เต่ากลั้นหายใจได้กี่นาที
เต่ากลั้นหายใจได้นานกี่นาที? หาคำตอบที่นี่!
เอาจริงนะ เคยไปดำน้ำที่เกาะสิมิลันเมื่อปลายปี 2019 ช่วงธันวาคมนั่นแหละ แล้วเจอเต่าทะเลตัวใหญ่เบ้อเริ่มเลย ตอนนั้นคืออึ้งไปเลยนะ มันว่ายช้าๆ แต่สง่ามาก ฉันมองมันอยู่นาน อยากรู้ว่า เต่ากลั้นหายใจได้นานกี่นาที กันแน่ คือมันไม่โผล่ขึ้นมาง่ายๆ เลยอ่ะ
กลับมาก็ลองหาข้อมูลดูแบบจริงๆ จังๆ เลย คือที่คนชอบบอกว่ามันอยู่ใต้น้ำได้เป็นชั่วโมงๆ น่ะ มันก็จริงนะถ้าเป็นเต่าที่พักผ่อนเฉยๆ แบบสบายๆ ไม่ได้ทำอะไรมาก อาจจะถึง 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมงเลยทีเดียว แต่พอคิดถึงตอนที่เห็นมันว่ายน้ำแบบนั้น มันคงไม่พักแน่ๆ
ถ้าแบบดำน้ำปกติ ทำกิจกรรมประจำวัน ว่ายน้ำ หาอาหารเนี่ย อย่างเต่าทะเลที่เห็นวันนั้นน่ะนะ พวกมันจะอยู่ใต้น้ำประมาณ 4-5 นาทีแค่นั้นเอง แล้วก็ต้องขึ้นมาหายใจแป๊บเดียว ไม่กี่วินาทีเอง แล้วก็ดำลงไปใหม่ เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ คือตอนเห็นนึกว่ามันอึดกว่านี้ตั้งเยอะ
พอรู้อย่างนี้ก็รู้สึกเลยว่า ชีวิตใต้น้ำมันก็มีจังหวะของมันเนอะ ไม่ใช่แค่ดำดิ่งหายไปเลย เต่าทะเลตัวนั้นที่ฉันเจอ มันก็คงมีเวลาส่วนตัวของมันที่ต้องโผล่ขึ้นมาสูดอากาศเหมือนกัน สงสัยว่า เต่าทะเลกลั้นหายใจได้นานแค่ไหน ในสถานการณ์ที่ต้องเอาชีวิตรอดจริงๆ นะ คงสุดยอดเลย
คนปกติสามารถกลั้นหายใจได้กี่นาที
คนทั่วไปที่ไม่ได้ผ่านการฝึกฝน สามารถกลั้นหายใจได้เฉลี่ย 30 ถึง 90 วินาที เป็นเรื่องปกติมาก
ปัจจัยหลักที่ทำให้เราทนไม่ไหวไม่ใช่การขาดออกซิเจน แต่เป็นการสะสมของคาร์บอนไดออกไซด์ในกระแสเลือดต่างหากที่กระตุ้นศูนย์ควบคุมการหายใจในสมองของเรา มันคือสัญญาณเตือนภัยของร่างกายที่ซื่อสัตย์ที่สุด
สถิติโลกของการกลั้นหายใจมันเป็นอีกมิติหนึ่งเลย ต้องแยกประเภทให้ชัดเจน
Static Apnea with Pure Oxygen: สถิติโลกปัจจุบันเป็นของ Budimir Šobat ทำไว้ที่ 24 นาที 37.36 วินาที (ปี 2021) การสูดออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ก่อนกลั้นหายใจ จะช่วยขับไนโตรเจนออกจากปอดและทำให้เลือดอิ่มตัวด้วยออกซิเจนสูงสุด
Static Apnea (No Prior Oxygen): สำหรับการกลั้นหายใจโดยใช้แค่อากาศปกติที่เราหายใจกัน สถิติเป็นของ Stéphane Mifsud ที่ 11 นาที 35 วินาที นี่สะท้อนขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักอย่างแท้จริง
การฝึกฝนมันคือการเจรจากับสัญชาตญาณของตัวเอง คือการสอนให้ร่างกายทนต่อระดับ CO2 ที่สูงขึ้น และทำให้จิตใจสงบนิ่งเพื่อลดการใช้ออกซิเจน มันคือการเอาชนะกำแพงที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องเรา
