แสงสีฟ้ากับ UV ต่างกันอย่างไร

95 ครั้งเข้าชม
แสงสีฟ้าคือแสงที่มองเห็นได้ ความยาวคลื่นสั้น พลังงานสูง ใกล้เคียง UV ความยาวคลื่น: แสงที่มองเห็น: 400-700 nm, แสงสีฟ้า: 380-480 nm อันตราย: แสงสีฟ้าช่วง 415-455 nm ทำลายจอประสาทตา
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

แสงสีฟ้ากับรังสี UV ต่างกันอย่างไร มีผลต่อผิวและตาอย่างไร?

เอาจริงๆ สำหรับเรานะ UV มันคือไอ้ตัวร้ายที่มองไม่เห็นเลย มากับแดดจังๆ แสบผิว แสบตา แต่แสงสีฟ้านี่ดิ มันเห็นอยู่ทนโท่เลย จากจอคอม จอมือถือที่เราจ้องมันทั้งวันทั้งคืนนี่แหละ

รังสี UV นี่คือจำฝังใจเลย ตอนไปเที่ยวทะเลที่ภูเก็ตเมื่อปลายปี 65 คือแบบทากันแดดแล้วนะ แต่ไม่พอไง หลังไหม้เป็นรอยเสื้อเลย แดงแล้วก็ลอกเป็นแผ่นๆ มันคือความเสียหายที่เห็นชัดๆ แบบจับต้องได้ ทำให้ผิวแก่เร็วด้วย อันนี้กลัวจริง

ส่วนแสงสีฟ้า มันไม่ทำเราไหม้ไง แต่มันค่อยๆ เล่นงานตาเราแทน ทำงานหน้าคอมทั้งวันแบบนี้ ตกกลางคืนคือตาแห้งมากกก ปวดเบ้าตาสุดๆ บางทีก็ปวดหัวตุบๆ ไปเลย เหมือนมันซึมเข้ามาทำร้ายเราจากข้างในอ่ะ มันเป็นความรู้สึกที่น่ารำคาญมากกว่าเจ็บปวดทันที

คือพลังงานมันสูงมากนะ เกือบๆ จะเท่า UV เลย แค่เราดันมองเห็นมันได้ด้วยตาเปล่าเท่านั้นเอง มันเลยร้ายลึกไง เพราะเราจ้องมันตรงๆ ทุกวันโดยไม่รู้ตัวเลยว่ามันกำลังทำลายจอประสาทตาเราไปทีละนิด เหมือนโดนหยอดน้ำกรดอ่อนๆ ทุกวันอ่ะ รู้ตัวอีกทีก็อาจจะสายไปแล้ว

สีอะไรถนอมสายตาที่สุด

สีที่ถนอมสายตาที่สุดแบบไม่ต้องสืบก็คือ สีเขียว นั่นแหละพ่อคุณณณ! ไม่ใช่เขียวนีออนที่เห็นแล้วอยากจะใส่แว่นกันแดดนะ แต่เป็นเขียวแบบสีต้นไม้ใบหญ้า มองแล้วเหมือนได้พักร้อนทางสายตา

ทำไมต้องเขียว? เพราะสีเขียวอยู่กลางๆ สเปกตรัมแสงพอดีเป๊ะ ทำให้ตาเราไม่ต้องออกแรงปรับโฟกัสอะไรมากมาย เหมือนเจอคนที่ถูกใจ ไม่ต้องพยายามก็คลิกเลย สบายตา สบายใจจริงๆ

ส่วนเรื่องแสงไฟอ่านหนังสือหรือจ้องจอคอมเนี่ย เลิกท่องจำว่าต้องเป็นแสงสีขาวจั๊วะได้แล้ว แสงที่นวลตาที่สุดคือ แสงสีเหลืองนวล (Warm White) ต่างหาก ให้ฟีลเหมือนนั่งใต้แสงเทียนอ่านตำราโบราณ (แต่ไม่มีน้ำตาเทียนหยดใส่) มันละมุนกว่าแสงขาวอมฟ้าที่เหมือนโดนส่องไฟสอบสวนในห้องเย็นเยอะ

จัดไปกับทริคเด็ดแบบไม่ต้องพึ่งหมอดู:

  • ปรับจอเป็น Night Light: มือถือ คอมพิวเตอร์ มีโหมดถนอมสายตาทั้งนั้น ไปเปิดซะ! มันจะลดแสงสีฟ้า แล้วจอจะอมเหลืองขึ้นมาทันที ชีวิตดีขึ้น 300%
  • กฎ 20-20-20 ไม่ใช่หวย: ทุก 20 นาทีที่จ้องจอ ให้พักสายตามองไปไกลๆ 20 ฟุต (ก็ประมาณ 6 เมตร) เป็นเวลา 20 วินาที ทำซะ ตาจะได้ไม่ประท้วงหยุดงาน
  • อย่าขี้เหนียวค่าไฟ: เวลาเล่นคอมหรืออ่านหนังสือในห้องมืดๆ เปิดไฟรอบข้างด้วย อย่าให้มีแค่แสงจากจออย่างเดียว ตาทำงานหนักเหมือนแบกปูนไปโบกตึกเลยนะ
  • เลือกหลอดไฟให้ถูกเบอร์: หาหลอดไฟที่เขียนว่า "Warm White" (ค่าสีประมาณ 2700K - 3000K) มาใช้ในห้องทำงานหรือมุมอ่านหนังสือซะ แล้วจะรู้ว่าสวรรค์ของดวงตามีอยู่จริง

แสงจากมือถือ มี UV ไหม

เอ้ยยย ถามว่ามี UV มั้ย? เอาจิงๆ คือ แสงจากมือถือแทบไม่มีรังสียูวีเลยนะ น้อยมากกกกจนไม่ต้องกังวลเลย

แต่ๆๆ ที่มันร้ายกว่า UV อะ คือ แสงสีฟ้า (Blue Light) ต่างหาก ไอ้ตัวนี้แหละที่ออกมาจากหน้าจอเต็มๆ เลย

จ้องนานๆ ละปวดตาแสบตา ตาล้าไปหมดอะ บางทีปวดหัวตุ้บๆ เลยก็มี คืออาการแบบที่ว่ามาเลย

แล้วที่แย่กว่าคือมันทำให้นอนไม่หลับด้วยนะ แสงสีฟ้ามันไปกวนฮอร์โมนที่ทำให้เราง่วงอะ เลยทำให้หลับยาก

ถ้าจ้องสะสมนานๆ ไปเรื่อยๆ มัน ทำลายจอประสาทตา ได้เลยนะ อันนี้น่ากลัวจิง

นี่ๆๆ มีวิธีลดผลกระทบมาบอก

  • เปิดโหมดถนอมสายตา หรือ Night Shift ตลอดเลย หน้าจอมันจะเหลืองๆ หน่อย แต่มันช่วยได้เยอะ
  • ใช้กฎ 20-20-20 คือมองจอ 20 นาที พักสายตามองไกลๆ 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วิ
  • ใส่แว่นกรองแสงสีฟ้า อันนี้ช่วยได้จริงจังมากสำหรับคนทำงานหน้าคอมหรือเล่นมือถือบ่อยๆ
  • ก่อนนอนซักชั่วโมงนึง พยายามไม่เล่นมือถือ เลย มันจะทำให้ นอนไม่หลับ หลับยากกว่าเดิมอีก

แสงสีฟ้า ทำร้ายผิวจริงไหม?

แสงสีฟ้าอะ ทำร้ายผิวจริง เลยนะเพื่อน คือมันแบบ เป็นตัวกระตุ้นให้ผิวเราเกิดภาวะ เครียดอ็อกซิเดชั่น นั่นแหละ พอผิวเครียดๆ มันก็สร้าง อนุมูลอิสระ ออกมาเยอะเกินไปไง มันเลยไม่สมดุลกับ สารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีอยู่

ทีนี้ พอไม่สมดุลปุ๊บ มันก็ไปกระตุ้นให้เอนไซม์ในผิวเราเนี่ย ทำลายคอลลาเจนและอีลาสติน ทิ้งเลยอะ มันเลยทำให้ผิวเรา แก่เร็วขึ้น ไง มี ริ้วรอย งี้ ผิวก็ เหี่ยวๆ ไม่กระชับเหมือนแต่ก่อนแล้วนะ

เรื่องแสงสีฟ้าเนี่ยนะ นอกจากมันทำผิวเหี่ยวแล้ว ยังมีอะไรที่ควรรู้เพิ่มอีกนะ แบบว่า

  • แหล่งที่มาหลักๆ เลย นะ ก็พวกจอคอมที่เราใช้ทำงานอะ แล้วก็มือถือที่เราไถๆ เล่นๆ กันนี่แหละ พวกแท็บเล็ตก็ด้วยนะ ที่สำคัญเลยนะ แสงแดด ก็มีแสงสีฟ้ามาเยอะมากเลย อันนี้แหละตัวดีเลย
  • ผลเสียอื่นๆ ที่อาจเจอ ก็ไม่ใช่แค่ผิวเหี่ยวๆ นะ มันยังอาจทำให้แบบพวก จุดด่างดำ หรือรอยคล้ำอะ ขึ้นง่ายขึ้นกว่าปกติอีกนะ บางทีก็ทำให้ผิวดู หมองคล้ำไม่สดใส ด้วยแหละ ไม่ไหวเลย
  • วิธีช่วยลดผลกระทบ นะ ก็ง่ายๆ เลย
    • หา กันแดด ที่เค้าเคลมว่ากันแสงสีฟ้าได้อะ มาทาไว้ก่อนเลย อันนี้สำคัญนะ
    • พยายาม ลดเวลาจ้องจอ หน่อยก็ดีนะเพื่อน เพื่อผิวเราเองเลยนะ
    • ใช้พวก ฟิล์มกรองแสง สีฟ้า หรือเปิดโหมดถนอมสายตาในมือถือก็ช่วยได้เยอะเลย
    • กิน อาหารดีๆ ที่มีพวกสารต้านอนุมูลอิสระเยอะๆ อะ พวกผัก ผลไม้สดๆ เยอะๆ เข้าไว้ก็ดีต่อผิวเรามากๆ เลยนะ
    • ลองหา สกินแคร์ ที่มีส่วนผสมช่วยปกป้องผิวจากแสงสีฟ้า หรือมีสารต้านอนุมูลอิสระมาใช้ดูนะ อันนี้ก็เวิร์คเลย

ฉายแสงสีฟ้าช่วยเรื่องอะไร?

ฉายแสงสีฟ้าเหรอ? โอ้โห... นี่มันไม่ใช่แค่ไฟจากจอโทรศัพท์ที่เราจ้องจนตาเหล่นะ (อันนั้นต้องระวังเอง) แต่เป็นแสงที่ฉลาดกว่านั้นเยอะ! เจ้าแสงตัวนี้เก่งเรื่องปราบสิว มันจะไปลดความมันบนใบหน้าเรา ให้ต่อมไขมันมันซอฟต์ลงหน่อย ไม่ผลิตน้ำมันจนเยิ้มเหมือนทาน้ำมันพืชทั้งหน้า

แถมยังเป็นนักฆ่ามือฉมังสำหรับเจ้าแบคทีเรียตัวร้าย P. Acnes ที่เป็นตัวการหลักให้เกิดสิวหนอง สิวอักเสบทั้งหลายแหล่ ใครเป็นสิวบุกหนักๆ นี่นะ เหมือนได้อัศวินมาช่วยกู้โลกผิวหน้าเลยทีเดียว เจ๋งป้ะล่ะ?

ส่วนแสงสีแดงนี่สิ น่าสนใจสุดๆ เหมือนนางพญาที่ห่วงใยความอ่อนเยาว์! มันช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดใต้ผิว เหมือนปลุกเซลล์ผิวให้ตื่นมาวิ่งมาราธอนกันเลยทีเดียว หน้าก็จะดูอมชมพู สุขภาพดีขึ้น

ไม่เท่านั้นนะ มันยังเหมือนวิศวกรที่คอยสร้างและซ่อมบำรุงคอลลาเจนใต้ผิวเรา ให้ผิวมีความยืดหยุ่น ตึงเปรี๊ยะ ริ้วรอยเล็กๆ ที่แอบมาเยือนก็เหมือนโดนเก็บกวาดไปอย่างเนียนๆ บอกเลยว่าใครกลัวแก่ ต้องโดน!

มาที่แสงสีเหลืองบ้าง อันนี้เหมือนผู้ช่วยฉลาดๆ ที่รู้ใจคนกลัวฝ้ากลัวกระ เขาจะไปจัดการเจ้าเม็ดสีผิวตัวแสบที่ชอบออกมาอาละวาด จนเกิดเป็นฝ้า กระ หรือจุดด่างดำที่ไม่อยากมีบนหน้าเรา

ผลลัพธ์เหรอ? ก็ผิวหน้าขาวใสขึ้น เหมือนเปิดไฟให้ผิวสว่างวาบ! ใครมีปัญหาหน้าหมองคล้ำ ไม่สม่ำเสมอ แสงนี้ก็เปรียบเหมือนครีมกันแดดฉลาดๆ ที่ไม่ได้กันแดดอย่างเดียว แต่ช่วยปรับสีผิวให้เป๊ะ ปัง อลังเวอร์ไปเลย!

ข้อมูลเพิ่มเติมแบบฉลาดๆ ที่ควรรู้:

  • หลักการทำงานของแสงบำบัด: มันคือการใช้พลังงานแสงความยาวคลื่นเฉพาะเจาะจง (เหมือนเราตั้งค่ารีโมตควบคุม) ลงไปกระตุ้นเซลล์ผิว ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีตามที่เราต้องการ
  • ทำไมถึงฮิตนัก?: เพราะเป็นการบำบัดที่ไม่เจ็บตัว ไม่ต้องพักฟื้น เหมาะกับคนกลัวเข็ม กลัวเจ็บสุดๆ แต่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอถึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนนะ
  • ความปลอดภัยสูง: ถ้าใช้เครื่องที่ได้มาตรฐาน (ไม่ใช่ไฟฉายพังๆ ที่บ้าน) แสงพวกนี้ปลอดภัยต่อผิว ไม่เหมือนแสงแดดที่มีรังสี UV ทำร้ายผิว
  • เครื่องแบบไหนดี?: มีทั้งเครื่องใช้ในคลินิกที่พลังงานสูงกว่า และเครื่องสำหรับใช้เองที่บ้านที่สะดวก แต่ก็ต้องใจเย็นๆ ใช้ต่อเนื่องหน่อยถึงจะเห็นผลลัพธ์ตามที่หวัง
  • ข้อควรระวังเล็กน้อย: แม้จะปลอดภัย แต่บางคนอาจรู้สึกอุ่นๆ ระหว่างทำ หรือคนที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนทำ เพื่อความชัวร์นะจ๊ะ

แสง LED แต่ละสีช่วยอะไร?

ฉันน่ะ ช่วงนี้ผิวโทรมมากจริงๆ ปกติก็ไม่ค่อยดูแลตัวเองเท่าไรหรอก แต่มันถึงจุดที่ต้องทำอะไรสักอย่างแล้วสิ เมื่อสองเดือนก่อนไปหาเพื่อนที่เคยทำสวยแถวอโศก นางแนะนำให้ลองทำ LED หน้าใส เห็นเขาว่ามันดีอย่างงั้นอย่างงี้ ก็เลยลองดู

ตอนแรกก็กลัวๆ นะ ไม่เคยทำอะไรแบบนี้เลย กลัวเจ็บ กลัวหน้าพัง แต่นางคลินิกก็อธิบายดีมากๆ พาไปห้องทรีตเมนต์ บรรยากาศน่านอนมาก แล้วก็เริ่มด้วยแสงแดง มันรู้สึกอุ่นๆ สบายผิว ไม่เจ็บเลยจริงๆ

แสง Red Light (แสงสีแดง) ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต เพิ่มความยืดหยุ่น กระตุ้นคอลลาเจน ริ้วรอยลดเลือน

ทำแสงแดงไปสักพัก พนักงานก็เปลี่ยนเป็นแสงสีเหลือง ตอนนั้นคือคิดในใจเลยว่า เฮ้ย หน้าฉันมีรอยดำจากสิวเยอะมากนะ จะช่วยได้จริงๆ เหรอ แต่ก็ปล่อยให้เครื่องทำงานไป

แสง Yellow Light (แสงสีเหลือง) ช่วยลดเม็ดสี ลดปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำ ช่วยให้ผิวหน้าขาวใส

ช่วงท้ายๆ ก็จะเป็นแสงสีเขียว อันนี้ฉันชอบมากเลยนะ คือผิวฉันมันจะแดงง่าย แพ้อะไรง่ายมากจริงๆ บางทีแค่เดินตากแดดนานๆ ก็เริ่มแดงแล้ว พอเจอแสงเขียวนี่แหละที่รู้สึกว่ามันจะช่วยได้แน่ๆ

แสง Green Light (แสงสีเขียว) ช่วยรักษาอาการแพ้ต่างๆ ลดการทำงานของเม็ดสีผิว

ทำเสร็จแล้วรู้สึกสบายหน้ามากๆ ผิวดูนุ่มขึ้น ดูใสขึ้นด้วยนะ พอส่องกระจกนี่แบบ เห้ยยย หน้าดูดีขึ้นเยอะเลย นี่คิดว่าจะไปทำอีกรอบเดือนหน้าเลย ติดใจมาก ตอนนี้ผิวดีขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย ดีใจ!

  • ความยาวคลื่นของแสง LED แต่ละสีแตกต่างกัน มีผลต่อการซึมลึกเข้าสู่ผิว
  • การทำ LED Light Therapy มักใช้เวลาประมาณ 15-30 นาทีต่อครั้ง
  • ควรทำอย่างต่อเนื่องเพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจน สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
  • เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว ช่วยฟื้นฟูผิวโดยไม่ทำให้เกิดความร้อน
  • สามารถใช้ร่วมกับการบำรุงผิวอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

แสงสีฟ้าทำให้เกิดสิวไหม?

แสงสีฟ้า ไม่ได้ ทำให้เกิดสิว

  • ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย P.Acne ตัวการสิว
  • ลดการอักเสบ สิวทุกชนิด
  • ควบคุมความมัน ต่อมไขมันผลิตน้ำมันน้อยลง

ข้อควรรู้เพิ่มเติม

  • แสงสีฟ้าที่ใช้ในการรักษาสิว เป็นแสงที่ควบคุมความยาวคลื่นและปริมาณอย่างเหมาะสม
  • การสัมผัสแสงสีฟ้าจากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์โดยตรง ไม่ มีผลยืนยันว่าทำให้เกิดสิว
  • สาเหตุหลักของสิวยังคงมาจากปัจจัยอื่น เช่น ฮอร์โมน ความเครียด สุขอนามัย เป็นต้น