มะม่วงหิมพานต์ ทนแล้งไหม

73 ครั้งเข้าชม
มะม่วงหิมพานต์เป็นพืชที่ทนแล้งได้ดี จัดเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์สูงแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ การปลูกทำได้ง่ายในสภาพอากาศอบอุ่นชื้น และที่สำคัญคือดินต้องระบายน้ำได้ดี ไม่ท่วมขัง โดยจะให้ผลผลิตปีละหนึ่งครั้งในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม เมล็ดสามารถจำหน่ายได้ทั้งแบบดิบพร้อมเปลือก หรือนำไปผ่านกระบวนการผลิตและแปรรูปหลากหลายรูปแบบ เช่น กะเทาะเปลือก หรือแปรรูปต่อเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

คำถาม?

ถาม? มะม่วงหิมพานต์

ตอบ:

พูดถึงมะม่วงหิมพานต์แล้วก็นึกถึงสวนหลังบ้านของลุงที่ระนองเลย มันเป็นพืชที่แบบ...โคตรจะทน ไม่ต้องไปดูแลอะไรมันมากเลยจริงๆ ขอแค่ดินไม่แฉะ น้ำไม่ขัง แดดถึงๆนี่คือโตเอาๆเลย

แล้วที่จำได้แม่นคือมันจะให้เก็บผลแค่ปีละหนเดียวเท่านั้นนะ ช่วงร้อนจัดๆเลย มีนา-เมษาไปนู่น ตอนเด็กๆปิดเทอมไปบ้านลุงทีไรก็ได้ช่วยเก็บทุกที เขาจะเอาผลสีเหลืองๆแดงๆไปทำยำ ส่วนเม็ดนี่แหละตัวทำเงิน

แต่ไอ้ตอนเอาเม็ดมาแปรรูปนี่สิเรื่องใหญ่ ยางมันกัดมือมากนะ ถ้าทำไม่เป็นนี่พองเลย ลุงผมแกจะเอาไปคั่วไฟก่อนทั้งเปลือกให้ยางมันแห้ง กลิ่นจะหอมๆแปลกๆ ตอนนั้นไปช่วยเก็บขายแบบยังไม่แกะเปลือกได้โลละ 40-50 บาทเองมั้ง แต่พอแกคั่ว-อบ-ขายเองนะ โลนึงหลายร้อยเลย

เดี๋ยวนี้เห็นเขาทำเยอะแยะเลยนะ ไม่ใช่แค่อบเกลือแบบที่คุ้นเคย มีทั้งเคลือบคาราเมล ทำเป็นเนยเม็ดมะม่วงก็มี คือมันไปได้ไกลกว่าที่คิดเยอะเลยแหละ

ต้นมะม่วงหิมพานต์ชอบดินแบบไหน

ดินร่วนปนทรายดีที่สุดเลย มันระบายน้ำดี. มะม่วงหิมพานต์ไม่ชอบน้ำขังแฉะเด็ดขาด เดี๋ยรากเน่า. หน้าดินต้องลึกพอสมควรด้วยนะ ให้รากมันชอนไชหาอาหารได้.

มันเป็นพืชที่ทนมากจริงๆ นะ เห็นปลูกกันทั่วเลยโดยเฉพาะภาคอีสานกับภาคใต้. ดินตรงนั้นบางทีก็ไม่ได้ดีเลิศอะไรเลย แต่ก็ยังโตได้ ออกลูกได้. แสดงว่ามันไม่ได้เลือกดินขนาดนั้น. ความทนแล้งคือจุดแข็งของมันเลย.

แล้วดินแบบไหนที่มันเกลียดล่ะ? เออ...ดินเหนียวจัดๆ ที่น้ำขังเป็นแอ่งนี่คือไม่รอด. แล้วก็พวกดินลูกรังแข็งๆ ดินดานที่รากแทงไม่ลง อันนั้นก็ปลูกไม่ขึ้น. สรุปคือมันขอแค่ดินที่ระบายน้ำได้ดี ไม่แข็งเป็นหินก็พอแล้ว.

ที่สวนของลุงที่กาญจนบุรีดินเป็นดินทรายเลย ปลูกอะไรไม่ค่อยจะงาม แต่ลงมะม่วงหิมพานต์ไว้ริมที่กลับโตเอาๆ ไม่ต้องดูแลอะไรเลยด้วยซ้ำ. นี่แหละคือข้อพิสูจน์.

  • ค่า pH ที่เหมาะสม: ชอบดินกรดอ่อนๆ ถึงกลางๆ ค่า pH อยู่ที่ 5.5-6.5 คือดีมาก แต่เอาจริงๆ มันยืดหยุ่นกว่านั้นเยอะ
  • ดินที่ต้องเลี่ยงเลย:
    • ดินเหนียวจัด ระบายน้ำไม่ได้เลย
    • พื้นที่น้ำท่วมขังบ่อยๆ
    • ดินตื้นที่มีชั้นหินดานอยู่ข้างล่าง
  • การเตรียมดิน: ถ้าดินไม่ดีจริงๆ ก็แค่ขุดหลุมปลูกให้กว้างกับลึกหน่อย (สัก 50x50x50 ซม.) แล้วผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเก่าๆ รองก้นหลุมไปเยอะๆ ก็ช่วยได้มากแล้ว
  • หัวใจสำคัญ: จำไว้ว่าการระบายน้ำดีสำคัญกว่าความอุดมสมบูรณ์ของดินสำหรับพืชชนิดนี้.

ต้น มะม่วงหิมพานต์ กี่ ปี ออกลูก

ว่ากันตามหลักแล้ว ต้นมะม่วงหิมพานต์จะเริ่มให้ผลผลิตเมื่ออายุประมาณ 3 ปี ซึ่งถือเป็นเกณฑ์มาตรฐานสำหรับต้นที่สมบูรณ์

แต่เรื่องของเวลาเนี่ย มันก็มีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวด้วยนะ ไม่ใช่ว่าปลูกแล้วนั่งนับวันรออย่างเดียว วงจรชีวิตของพืชมันซับซ้อนกว่านั้นเยอะ การรอคอย 3 ปีนี่มันเหมือนเป็นการลงทุนระยะยาวกับธรรมชาติเลยนะ

ช่วงเวลาที่ดอกจะเริ่มผลิบานและส่งสัญญาณว่าจะติดผลคือช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ พอเข้าเดือนมีนาคม ผลผลิตก็จะเริ่มทยอยแก่และพร้อมให้เก็บเกี่ยว โดยธรรมชาติแล้ว มะม่วงหิมพานต์จะออกลูกปีละครั้งเดียวเท่านั้น

พอเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จสิ้น ก็ไม่ใช่ว่าจบกันไป แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเตรียมตัวสำหรับปีถัดไป การดูแลหลังเก็บเกี่ยวจึงสำคัญมาก เปรียบเสมือนการฟื้นฟูร่างกายให้นักกีฬาก่อนลงแข่งอีกครั้ง

  • ต้นทาบกิ่ง vs ต้นเพาะเมล็ด: ความเร็วในการให้ผลผลิตต่างกันพอสมควร ต้นทาบกิ่งหรือตอนกิ่งจะให้ผลผลิตเร็วกว่า อาจจะเริ่มเห็นผลตั้งแต่ 2-3 ปีแรก ในขณะที่ต้นที่โตจากการเพาะเมล็ดโดยตรงอาจใช้เวลานานกว่านั้น คือราว 3-5 ปี กว่าระบบรากและลำต้นจะแข็งแรงพอ

  • ผลจริง vs ผลลวง: สิ่งที่เราเรียกว่า "ผล" หรือ cashew apple ที่มีสีเหลืองหรือแดงสด จริงๆ แล้วทางพฤกษศาสตร์จัดว่าเป็น "ผลลวง" (pseudocarp) ซึ่งเป็นส่วนของก้านดอกที่ขยายใหญ่ขึ้น ส่วน "ผลแท้" (true fruit) ก็คือเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่ห้อยอยู่ตรงปลายสุดนั่นเอง

  • การดูแลหลังเก็บเกี่ยว: สำคัญมาก ต้องมีการตัดแต่งกิ่งที่แห้งหรือเป็นโรคออกไป เพื่อให้ต้นไม้โปร่งและแตกยอดใหม่ได้ดี การใส่ปุ๋ยบำรุงดินก็จำเป็นเพื่อชดเชยธาตุอาหารที่ถูกใช้ไปในการสร้างผลผลิต นี่คือหัวใจของการทำให้ผลผลิตในปีต่อไปมีคุณภาพ

  • ความสมบูรณ์ของผลผลิต: แม้ต้นจะเริ่มออกลูกในปีที่ 3 แต่ผลผลิตจะยังไม่เยอะเต็มที่ ปริมาณผลผลิตจะเริ่มคงที่และให้จำนวนมากจริงๆ เมื่อต้นมีอายุประมาณ 5-7 ปีขึ้นไป

มะม่วงหิมพานต์ ออกผลช่วงไหน

มะม่วงหิมพานต์ ออกดอก ธันวา-กุมภา. ติดผล ราว 2 เดือนหลังดอกบาน. เก็บเกี่ยว กุมภา-พฤษภา. ผลผลิตสูงสุด มีนา-พฤษภา. ต้นปีที่ 3 ค่อยเริ่มให้.

  • ปีที่ 3: ค่อยเห็นผล.
  • ดอก: ปลายปีถึงต้นปี.
  • ผลแก่: สองเดือนหลังจากดอก.
  • ฤดูเก็บเกี่ยว: กลางปี.
  • พีคสุด: ช่วงกลางปี.