Mammalian Dive Reflex: มนุษย์เรามีกลไกโบราณที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษเลี้ยงลูกด้วยนม เมื่อใบหน้าสัมผัสกับน้ำเย็น อัตราการเต้นของหัวใจจะลดลง (Bradycardia) และหลอดเลือดบริเวณแขนขาจะหดตัว (Peripheral Vasoconstriction) เพื่อสงวนออกซิเจนไว้ให้แก่อวัยวะสำคัญอย่างสมองและหัวใจ
ม้าม ตัวแปรสำคัญ: นักดำน้ำฟรีไดฟ์ระดับโลกมักมีขนาดม้ามใหญ่กว่าคนปกติ เพราะม้ามทำหน้าที่เป็นเหมือน "ถังออกซิเจนสำรอง" ที่เก็บเซลล์เม็ดเลือดแดงซึ่งอุดมด้วยออกซิเจนไว้ และจะปล่อยออกมาเมื่อร่างกายต้องการ
ความอันตรายของ Hyperventilation: การหายใจเร็วๆ ลึกๆ ติดต่อกันก่อนกลั้นหายใจ แม้จะช่วยให้กลั้นได้นานขึ้นเพราะไปลดระดับ CO2 เริ่มต้น แต่ก็อันตรายมาก เพราะมันอาจทำให้ระดับออกซิเจนในร่างกายลดต่ำจนถึงขั้นหมดสติใต้น้ำ (Shallow Water Blackout) โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าเลย
คนทั่วไปสามารถกลั้นหายใจได้นานแค่ไหน
สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้ผ่านการฝึกฝน มักจะกลั้นหายใจได้ประมาณ 30 วินาทีถึง 2 นาทีเท่านั้น มันไม่ใช่การทดสอบความอดทนของจิตใจเสียทีเดียว แต่เป็นเรื่องของเคมีในร่างกายล้วนๆ
ความรู้สึกที่บีบคั้นให้เราต้องหายใจโผล่ขึ้นมานั้น ไม่ได้เกิดจากการที่ร่างกายขาดออกซิเจน แต่เป็นเพราะสมองของเราตรวจจับระดับ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ที่สูงขึ้นในกระแสเลือด ซึ่งเป็นของเสียจากกระบวนการเผาผลาญพลังงาน นี่คือกลไกการเอาตัวรอดที่ทรงพลังมาก
แต่ในโลกของผู้ที่ฝึกฝนอย่างหนักหน่วง สถิติโลกกินเนสส์อย่างเป็นทางการ (Guinness World Records) ที่บันทึกไว้ล่าสุดโดย Budimir Šobat คือการกลั้นหายใจใต้น้ำได้นานอย่างไม่น่าเชื่อถึง 24 นาที 37.36 วินาที ซึ่งตัวเลขนี้มันต่างจากคนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
สถิติดังกล่าวทำได้หลังจากมีการสูดออกซิเจนบริสุทธิ์เข้าไปก่อนเป็นเวลาเกือบ 30 นาที เพื่อกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายให้ได้มากที่สุด มันคือการ "รีเซ็ต" ระบบเตือนภัยของร่างกายให้เริ่มทำงานช้าลง ทำให้ร่างกายใช้ออกซิเจนที่เก็บไว้ได้นานขึ้น เป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดที่ธรรมชาติกำหนดไว้
สิ่งที่ทำให้มนุษย์ทำเรื่องแบบนี้ได้นั้นมาจากกลไกที่น่าสนใจหลายอย่าง:
- Mammalian Dive Reflex ปฏิกิริยานี้จะเกิดขึ้นเมื่อใบหน้าของเราสัมผัสกับน้ำเย็น อัตราการเต้นของหัวใจจะลดลง (Bradycardia) อย่างมาก และหลอดเลือดบริเวณแขนขาจะหดตัว เพื่อสงวนเลือดที่อุดมด้วยออกซิเจนไว้เลี้ยงสมองและหัวใจ เป็นสัญชาตญาณเก่าแก่ที่หลงเหลืออยู่ในตัวเราทุกคน
