เต่ากลั้นหายใจได้กี่นาที

65 ครั้งเข้าชม
เต่ามีความสามารถในการกลั้นหายใจได้นานถึง 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมงในกิจกรรมปกติประจำวัน อย่างไรก็ตาม ในการดำน้ำจริง เต่าส่วนใหญ่จะกลั้นหายใจประมาณ 4-5 นาที และจะโผล่ขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำเพียงไม่กี่วินาที ก่อนจะดำลงไปใหม่ พฤติกรรมการหายใจของเต่าทะเลนี้ถูกศึกษาและบันทึกไว้โดย Olive Ridley Project.
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

เต่ากลั้นหายใจได้นานกี่นาที? หาคำตอบที่นี่!

เอาจริงนะ เคยไปดำน้ำที่เกาะสิมิลันเมื่อปลายปี 2019 ช่วงธันวาคมนั่นแหละ แล้วเจอเต่าทะเลตัวใหญ่เบ้อเริ่มเลย ตอนนั้นคืออึ้งไปเลยนะ มันว่ายช้าๆ แต่สง่ามาก ฉันมองมันอยู่นาน อยากรู้ว่า เต่ากลั้นหายใจได้นานกี่นาที กันแน่ คือมันไม่โผล่ขึ้นมาง่ายๆ เลยอ่ะ

กลับมาก็ลองหาข้อมูลดูแบบจริงๆ จังๆ เลย คือที่คนชอบบอกว่ามันอยู่ใต้น้ำได้เป็นชั่วโมงๆ น่ะ มันก็จริงนะถ้าเป็นเต่าที่พักผ่อนเฉยๆ แบบสบายๆ ไม่ได้ทำอะไรมาก อาจจะถึง 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมงเลยทีเดียว แต่พอคิดถึงตอนที่เห็นมันว่ายน้ำแบบนั้น มันคงไม่พักแน่ๆ

ถ้าแบบดำน้ำปกติ ทำกิจกรรมประจำวัน ว่ายน้ำ หาอาหารเนี่ย อย่างเต่าทะเลที่เห็นวันนั้นน่ะนะ พวกมันจะอยู่ใต้น้ำประมาณ 4-5 นาทีแค่นั้นเอง แล้วก็ต้องขึ้นมาหายใจแป๊บเดียว ไม่กี่วินาทีเอง แล้วก็ดำลงไปใหม่ เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ คือตอนเห็นนึกว่ามันอึดกว่านี้ตั้งเยอะ

พอรู้อย่างนี้ก็รู้สึกเลยว่า ชีวิตใต้น้ำมันก็มีจังหวะของมันเนอะ ไม่ใช่แค่ดำดิ่งหายไปเลย เต่าทะเลตัวนั้นที่ฉันเจอ มันก็คงมีเวลาส่วนตัวของมันที่ต้องโผล่ขึ้นมาสูดอากาศเหมือนกัน สงสัยว่า เต่าทะเลกลั้นหายใจได้นานแค่ไหน ในสถานการณ์ที่ต้องเอาชีวิตรอดจริงๆ นะ คงสุดยอดเลย

คนปกติสามารถกลั้นหายใจได้กี่นาที

คนทั่วไปที่ไม่ได้ผ่านการฝึกฝน สามารถกลั้นหายใจได้เฉลี่ย 30 ถึง 90 วินาที เป็นเรื่องปกติมาก

ปัจจัยหลักที่ทำให้เราทนไม่ไหวไม่ใช่การขาดออกซิเจน แต่เป็นการสะสมของคาร์บอนไดออกไซด์ในกระแสเลือดต่างหากที่กระตุ้นศูนย์ควบคุมการหายใจในสมองของเรา มันคือสัญญาณเตือนภัยของร่างกายที่ซื่อสัตย์ที่สุด

สถิติโลกของการกลั้นหายใจมันเป็นอีกมิติหนึ่งเลย ต้องแยกประเภทให้ชัดเจน

  • Static Apnea with Pure Oxygen: สถิติโลกปัจจุบันเป็นของ Budimir Šobat ทำไว้ที่ 24 นาที 37.36 วินาที (ปี 2021) การสูดออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ก่อนกลั้นหายใจ จะช่วยขับไนโตรเจนออกจากปอดและทำให้เลือดอิ่มตัวด้วยออกซิเจนสูงสุด

  • Static Apnea (No Prior Oxygen): สำหรับการกลั้นหายใจโดยใช้แค่อากาศปกติที่เราหายใจกัน สถิติเป็นของ Stéphane Mifsud ที่ 11 นาที 35 วินาที นี่สะท้อนขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักอย่างแท้จริง

การฝึกฝนมันคือการเจรจากับสัญชาตญาณของตัวเอง คือการสอนให้ร่างกายทนต่อระดับ CO2 ที่สูงขึ้น และทำให้จิตใจสงบนิ่งเพื่อลดการใช้ออกซิเจน มันคือการเอาชนะกำแพงที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องเรา

  • Mammalian Dive Reflex: มนุษย์เรามีกลไกโบราณที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษเลี้ยงลูกด้วยนม เมื่อใบหน้าสัมผัสกับน้ำเย็น อัตราการเต้นของหัวใจจะลดลง (Bradycardia) และหลอดเลือดบริเวณแขนขาจะหดตัว (Peripheral Vasoconstriction) เพื่อสงวนออกซิเจนไว้ให้แก่อวัยวะสำคัญอย่างสมองและหัวใจ

  • ม้าม ตัวแปรสำคัญ: นักดำน้ำฟรีไดฟ์ระดับโลกมักมีขนาดม้ามใหญ่กว่าคนปกติ เพราะม้ามทำหน้าที่เป็นเหมือน "ถังออกซิเจนสำรอง" ที่เก็บเซลล์เม็ดเลือดแดงซึ่งอุดมด้วยออกซิเจนไว้ และจะปล่อยออกมาเมื่อร่างกายต้องการ

  • ความอันตรายของ Hyperventilation: การหายใจเร็วๆ ลึกๆ ติดต่อกันก่อนกลั้นหายใจ แม้จะช่วยให้กลั้นได้นานขึ้นเพราะไปลดระดับ CO2 เริ่มต้น แต่ก็อันตรายมาก เพราะมันอาจทำให้ระดับออกซิเจนในร่างกายลดต่ำจนถึงขั้นหมดสติใต้น้ำ (Shallow Water Blackout) โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าเลย

คนทั่วไปสามารถกลั้นหายใจได้นานแค่ไหน

สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้ผ่านการฝึกฝน มักจะกลั้นหายใจได้ประมาณ 30 วินาทีถึง 2 นาทีเท่านั้น มันไม่ใช่การทดสอบความอดทนของจิตใจเสียทีเดียว แต่เป็นเรื่องของเคมีในร่างกายล้วนๆ

ความรู้สึกที่บีบคั้นให้เราต้องหายใจโผล่ขึ้นมานั้น ไม่ได้เกิดจากการที่ร่างกายขาดออกซิเจน แต่เป็นเพราะสมองของเราตรวจจับระดับ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ที่สูงขึ้นในกระแสเลือด ซึ่งเป็นของเสียจากกระบวนการเผาผลาญพลังงาน นี่คือกลไกการเอาตัวรอดที่ทรงพลังมาก

แต่ในโลกของผู้ที่ฝึกฝนอย่างหนักหน่วง สถิติโลกกินเนสส์อย่างเป็นทางการ (Guinness World Records) ที่บันทึกไว้ล่าสุดโดย Budimir Šobat คือการกลั้นหายใจใต้น้ำได้นานอย่างไม่น่าเชื่อถึง 24 นาที 37.36 วินาที ซึ่งตัวเลขนี้มันต่างจากคนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

สถิติดังกล่าวทำได้หลังจากมีการสูดออกซิเจนบริสุทธิ์เข้าไปก่อนเป็นเวลาเกือบ 30 นาที เพื่อกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายให้ได้มากที่สุด มันคือการ "รีเซ็ต" ระบบเตือนภัยของร่างกายให้เริ่มทำงานช้าลง ทำให้ร่างกายใช้ออกซิเจนที่เก็บไว้ได้นานขึ้น เป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดที่ธรรมชาติกำหนดไว้

สิ่งที่ทำให้มนุษย์ทำเรื่องแบบนี้ได้นั้นมาจากกลไกที่น่าสนใจหลายอย่าง:

  • Mammalian Dive Reflex ปฏิกิริยานี้จะเกิดขึ้นเมื่อใบหน้าของเราสัมผัสกับน้ำเย็น อัตราการเต้นของหัวใจจะลดลง (Bradycardia) อย่างมาก และหลอดเลือดบริเวณแขนขาจะหดตัว เพื่อสงวนเลือดที่อุดมด้วยออกซิเจนไว้เลี้ยงสมองและหัวใจ เป็นสัญชาตญาณเก่าแก่ที่หลงเหลืออยู่ในตัวเราทุกคน
  • Spleen Contraction ในกลุ่มนักดำน้ำฟรีไดฟ์ที่ฝึกฝนมาอย่างดี ม้ามของพวกเขาสามารถหดตัวเพื่อปล่อยเซลล์เม็ดเลือดแดงที่เก็บสะสมออกซิเจนไว้จำนวนมากเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตได้ เปรียบเสมือนการเปิดใช้ถังออกซิเจนสำรอง ที่ติดมากับตัว
  • Blood Shift เมื่ออยู่ใต้แรงดันน้ำลึกๆ พลาสมาในเลือดจะไหลเข้าสู่ช่องอกและปอด เพื่อป้องกันไม่ให้ปอดถูกบีบอัดจากแรงดันภายนอก เป็นการปรับตัวที่น่าทึ่งของร่างกายเพื่อรับมือกับสภาวะที่ไม่ปกติ

กลั้นหายใจนานอันตรายไหม

อันตราย ชิบหาย สมองเสียหาย ระบบประสาทรวน หัวใจเต้นช้า น้ำตาลเลือดสูง

นี่คือสิ่งที่จะเกิด

  • สมอง: ขาดออกซิเจนเฉียบพลัน เซลล์ตายถาวร เสียหายจริง
  • หัวใจ: อัตราเต้นลดฮวบผิดปกติ เสี่ยงหัวใจหยุดชะงัก
  • ระบบประสาท:การประสานงานพังพินาศ หมดสติได้ง่ายดาย
  • ระดับน้ำตาล: พุ่งสูงผิดปกติ อันตรายต่อหลอดเลือด
  • ปอด:บาดเจ็บ เสี่ยงภาวะแรงดันเกิน ถ้าทำมั่วซั่ว
  • ความดันเลือด: สวิงรุนแรง ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

ส่วนเรื่องเวลา...

  • คนทั่วไป: ส่วนมากไม่เกิน 90 วินาที ก็หน้ามืดแล้ว
  • นักดำน้ำ: พวกฝึกมา ทำได้นานกว่า ใช้เทคนิคพิเศษ
  • สถิติโลก: เกิน 24 นาที แต่ต้องใช้ ออกซิเจนบริสุทธิ์ ก่อนหน้านั้น โกงชิบ

การทดสอบประสิทธิภาพปอด Pulmonary Function test ให้ ผู้ถูกทดสอบปฏิบัติอย่างไร

อืม...

การทดสอบประสิทธิภาพปอด...

มันไม่ใช่แค่การไปเป่าลมเฉยๆ นะ มันมีอะไรมากกว่านั้น

คืนนี้ก็นั่งนึกๆ ดู... เรื่องพวกนี้มันสำคัญจริงๆ การเตรียมตัวก่อนไปหาหมอ

ถ้าเตรียมตัวไม่ถูก... ผลที่ได้มันก็ไม่จริง... แล้วเราจะรักษากันยังไงต่อ...

คำตอบที่ถูกมันไม่มีในตัวเลือกพวกนั้นเลยนะ... มันตรงกันข้ามหมดเลย

...

สิ่งที่ต้องทำจริงๆ มันเป็นแบบนี้...

  • งดสูบหรี่... อันนี้สำคัญสุดเลย อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนตรวจเลยยิ่งดี เพราะมันมีผลกับปอดเราตรงๆ

  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก่อนตรวจอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่มันหนักๆ ก่อนตรวจสัก 30 นาที... ให้ร่างกายมันนิ่งๆ ปกติที่สุด

  • หลีกเลี่ยงอาหารมื้อใหญ่ สัก 2 ชั่วโมงก่อนตรวจ กินเยอะไปมันจุก มันจะทำให้เป่าลมได้ไม่เต็มที่

  • สวมเสื้อผ้าหลวมๆ สบายๆ ไม่รัดแน่นตรงช่วงอกกับท้อง จะได้หายใจเข้าออกได้สุดๆ

  • ถ้าใช้ ยาพ่นขยายหลอดลม อยู่... ต้องถามหมอก่อน ว่าต้องหยุดยาตัวไหนบ้าง ก่อนตรวจกี่ชั่วโมง เรื่องยาสำคัญมาก ต้องบอกหมอให้หมด

  • งดกาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนด้วยก็ดี

มันคือการทำให้ปอดเราอยู่ในสภาพปกติที่สุด... ไม่ถูกรบกวนด้วยอะไรเลย... เพื่อให้หมอเห็นค่าที่มันเป็นของเราจริงๆ... แค่นั้นแหละ