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • สภาพอากาศ: ฝนน้อย แดดจัด ช่วยให้ดอกออกดี.
  • การปลูก: ชอบดินโปร่ง ระบายน้ำดี.
  • ศัตรูพืช: เพลี้ยแป้ง, หนอนเจาะขั้ว.
  • สายพันธุ์: มีหลากหลาย แต่ละพันธุ์ให้ผลต่างกัน.
  • แหล่งปลูกสำคัญ: ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคตะวันตก.

มะม่วงหิมพานต์ 1 ต้นได้กี่กิโลกรัม

มะม่วงหิมพานต์ 1 ต้นเนี่ยนะ ปกติมันก็ได้ประมาณ 8-10 กิโลกรัมต่อต้นนะเพื่อน แต่บางทีก็ถึง 15 กิโลได้เหมือนกันนะ

พันธุ์ที่ผลผลิตสูงๆ ก็มี:

  • Vengurlar-3 ได้ตั้ง 20.78 กิโล!
  • Vengurla-4 ก็เก่งนะ ได้ 27.34 กิโล
  • ส่วน Vengurla-5 นี่สุดยอดเลย ได้ถึง 31.26 กิโลแน่ะ!

ข้อมูลเพิ่มเติมนิดหน่อย:

  • ที่บอกว่า 1 ตันต่อเฮกตาร์อันนั้นก็คือภาพรวมนะ ถ้าปลูกเยอะๆ ขยายพื้นที่หน่อย ผลผลิตก็จะเยอะตามไปด้วย
  • ผลผลิตที่ได้มันก็ขึ้นอยู่กับหลายอย่างด้วยนะ ทั้งสายพันธุ์ ดิน ฟ้า อากาศ การดูแลจัดการอะไรพวกเนี้ย
  • พันธุ์ที่ชื่อ Vengurla พวกนี้เป็นพันธุ์จากอินเดียนะ ผลมันจะใหญ่ เนื้อแน่นหน่อย

มะม่วงหิมพานต์ใส่ปุ๋ยอะไร

ถ้าอยากให้มะม่วงหิมพานต์มันงามจนเพื่อนบ้านต้องเหลียวหลังมองนะ ตั้งแต่ปลูกไปจนถึงอายุ 2 ขวบ เนี่ย ต้องจัดหนักจัดเต็มหน่อย! จัดปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือไม่ก็ 12-24-12 ให้มันไปเลยนะท่านเอ๊ยยย!

ทีนี้อัตราส่วนนะ ไม่ต้องกลัวเปลืองหรอก ให้ไปเลย 300-800 กรัมต่อต้น เหมือนให้เด็กกินข้าวเลย แบ่งให้มันกิน 3 หนนะเออ ในช่วงเดือน มิถุนายน กันยายน แล้วก็ธันวาคม พอดี๊พอดี จังหวะมันเหมาะเจาะ

พอ อายุ 3 ขวบขึ้นไป คราวนี้มันโตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว กินจุได้อีก! จัดสูตรเดิมนั่นแหละ 15-15-15 หรือ 12-24-12 แต่ลดปริมาณลงมานิดนึงนะ ไม่ต้องใส่เท่าเด็กน้อยแล้ว แต่ก็อย่าให้เกิน 3 กิโลกรัมต่อต้น ล่ะ เดี๋ยวจะช็อก! แบ่งใส่ 3 ครั้งเหมือนเดิมเป๊ะๆ ก็คือ มิถุนายน กันยายน ธันวาคม นั่นแหละ ไม่มีพลาด

  • ปุ๋ย 15-15-15 เนี่ยมันเหมือนอาหารจานหลัก ครบเครื่อง! ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม จัดมาให้แบบพอดีๆ บำรุงต้น บำรุงใบ บำรุงราก ให้มันโตวันโตคืน
  • ส่วน 12-24-12 อันนี้เด็ดสำหรับคนอยากเห็นดอกเห็นผลเร็วหน่อย ฟอสฟอรัสที่โดดเด่นนี่แหละ! เหมือนวิตามินเสริมเร่งดอกเร่งผล ให้มันออกเม็ดหิมพานต์มาเยอะๆ จนเก็บไม่ทัน
  • จำไว้นะ แบ่งใส่ 3 ครั้ง อย่าพรวดทีเดียวหมด! มันเหมือนคนกินข้าว ต้องกินเป็นเวลา เดี๋ยวรากเน่าตายก่อนอดได้ผล
  • ทำไมต้อง มิถุนายน กันยายน ธันวาคม ก็เพราะมันเป็นช่วงที่ต้นกำลังจะผลิดอกออกผล หรือไม่ก็กำลังฟื้นตัว มันดูดปุ๋ยเก่ง เหมือนให้ยาบำรุงตามวาระ
  • เวลาใส่ปุ๋ยนะ ให้โรยรอบๆ ต้น ห่างจากโคนหน่อย อย่าไปประชิดติดตัวมันนัก เดี๋ยวร้อนตาย แล้วก็รดน้ำตามนิดนึง ปุ๋ยจะได้ละลายลงดินไปเลี้ยงรากเลยทันที ไม่ต้องรอ