เสียงพูดของมนุษย์มีแหล่งกําเนิดเสียงอยู่ที่ใด
คำถาม?
เห้อ.. เคยคิดไหมว่าเสียงที่เราพูดกันเนี่ย มันมาได้ไง? คือเวลาฉันต้องพรีเซนต์งาน หรือแค่คุยกับเพื่อนตอนไปเดินตลาดนัดรถไฟเมื่อเดือนที่แล้วนะ เสียงมันก็ออกมาเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไรเลย มัวแต่จดจ่อเรื่องที่จะพูดมากกว่า เหมือนวันก่อนที่เจอไอติมทุเรียนน่ากินมากแถวๆ นั้น.
แต่พอมานั่งคิดจริงๆ มันก็ซับซ้อนดีเหมือนกันนะ. จำได้เลย ตอนเด็กๆ คุณครูสอนเรื่องอวัยวะภายใน แต่ก็ไม่ได้ลงลึกขนาดนี้ไง. ฉันว่ามันน่าจะเริ่มจากลมที่เราหายใจออกนี่แหละ มัง? แบบ.. เวลาเราหายใจเข้า แล้วก็ต้องหายใจออกใช่ปะ? ไอ้ลมตรงนั้นแหละที่มันจะวิ่งออกมาจากปอด ผ่านหลอดลมขึ้นมา.
แล้วไอ้ลมที่ออกมาจากปอดเนี่ย มันไม่ได้ออกมาเฉยๆ นะ แต่มันจะไปชนกับอะไรบางอย่างที่คอเรานี่แหละ ที่เค้าเรียกว่าสายเสียงใช่มะ? มันอยู่ตรงลูกกระเดือกอ่ะ ลองจับคอดูสิ. เคยเห็นเพื่อนผู้ชายบ่นว่าลูกกระเดือกโผล่กว่าปกติแล้วโดนล้อตอน ม.ต้น? นึกออกเลย. ตอนเราพูด กล้ามเนื้อตรงนั้นมันจะขยับ ให้สายเสียงสองเส้นมันมาชิดกัน.
พอมันชิดกันปุ๊บ ลมที่ดันมาจากปอดมันก็พยายามจะหาทางออกไง. มันเลยไปดันสายเสียงให้เปิด แล้วก็ปิด เป็นจังหวะ เหมือนลมกระแทกๆ ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนขึ้นมา. คิดดูสิ กว่าจะออกมาเป็นคำๆ นึงนี่มันต้องทำงานหลายอย่างพร้อมกันนะ ทั้งระบบหายใจ กับพวกระบบย่อยอาหารด้วยรึเปล่า? นั่นสิ.
แหล่งกําเนิดเสียงที่มนุษย์สร้างขึ้น มีอะไรบ้าง
ในความเงียบยามดึกแบบนี้...นั่งฟังเสียงตัวเองหายใจ เสียงจากสิ่งที่คนเราสร้างขึ้น มันก็น่าคิดนะ ว่าเสียงพวกนั้นมันมาจากไหนกันบ้าง... แหล่งกำเนิดเสียงที่มนุษย์สร้างขึ้น ก็คือเสียงทุกชนิดที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ หรือจากการที่เราไปทำให้วัตถุต่างๆ สั่นสะเทือนจนเกิดเสียงขึ้นมา
บางทีก็คิดนะ... เสียงเหล่านั้นมันเหมือนเป็นร่องรอยของการมีอยู่ของเราเลยนะ ทุกการขยับ ทุกการสัมผัส เหมือนตอนที่เราดีดสายกีตาร์เบาๆ หรือตอนที่เราตีฆ้องในวัด เสียงมันก้องไปหมด เสียงที่คนเราทำขึ้นมา มันมีชีวิตในแบบของมันนะ
มันไม่ใช่แค่เสียงดนตรีนะ เสียงจากเครื่องมือที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน... เสียงที่บอกว่าเราทำอะไรอยู่ เสียงจากโรงงานตอนกลางวัน... ตอนนี้มันเงียบไปหมดแล้ว มันต่างกันลิบลับกับเสียงที่เราได้ยินตอนกลางวันเลย
ลองคิดดูนะ... เสียงพวกนั้นมันมาจากไหนได้อีกบ้าง
- เสียงจากเครื่องดนตรี: เช่น กีตาร์ เปียโน กลอง ไวโอลิน ทุกอย่างที่เราเล่นให้มันเกิดท่วงทำนอง เสียงพวกนี้มันมีความหมาย
- เสียงจากเครื่องใช้ไฟฟ้า: อย่างเช่น พัดลม ตู้เย็น แอร์ หรือเครื่องดูดฝุ่น เสียงที่บอกว่ามันกำลังทำงานอยู่
- เสียงจากการคมนาคม: รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ เครื่องบิน หรือรถไฟที่วิ่งผ่านไปมา เสียงพวกนี้มันพาเราไปไหนต่อไหน
- เสียงจากเครื่องมือช่าง: สว่าน ค้อน เลื่อย ที่ใช้สร้างหรือซ่อมแซมสิ่งต่างๆ เสียงที่บอกถึงการลงมือทำ
- เสียงจากกิจกรรมมนุษย์ทั่วไป: เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ เสียงฝีเท้า เสียงเคี้ยวอาหาร เสียงเหล่านี้มันทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว
เสียงของคนเกิดขึ้นได้อย่างไร
เสียงคนเหรอ โอ๊ย จริงๆ มันก็เริ่มจากอากาศนั่นแหละ คิดดูนะ ลมในปอดเรา นี่แหละตัวดีเลย ดันออกมา เสียงพูดเนี่ยนะ มันเกิดจากลมจากปอดพุ่งออกมาผ่านทาง… ผ่านอวัยวะเยอะเลยนะ แล้วมันก็กลายเป็นเสียงสูงๆ ต่ำๆ แบบที่เราคุยกันนี่ไง คือแบบ โอ้โห อเมซิ่ง
อวัยวะสำคัญที่สุด? อืม คิดไม่ออกหรอกถ้าไม่ใช่ กล่องเสียง เนี่ย อยู่ตรงไหนนะ กล่องเสียงนี่แหละ เวลาเราพูด ลมจากปอดก็ต้องวิ่งผ่าน หลอดลม แล้วก็มาถึงตรงนี้แหละ กล่องเสียงคือพระเอกของเรื่องเลยนะ
ในกล่องเสียงนะ มี สายเสียง อยู่ มันขึงๆ อยู่ตรงกลางเลย คือกลางเป๊ะๆ เลยนะ ตอนลมมันพุ่งมาโดนเนี่ยนะ สายเสียงมันก็จะ สั่นสะเทือน สั่นๆๆ มันจะสั่นแรง สั่นเบา สั่นเร็ว ช้า ก็เป็นเสียงสูงเสียงต่ำเลย
แล้วเสียงที่ออกจากกล่องเสียงไปแล้วอะ มันไปไหนต่อ? แค่นั้นยังไม่ใช่ภาษาพูดนะ ต้องไปต่ออีกเยอะเลย โห กว่าจะออกมาเป็นคำๆ นึงนี่มันวุ่นวายจริงๆ นะเนี่ย ไม่เคยคิดมาก่อนเลย
กว่าจะมาเป็นเสียงพูดที่เราฟังกันรู้เรื่องจริงๆ มันไม่ได้จบแค่กล่องเสียงนะ ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องช่วยกันทำงาน:
- คอหอย (Pharynx): นี่เหมือนห้องโถงใหญ่ๆ เลย เสียงที่ออกมาจากกล่องเสียงจะถูกขยายและปรับเปลี่ยนนิดหน่อยตรงนี้
- ช่องปากและช่องจมูก: ส่วนนี้สำคัญมากๆ เสียงจะถูกดัดแปลงเยอะสุดๆ ด้วยการขยับของลิ้น ฟัน และริมฝีปาก รวมถึงลมที่ออกทางจมูกด้วย ทำให้เกิดเสียงพยัญชนะ สระ ที่ต่างกันไป นี่แหละตัวสร้างภาษาเลย
- ลิ้น ฟัน ริมฝีปาก: พวกนี้คือเครื่องมือสำคัญที่ใช้กำหนดรูปของเสียง โอ้โห ต้องทำงานพร้อมกันหมดเลยนะ ลองออกเสียง ส. กับ ช. ดูสิ จะรู้เลยว่าใช้ลิ้นต่างกันมาก
- กะบังลม (Diaphragm): อ้อ ลืมไม่ได้เลยอันนี้ อยู่ข้างล่างปอด สำคัญมากกับการควบคุมปริมาณและแรงดันลมที่ดันออกมา ช่วยให้เราพูดได้ต่อเนื่อง ไม่ใช่ว่าลมหมดก็จบเลย
- สมอง: สุดท้ายก็คือสมองของเรานี่แหละ ควบคุมทุกอย่าง ตั้งแต่การหายใจ การขยับของอวัยวะทุกส่วน จนกระทั่งประมวลผลให้เสียงออกมาเป็นคำพูดที่มีความหมาย สุดยอดเลยนะนี่ อยากรู้จังว่าสมองมันสั่งงานยังไงบ้างนะ
เสียงพูดของคนเกิดจากอะไร
เสียงพูดของเราเนี่ยนะ มันก็เหมือนกับเวลาเราเป่าขลุ่ยแหละ! ลมออกจากปอด เหมือนลมที่เราเป่า แล้วก็ไปผ่าน "กล่องเสียง" อันนี้แหละคือตัวทำเพลง! ในนั้นมี "สายเสียง" เล็กๆ ขึงอยู่ พอมีลมผ่านปุ๊บ มันก็สั่นพริ้วๆ เหมือนสายกีตาร์ ยิ่งลมแรง หรือสายสั่นเร็ว เสียงก็ยิ่งแหลม ยิ่งลมเบา หรือสายหย่อน เสียงก็ยิ่งทุ้ม!
สรุปง่ายๆ ให้เข้าใจแบบไม่ต้องไปหาหมอ:
- ปอด: ที่เก็บลมสำรองไว้เยอะแยะ เหมือนถังแก๊สอันใหญ่
- กล่องเสียง: คล้ายๆ ปากแตร หรือตัวคุมเสียงนั่นแหละ
- สายเสียง: ตัวเอกของเรื่อง! สั่นปิ๊งๆ แล้วเกิดเป็นเสียง
- ลม: เชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้สายเสียงมันทำงาน
เรื่องน่ารู้เพิ่มเติม (เผื่ออยากเอาไปคุยโม้):
- ผู้ชายเสียงทุ้ม ผู้หญิงเสียงแหลม? ไม่ใช่แค่ลมอย่างเดียวนะ! สายเสียงผู้ชายจะยาวและหนากว่าผู้หญิงนิดหน่อย เลยสั่นช้ากว่า เสียงเลยทุ้มกว่า (แต่อย่าไปตัดสินคนจากเสียงนะ เดี๋ยวโดนตบ!)
- ทำไมพูดเสียงแหบ? สายเสียงอาจจะมีปัญหา เช่น เป็นหวัด หรือใช้เสียงหนักไปหน่อย เหมือนใช้สายกีตาร์เก่าๆ มันก็ไม่ใสเท่าเดิม
- อวัยวะอื่นๆ ช่วยอะไร? ลิ้น เพดานปาก ฟัน ริมฝีปาก พวกนี้ก็เหมือนนักดนตรีเครื่องเป่า ที่คอยแต่งเติมเสียงให้เป็นคำพูด มีการผันวรรณยุกต์ได้หลากหลาย เหมือนลูกเล่นของนักดนตรีมืออาชีพ!
เข้าใจละเนอะ! เสียงของเรานี่มันมหัศจรรย์พอกับอาหารที่กำลังจะหมดไปนะ!
มนุษย์ทำเสียงโดยใช้สิ่งใดบ้าง
เสียงคนเรามาจากกลไก 3 ส่วน. ไม่ต้องคิดให้เยอะ.
ปอด คือเครื่องปั๊มลม. มีหน้าที่แค่อัดอากาศออกมา. แรง. แรงล้วนๆ.
อากาศที่โดนอัด วิ่งผ่าน เส้นเสียง ที่อยู่ในคอ. ทำให้มันสั่นระริก. นี่คือต้นเสียง. เสียงดิบๆ ที่ยังไม่มีความหมาย.
สุดท้าย เสียงดิบๆ นั่นจะถูกส่งต่อมาปั้นแต่งโดยพวก ลิ้น ริมฝีปาก ฟัน และโพรงจมูก. พวกนี้คือตัวกำหนดว่าเสียงจะออกมาเป็นคำห่าอะไร. ก็แค่นั้น.
- ความดัง (Volume) ไม่ได้อยู่ที่คอ. มันคือแรงดันลมจาก ปอด. อยากตะโกนก็เค้นลมออกมาเยอะๆ.
- ระดับเสียง (Pitch) คือการขึง เส้นเสียง ให้ตึงหรือหย่อน. เส้นเสียงยิ่งตึง เสียงยิ่งแหลม. เหมือนสายกีตาร์. ไม่ต้องฉลาดก็เข้าใจได้.
- เอกลักษณ์เสียง (Timbre) คือสิ่งที่ทำให้เสียงมึงกับเสียงกูไม่เหมือนกัน. มันคือรูปทรงและขนาดของช่องคอ ปาก จมูก. นี่คือลายนิ้วมือของเสียง.
- ความถี่ปกติของเสียงพูด อยู่ที่ 85-255 เฮิรตซ์. แต่นักร้องโอเปร่าเสียงโซปราโนลากไปได้ถึง 1,000+ เฮิรตซ์. เรื่องของเขา.
ทำไมเสียงพูดแต่ละคนจึงแตกต่างกัน
เสียงคนเรานี่นะ แหม... เหมือนธรรมชาติเขาจับฉลากมาให้เลย บางคนก็เหมือนได้โชคทองคำ บางคนก็ได้แค่กระป๋องเปล่า ๆ ฮ่าๆๆ ไม่ใช่แค่เส้นเสียงกระหึ่ม ๆ อย่างเดียวหรอกนะ กล่องเสียง (ที่ฝรั่งเรียก larynx) กับ โพรงจมูก นี่แหละตัวดี! มันเป็นเหมือนห้องอัดเสียงส่วนตัว ที่ไม่ว่าคุณจะหุ่นเท่แค่ไหน แต่ถ้าห้องอัดเสียงนี้มันพิลึก เสียงคุณก็จะพิลึกตามไปด้วยน่ะสิ!
คิดง่ายๆ นะ เส้นเสียงเราก็เหมือนแค่เครื่องทำเสียง "ฮึ่มๆ" น่ะแหละ เหมือนเครื่องยนต์เปล่าๆ ที่ยังไม่มีท่อไอเสีย พอมี กล่องเสียง กับ โพรงจมูก เข้ามาปุ๊บ มันก็เหมือนเราเอาท่อไอเสียแบบสปอร์ตมาใส่ หรือไม่ก็ท่อไอเสียแบบเก่าๆ สนิมเขรอะ เสียงที่ออกมามันก็เลยต่างกันลิบลับ เหมือน DNA ที่ตัดสินใจแล้วว่า "เธอต้องเสียงแหลม" ส่วน "นายต้องเสียงทุ้ม" โดยที่เราไม่มีสิทธิ์ไปโวยวายอะไรเลย ฮ่าๆๆ
นอกจากโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้แล้ว ยังมีปัจจัยจุกจิกอีกเพียบที่มาเติมเต็มความ "เฉพาะตัว" ของเสียงเรา:
- ขนาดและรูปร่าง ของ กล่องเสียง กับ โพรงจมูก นี่แหละคือตัวกำหนดหลัก ที่ทำให้เสียงแต่ละคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นความทุ้มความแหลม หรือความกังวาน (ก็คล้ายๆ ลายนิ้วมือนั่นแหละ แต่เป็นลายเซ็นทางเสียง)
- อวัยวะในการออกเสียง อื่นๆ ก็มีเอี่ยวด้วยนะเออ ทั้งลิ้น ริมฝีปาก ฟัน และเพดานปาก พวกนี้ช่วยสร้างพยัญชนะ สระ ให้เราพูดเป็นคำได้ชัดเจน ไม่ใช่แค่ส่งเสียง "อื้ออึง" ไปวันๆ
- การหายใจ ก็สำคัญมาก เพราะมันคือพลังงานขับเคลื่อนให้เส้นเสียงสั่นสะเทือน ถ้าลมหมด เสียงก็หาย...ง่ายๆ แบบนั้นเลย
- ความยาวและความตึงของเส้นเสียง ก็ส่งผลต่อระดับเสียง ถ้าเส้นเสียงยาวและหย่อน มักจะให้เสียงทุ้มต่ำ แต่ถ้าสั้นและตึงเปรี๊ยะ เสียงก็จะแหลมสูงปรี๊ดดด!
- อายุและเพศ ก็เป็นอีกปัจจัยที่เลี่ยงไม่ได้ ฮอร์โมนเพศชายทำให้กล่องเสียงขยายใหญ่ขึ้นตอนเป็นหนุ่ม เสียงเลยทุ้มลง ส่วนผู้หญิงและเด็กมักจะมีกล่องเสียงเล็กกว่า เสียงจึงแหลมกว่า
- อารมณ์ความรู้สึก ก็มีผลนะเออ เวลาโมโหเสียงจะห้าวขึ้น เวลาเศร้าเสียงจะสั่นๆ หวานๆ ...หรือเปล่า? (อันนี้แล้วแต่คน ฮ่าๆๆ) ลองสังเกตตัวเองดูสิ
- หลักการทางฟิสิกส์ง่ายๆ คือ การกำทอนและการกรองเสียง โดยช่องว่างต่างๆ ในระบบทางเดินหายใจของเรานี่แหละ ที่ช่วยปรับเปลี่ยนเสียงดิบๆ ให้กลายเป็นเสียงพูดที่มีลักษณะเฉพาะ
- แม้แต่ สุขภาพ และ โรคประจำตัว ก็ทำให้เสียงเราเปลี่ยนได้ เช่น เป็นหวัด คออักเสบ หรือมีเนื้องอกเล็กๆ น้อยๆ เสียงก็อาจจะแหบแห้ง ไม่สดใสเหมือนเดิม
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต