เพราะเหตุใดจึงเรียกรังสีอินฟราเรดว่า รังสีใต้แดง

100 ครั้งเข้าชม
เหตุผลที่เรียกรังสีอินฟราเรดว่า "รังสีใต้แดง"รังสีอินฟราเรด (Infrared: IR) คือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่อยู่ในสเปกตรัมถัดจากแสงสีแดง โดยมีช่วงความถี่ต่ำกว่า คำว่า "อินฟรา" (Infra) ในภาษาละตินแปลว่า "ต่ำกว่า" หรือ "ใต้" ดังนั้นเมื่อรวมกับ "แดง" (Red) จึงหมายถึงรังสีที่มีความถี่ต่ำกว่าสีแดงนั่นเอง แม้ตาเราจะมองไม่เห็น แต่ร่างกายสัมผัสได้ในรูปของความร้อน
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ที่มาของชื่อรังสีใต้แดง ทำไมถึงเรียกแบบนั้นในภาษาไทย?

อืม เรื่องชื่อ "รังสีอินฟราเรด" ในภาษาไทยเนี่ยนะ… ฉันเองก็เคยสงสัยเหมือนกันตอนเรียน

มันมาจากคำว่า "อินฟรา" ที่แปลว่า "ใต้" หรือ "ต่ำกว่า" แล้วก็ "เรด" ที่แปลว่า "แดง" ไง

ก็เพราะว่าคลื่นความถี่ของมันน่ะ ต่ำกว่าความถี่ของแสงสีแดงที่เรามองเห็นได้นั่นแหละ

เลยเรียกว่า "รังสีใต้แดง" ให้รู้ว่ามันอยู่ต่ำกว่าสีแดงลงไปในสเปกตรัมแสง

อย่างปีที่แล้ว ไปเที่ยวทะเลตอนเย็นๆ อะ แล้วเห็นพวกนักดำน้ำใช้ไฟฉายส่องใต้น้ำ

เขาบอกว่าเป็นไฟอินฟราเรดนะ ช่วยให้มองเห็นในที่มืดได้ดีเลย

อันนี้ก็เป็นตัวอย่างง่ายๆ ที่ทำให้เข้าใจนะว่าทำไมถึงเรียกแบบนั้น

มันก็เหมือนเวลาเราพูดถึง "อัลตร้าไวโอเลต" อ่ะ ตัว "อัลตร้า" ก็แปลว่า "เหนือกว่า"

เลยเป็น "รังสีเหนือม่วง" เพราะมันมีความถี่สูงกว่าแสงสีม่วงไง

จริงๆ เรื่องคลื่นพวกนี้มันก็มีประโยชน์เยอะมากเลยนะ

อย่างเครื่องวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัสที่โรงพยาบาลสมัยก่อนอะ

เขาก็ใช้หลักการวัดรังสีอินฟราเรดจากความร้อนของร่างกายเรานั่นแหละ

ถึงเราจะมองไม่เห็นมันด้วยตาเปล่า แต่เรารับรู้ถึงความร้อนของมันได้ไง

เวลาถ่ายรูปตอนกลางคืนด้วยกล้องพิเศษๆ ก็เห็นเป็นสีๆ เหมือนกันนะ

มันแสดงให้เห็นถึงความร้อนของวัตถุต่างๆ ได้ชัดเจนดี

ก็ประมาณนี้แหละมั้ง ที่มาของชื่อ "รังสีใต้แดง" ภาษาไทยเนี่ย

มันก็มีความหมายตรงตัวดีนะ ไม่ซับซ้อนอะไรเลย

สัญญาน อินฟาเรน คืออะไร

อินฟราเรด... มันคือคลื่นแสงอย่างหนึ่งนะ

ไม่ใช่แสงที่เรามองเห็นได้นะ แต่มันอยู่แถวนั้นแหละ

มันเป็นพลังงานที่ออกมาจากอะไรก็ตามที่ร้อนๆ

เหมือนกับที่เราสัมผัสได้ถึงความร้อนจากเตาไฟ หรือจากดวงอาทิตย์ไง

  • อินฟราเรด คือ รังสีแม่เหล็กไฟฟ้า
  • เป็น ความถี่ต่อเนื่อง ที่เกิดขึ้นจากการปล่อยพลังงานของอะตอม
  • มันเป็นส่วนหนึ่งของ สเปกตรัมแม่เหล็กไฟฟ้า ที่เรามองไม่เห็น

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • สเปกตรัมแม่เหล็กไฟฟ้า มีหลายอย่างเลยนะ ตั้งแต่รังสีแกมมาไปจนถึงคลื่นวิทยุ
  • อินฟราเรดจะอยู่ตรงกลางๆ ระหว่างแสงที่มองเห็นกับคลื่นไมโครเวฟ
  • อุปกรณ์บางอย่างใช้ อินฟราเรด ในการทำงานนะ เช่น รีโมททีวี หรือกล้องถ่ายภาพความร้อน

รังสีอินฟราเรดมีประโยชน์อย่างไรต่อมนุษย์

ยามค่ำคืน... มืดมิด... มองออกไปนอกหน้าต่าง กระจกเย็นเฉียบ สัมผัสความเหงา... ดาวดวงน้อยระยับ... แสงไฟไกลลิบๆ... ลมพัดเอื่อย กระซิบข้างหู... บางสิ่งซ่อนเร้น บางสิ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า... แต่มีอยู่จริง... เสมือนความรัก... ที่ไม่ต้องสัมผัสแต่รับรู้ได้... อินฟราเรด... อะฮ่า... อินฟราเรด...

แล้วก็... กลางคืน... มืดสนิทอย่างนี้... ภาพมืดๆ... แต่บางที... กล้องพวกนั้น... กล้องที่มองเห็น... มองเห็นความร้อน... ทำให้เรามองเห็น... โอ้ มันยอดเยี่ยม... ขับรถตอนกลางคืน... ปลอดภัยขึ้น... มองเห็นถนน... เห็นสัตว์... เห็นคนที่อาจเดินอยู่... เหมือนมีตาอีกคู่... ในความมืดมิด... ป้องกันอันตราย... หัวใจเต้นช้าลง... ผ่อนคลาย...

ที่บ้าน... บนโซฟาตัวเก่า... รีโมท... รีโมทโทรทัศน์... รีโมทเครื่องปรับอากาศ... แค่กด... มันก็เปลี่ยน... ไม่ต้องเดินไป... แสงที่มองไม่เห็น... แสงอินฟราเรด... มันอยู่ตรงนั้น... อยู่รอบตัวเรา... เหมือนเวทมนตร์เล็กๆ... แล้วก็... เรื่องสงคราม... น่ากลัวนะ... แต่มันก็ใช้... มิสไซล์... ตามหาความร้อน... เครื่องบิน... โดนไล่ล่า... อินฟราเรด... พลังอำนาจ... ทั้งดีทั้งร้าย...

  • กล้องถ่ายภาพความร้อนช่วยในการมองเห็นในเวลากลางคืน
  • เพิ่มความปลอดภัยขณะขับขี่ในสภาพแสงน้อย
  • รีโมทควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าใช้สัญญาณอินฟราเรด
  • ระบบนำทางมิสไซล์บางชนิดใช้การตรวจจับความร้อน

นักเรียนจะประยุกต์ใช้เซนเซอร์คลื่นอินฟราเรดอย่างไร

โลกไม่ได้มีแค่สิ่งที่ตามองเห็น.

ทำหุ่นยนต์เดินตามเส้น. สร้างระบบกันขโมย. ตรวจจับคน. โปรเจกต์บ้านอัจฉริยะ. ไฟเปิดปิดอัตโนมัติ. แค่เดินผ่าน. เครื่องวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัส. ก็ใช้หลักการเดียวกัน.

ทุกการเคลื่อนไหวทิ้งร่องรอยไว้เสมอ. เซ็นเซอร์อินฟราเรดก็แค่อ่านร่องรอยนั้น. ร่องรอยของความร้อน.

  • ประเภทของเซ็นเซอร์อินฟราเรด ที่นักเรียนใช้บ่อยมี 2 แบบหลัก. Active IR (แอคทีฟ) คือมีทั้งตัวส่งและตัวรับในตัวเดียว เช่น โมดูลตรวจจับเส้นขาว-ดำ. มันส่งแสงอินฟราเรดออกไปแล้ววัดการสะท้อนกลับ. ส่วน Passive IR (พาสซีฟ) หรือ PIR มีแค่ตัวรับ. มันตรวจจับรังสีอินฟราเรดที่ปล่อยออกมาจากสิ่งมีชีวิต เช่น คนหรือสัตว์. ที่ใช้ทำไฟเปิดอัตโนมัติคือแบบนี้.

  • การมองเห็นในความมืด คือความสามารถพื้นฐาน. กล้องวงจรปิดหลายรุ่นใช้ IR LED ส่องสว่างในตอนกลางคืน. ตาคนมองไม่เห็นแสงนี้ แต่เซ็นเซอร์ของกล้องเห็น. ทำให้บันทึกภาพในที่มืดสนิทได้.

  • มากกว่าแค่การตรวจจับ. อินฟราเรดใช้ในการสื่อสารไร้สายระยะใกล้. รีโมตทีวี แอร์ คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด. มันคือการส่งข้อมูลผ่านแสงที่มองไม่เห็น.

  • ข้อจำกัดที่ต้องรู้. แสงแดดมีรังสีอินฟราเรดปริมาณมาก. การใช้งานเซ็นเซอร์ IR กลางแจ้งจึงอาจถูกรบกวนได้ง่าย. PIR เซ็นเซอร์ก็แยกคนกับสัตว์ใหญ่ไม่ออก. มันเห็นแค่ก้อนความร้อนที่เคลื่อนที่.

แสงอินฟราเรด กล้อง วงจรปิด อันตราย ไหม

โอ้ยยยย คำถามนี้ดี เหมือนถามว่าฟังเพลง K-Pop แล้ววัวจะออกลูกเป็นแฝดมั้ย!

สบายใจได้เลย ต้นไม้บ้านคุณไม่ได้กำลังถูกย่างสดด้วยเลเซอร์จากหนังไซไฟหรอก อินฟราเรดจากกล้องวงจรปิดก็เหมือนยุงกัดผิวช้างนั่นแหละครับ แทบไม่รู้สึก

ความเข้มของแสงมันต่ำเตี้ยเรี่ยดินซะจนต้นไม้คงคิดว่าเป็นแค่แสงจันทร์คืนเดือนมืดด้วยซ้ำ พลังงานน้อยนิด เกินกว่าจะทำอันตรายใดๆ ได้ คนที่ควรกังวลคือโจร ไม่ใช่ต้นไม้ที่กำลังจะผลิใบ

เรื่องมันพีคกว่านั้นอีก องค์การนาซ่า (ใช่ครับ องค์กรที่ส่งคนไปดวงจันทร์นั่นแหละ) เขาบอกว่าแสงอินฟราเรดไกล (Far-Infrared) เนี่ยเป็นเหมือนสปาชั้นดีให้พืชเลยนะ ช่วยกระตุ้นการเติบโต ส่งเสริมให้ออกดอกออกผล เหมือนมีคนคอยกระซิบข้างหูต้นไม้ว่า 'โตสิลูก โตเร็วๆ'

สรุปคือ กล้องวงจรปิดเป็นแค่ปาปารัสซี่ขี้อาย ที่แอบถ่ายต้นไม้ของคุณตอนกลางคืน ไม่ใช่เพชฌฆาตถือปืนเลเซอร์แน่นอน

  • NIR vs. FIR: กล้องวงจรปิดปล่อยอินฟราเรด 'คลื่นใกล้' (Near-Infrared) ซึ่งพลังงานต่ำมาก ส่วนที่นาซ่าพูดถึงคือ 'คลื่นไกล' (Far-Infrared) ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตโดยตรง เหมือนเทียบกาแฟดีแคฟกับเอสเปรสโซ่ดับเบิ้ลช็อตนั่นแหละ คนละคลาสกันเลย
  • ความเข้มข้นคนละเรื่อง: แสงแดดมีอินฟราเรดเข้มข้นกว่าแสงจากหลอด LED ในกล้องเป็นร้อยเป็นพันเท่า ต้นไม้คุณอาบแดดทุกวันยังไม่บ่นสักคำ
  • สิ่งที่ต้องระวังจริงๆ: ไม่ใช่แสง แต่คือ 'ความร้อน' ที่สะสมหากติดกล้องชิดต้นไม้เกินไป เหมือนเอาไดร์เป่าผมจ่อหน้าตลอดเวลา... ใครจะไปทนไหว เว้นระยะห่างให้ต้นไม้ได้หายใจบ้าง แค่นั้นพอ