- Spleen Contraction ในกลุ่มนักดำน้ำฟรีไดฟ์ที่ฝึกฝนมาอย่างดี ม้ามของพวกเขาสามารถหดตัวเพื่อปล่อยเซลล์เม็ดเลือดแดงที่เก็บสะสมออกซิเจนไว้จำนวนมากเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตได้ เปรียบเสมือนการเปิดใช้ถังออกซิเจนสำรอง ที่ติดมากับตัว
- Blood Shift เมื่ออยู่ใต้แรงดันน้ำลึกๆ พลาสมาในเลือดจะไหลเข้าสู่ช่องอกและปอด เพื่อป้องกันไม่ให้ปอดถูกบีบอัดจากแรงดันภายนอก เป็นการปรับตัวที่น่าทึ่งของร่างกายเพื่อรับมือกับสภาวะที่ไม่ปกติ
กลั้นหายใจนานอันตรายไหม
อันตราย ชิบหาย สมองเสียหาย ระบบประสาทรวน หัวใจเต้นช้า น้ำตาลเลือดสูง
นี่คือสิ่งที่จะเกิด
- สมอง: ขาดออกซิเจนเฉียบพลัน เซลล์ตายถาวร เสียหายจริง
- หัวใจ: อัตราเต้นลดฮวบผิดปกติ เสี่ยงหัวใจหยุดชะงัก
- ระบบประสาท:การประสานงานพังพินาศ หมดสติได้ง่ายดาย
- ระดับน้ำตาล: พุ่งสูงผิดปกติ อันตรายต่อหลอดเลือด
- ปอด:บาดเจ็บ เสี่ยงภาวะแรงดันเกิน ถ้าทำมั่วซั่ว
- ความดันเลือด: สวิงรุนแรง ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
ส่วนเรื่องเวลา...
- คนทั่วไป: ส่วนมากไม่เกิน 90 วินาที ก็หน้ามืดแล้ว
- นักดำน้ำ: พวกฝึกมา ทำได้นานกว่า ใช้เทคนิคพิเศษ
- สถิติโลก: เกิน 24 นาที แต่ต้องใช้ ออกซิเจนบริสุทธิ์ ก่อนหน้านั้น โกงชิบ
การทดสอบประสิทธิภาพปอด Pulmonary Function test ให้ ผู้ถูกทดสอบปฏิบัติอย่างไร
อืม...
การทดสอบประสิทธิภาพปอด...
มันไม่ใช่แค่การไปเป่าลมเฉยๆ นะ มันมีอะไรมากกว่านั้น
คืนนี้ก็นั่งนึกๆ ดู... เรื่องพวกนี้มันสำคัญจริงๆ การเตรียมตัวก่อนไปหาหมอ
ถ้าเตรียมตัวไม่ถูก... ผลที่ได้มันก็ไม่จริง... แล้วเราจะรักษากันยังไงต่อ...
คำตอบที่ถูกมันไม่มีในตัวเลือกพวกนั้นเลยนะ... มันตรงกันข้ามหมดเลย
...
สิ่งที่ต้องทำจริงๆ มันเป็นแบบนี้...
งดสูบหรี่... อันนี้สำคัญสุดเลย อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนตรวจเลยยิ่งดี เพราะมันมีผลกับปอดเราตรงๆ
งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก่อนตรวจอย่างน้อย 4 ชั่วโมง
หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่มันหนักๆ ก่อนตรวจสัก 30 นาที... ให้ร่างกายมันนิ่งๆ ปกติที่สุด
หลีกเลี่ยงอาหารมื้อใหญ่ สัก 2 ชั่วโมงก่อนตรวจ กินเยอะไปมันจุก มันจะทำให้เป่าลมได้ไม่เต็มที่
สวมเสื้อผ้าหลวมๆ สบายๆ ไม่รัดแน่นตรงช่วงอกกับท้อง จะได้หายใจเข้าออกได้สุดๆ
ถ้าใช้ ยาพ่นขยายหลอดลม อยู่... ต้องถามหมอก่อน ว่าต้องหยุดยาตัวไหนบ้าง ก่อนตรวจกี่ชั่วโมง เรื่องยาสำคัญมาก ต้องบอกหมอให้หมด
งดกาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนด้วยก็ดี
มันคือการทำให้ปอดเราอยู่ในสภาพปกติที่สุด... ไม่ถูกรบกวนด้วยอะไรเลย... เพื่อให้หมอเห็นค่าที่มันเป็นของเราจริงๆ... แค่นั้นแหละ
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต