ยุบลงไปแล้วไม่เด้งคืนสภาพ เหมือนฟองน้ำล้างจานที่ใช้มาสามชาติภพ หรือถ้ามันแห้งแข็งเป็นหินประหนึ่งฟอสซิลไดโนเสาร์... นั่นแหละ ทิ้งไปเลย อย่าได้เสียดาย

ไอ้จุดขาวๆ เขียวๆ ดำๆ ที่ผุดขึ้นมาน่ะ ไม่ใช่พริกไทยดำที่โรยมาให้จากโรงงานนะ แต่มันคือ อาณาจักรของเชื้อราที่กำลังประกาศอิสรภาพ บนเนื้อของคุณ ถ้ากินเข้าไปก็เหมือนคุณอาสาสมัครเป็นพื้นที่ทดลองทางชีวภาพคนต่อไปนั่นแหละ

  • กลิ่นคือพระเจ้า: จมูกของคุณคือเครื่องจับผิดที่ดีที่สุด ถ้ากลิ่นมันเปรี้ยวๆ เหม็นๆ ชวนให้นึกถึงถุงเท้าที่ไม่ได้ซักมาอาทิตย์นึง... เชื่อจมูกตัวเองเถอะ โยนมันทิ้งไปซะ อย่าพยายามคิดบวก กับกลิ่นแบบนั้นเด็ดขาด

  • สีเขียวสายรุ้ง (The Good Green?): แต่เดี๋ยวก่อน! มีสีเขียวแบบนึงที่ไม่ใช่ผู้ร้าย นั่นคือสีเขียวๆ รุ้งๆ ที่เหลือบไปมาเหมือนปีกแมลงทับเมื่อโดนแสงไฟ อันนั้นเกิดจากการที่ แสงหักเหกับโครงสร้างกล้ามเนื้อของเนื้อ เรียกว่า Iridescence ไม่ใช่อาการเน่าเสีย ปลอดภัยหายห่วง แต่ถ้าเขียวด้านๆ เป็นปื้นๆ หรือเป็นจุดๆ นั่นแหละของจริง... ของจริงที่ต้องทิ้ง

  • จำเลยหลัก: ตัวการสำคัญที่ทำให้เนื้อเปลี่ยนสีมักจะเป็นแบคทีเรียชื่อ Pseudomonas ซึ่งเจริญเติบโตได้ดีมากเมื่อมีออกซิเจน การเก็บเนื้อไม่ดี ปล่อยให้โดนอากาศ ก็เหมือนเปิดประตูบ้านต้อนรับโจรนั่นแหละ

  • บทเรียนราคา (เนื้อ) แพง: เหตุการณ์นี้สอนให้รู้ว่า การเก็บรักษาคือหัวใจ ของการทำอาหาร เนื้อที่ซื้อมาแพงๆ จะกลายเป็นศูนย์ทันทีถ้าคุณเก็บมันแบบขอไปที การซีลสุญญากาศหรือเก็บในช่องฟรีซที่อุณหภูมิต่ำคงที่ช่วยยืดอายุและป้องกันปาร์ตี้ของเหล่าจุลินทรีย์ได้

ดูยังไงว่าเนื้อวัวเสีย

ดูยังไงว่าเนื้อวัวเสีย?

สัมผัส: ถ้าเนื้อเละเป็นเมือกๆ หรือแห้งแข็งเหมือนไม้จิ้มฟัน ก็เก็บเข้าถังขยะไปเลยจ้ะพี่จ๋า! ความนุ่มนวลมันหายไปไหนหมด? หรือถ้าจับแล้วรู้สึกว่ามันชื้นแฉะเกินเบอร์ ยิ่งอันตราย!

กลิ่น: อันนี้เบสิกสุดๆ ถ้าได้กลิ่นเปรี้ยวๆ บูดๆ เหมือนของเน่าที่ใครเอามาตั้งทิ้งไว้หน้าปากซอย ก็ไม่ต้องคิดมาก รีบโยนทิ้งไปก่อนที่จะได้เมนู "อาหารเป็นพิษ" ประจำบ้าน

สี: นอกจากสีแดงสดใสที่คุ้นเคยแล้ว ถ้าเจอสีน้ำตาลเข้มออกคล้ำ สีเขียวหม่นๆ หรือมีจุดด่างดำประหลาดๆ ขึ้นมา ก็เตรียมใจได้เลยว่า "แขกไม่ได้รับเชิญ" อย่างแบคทีเรียกำลังจัดปาร์ตี้อยู่ในเนื้อชิ้นนั้น

รา: ถ้าเห็นคราบขาวๆ ขุ่นๆ หรือเขียวๆ ขึ้นเป็นปื้น หรือเป็นจุดเล็กจุดน้อยตามเนื้อ... นี่ไม่ใช่การตกแต่งจานนะ! นี่คือสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุด ว่าเชื้อโรคกำลังยึดครองพื้นที่แล้ว กินเข้าไปมีหวังได้ไปหาหมอ

ทำไมเนื้อถึงเปลี่ยนสี?

  • การสัมผัสกับออกซิเจน: อากาศนี่ตัวการสำคัญเลย พอเนื้อสัมผัสกับอากาศนานๆ ก็จะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ทำให้สีเปลี่ยนไปบ้าง เป็นเรื่องธรรมชาติของมัน
  • การเจริญเติบโตของแบคทีเรีย: ถ้าเก็บรักษาไม่ดี แบคทีเรียก็จะมาทำลายล้าง ทำให้สี เนื้อสัมผัส และกลิ่นเปลี่ยนไปจนเสีย
  • วิธีเก็บรักษา: การเก็บในตู้เย็นที่ไม่เย็นพอ หรือการแช่แข็งที่ไม่ถูกวิธี ก็ส่งผลต่อสีและคุณภาพของเนื้อได้

ข้อมูลเสริม (แบบแอบมีความรู้):

  • สีที่เปลี่ยนไปนิดหน่อย: บางครั้งเนื้อที่โดนอากาศ อาจมีสีคล้ำขึ้นบ้าง แต่ถ้าเนื้อสัมผัสและกลิ่นยังดีอยู่ อาจจะยังพอใช้ได้ โดยเฉพาะส่วนที่โดนอากาศมากหน่อย แค่ขูดส่วนที่สีเปลี่ยนทิ้งไปก็พอ
  • "Oxymyoglobin": นี่คือโปรตีนในกล้ามเนื้อที่ทำให้เนื้อมีสีแดง พอโดนออกซิเจน มันจะเปลี่ยนเป็น "Metmyoglobin" ซึ่งมีสีน้ำตาลคล้ำ เป็นเหตุผลว่าทำไมเนื้อที่เก็บไว้นานๆ ถึงสีเข้มขึ้น
  • การแช่แข็ง: การแช่แข็งที่ทำให้เกิด "Freezer Burn" คือการที่น้ำในเนื้อระเหยกลายเป็นผลึกน้ำแข็ง ทำให้เนื้อบริเวณนั้นแห้ง สีซีด และมีกลิ่นไม่พึงประสงค์
  • ความสะอาดสำคัญสุด: หลังจับเนื้อสด ควรล้างมือให้สะอาดเสมอ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนข้ามไปมา
  • วันหมดอายุ: เป็นเพื่อนที่ดีที่สุด! อย่ามองข้ามตัวเลขบนฉลากเด็ดขาด