การ วิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ มี อะไร บ้าง

70 ครั้งเข้าชม
การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางธุรกิจถือเป็นสิ่งสำคัญในการวางแผน โดยทั่วไปนิยมใช้ SWOT เพื่อประเมินสถานะขององค์กรอย่างรอบด้าน เราพิจารณาจากจุดแข็ง (Strengths) และจุดอ่อน (Weaknesses) ภายในองค์กร เพื่อทำความเข้าใจศักยภาพและข้อจำกัด จากนั้นมองหาโอกาส (Opportunities) และรับมือกับอุปสรรค (Threats) จากปัจจัยภายนอก การวิเคราะห์นี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต.
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

วิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ มีปัจจัยอะไรที่ต้องรู้บ้าง?

ตอนจะทำธุรกิจเนี่ย ไอ้ที่เค้าเรียกกันว่า SWOT Analysis มันไม่ใช่แค่ตารางสี่ช่องในตำราเลยนะ มันคือการส่องกระจกดูตัวเองแบบโคตรจริงจังเลยล่ะ คือต้องมองให้ออกว่าเรามีอะไร แล้วข้างนอกมันเป็นยังไง

ตอนนั้นฉันอยากเปิดร้านกาแฟแถวอารีย์ช่วงปี 2021 จุดแข็ง (Strength) ของฉันคือสูตรเบลนด์เมล็ดกาแฟที่ได้มาจากเพื่อนที่เชียงราย ไม่มีใครเหมือนแน่ๆ แต่จุดอ่อน (Weakness) คือเงินทุนน้อยนิด แถมการตลาดก็ทำไม่เป็นเลย โพสต์รูปสวยๆ ลงโซเชียลยังไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ

ส่วนโอกาส (Opportunity) คือช่วงนั้นคน WFH กันเยอะมาก ต้องการกาแฟดีๆ ส่งถึงบ้าน เดลิเวอรี่บูมสุดๆ ส่วนอุปสรรค (Threat) คือร้านกาแฟแบรนด์ดังที่ตั้งอยู่ห่างไปแค่สองซอย แถมค่าเช่าที่ก็โหดมาก เดือนละหลายหมื่น นี่แหละสภาพแวดล้อมธุรกิจของจริง ไม่ใช่แค่ในกระดาษ

สุดท้ายมันคือการเอาทั้งหมดมาตีกันในหัวอะ ไม่ใช่แค่เขียนๆ ให้จบไป จุดแข็งของเราสู้ความสะดวกของเขาได้ไหม? เราจะใช้โอกาสเรื่องเดลิเวอรี่มากลบจุดอ่อนเรื่องทำเลได้รึเปล่า? มันคือการคิดแบบนี้มากกว่าท่องจำ S W O T

การวิเคราะห์สถานการณ์ SWOT Analysis มีองค์ประกอบอะไรบ้าง

SWOT Analysis? อืมมม... มันก็มี Strengths, Weaknesses, Opportunities, Threats. นี่มันตัวย่อไง S-W-O-T.

  • S คือ Strengths ไง จุดแข็งของเรานั่นแหละ อะไรที่ทำได้ดีกว่าคนอื่น หรือที่คนอื่นไม่มี

  • W คือ Weaknesses ส่วนนี้ก็ตรงข้าม Strengths ไง จุดอ่อน ข้อเสียที่เราต้องปรับปรุง

  • O Opportunities ก็คือโอกาสข้างนอกนั่นแหละ อะไรที่เราคว้าไว้ได้ อาจจะเป็นตลาดใหม่ เทรนด์ใหม่ๆ

  • T Threats อันนี้ก็อันตรายนะ อุปสรรค ข้อจำกัดที่มาก่อกวนเรา หรือคู่แข่งที่น่ากลัว

ข้อควรรู้เพิ่มเติม

  • Strengths กับ Weaknesses นี่เป็นเรื่องภายในองค์กรนะ ควบคุมได้
  • Opportunities กับ Threats นี่มาจากภายนอก สภาพแวดล้อมตลาดอะไรพวกนี้ คุมยากหน่อย
  • การทำ SWOT ที่ดี ต้องวิเคราะห์ให้ ชัดเจน และ เฉพาะเจาะจง ไม่ใช่พูดลอยๆ
  • เอาข้อมูลไปใช้ต่อ ได้จริงนะ ไม่ใช่ทำแล้วกองไว้เฉยๆ
  • มันช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น ว่าจะไปทางไหน ต่อสู้อะไร
  • บางทีก็ต้องดูคู่แข่งด้วย เขา strengths อะไร weaknesses ตรงไหน
  • โอกาส บางทีมันก็แฝงมากับ ภัยคุกคาม ก็มีนะ ต้องมองดีๆ
  • อย่ามองข้าม จุดเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้
  • ใครๆ ก็ทำได้ ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปถ้าตั้งใจ

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางธุรกิจคืออะไร

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางธุรกิจเหรอ มันก็คือ SWOT Analysis นั่นแหละ... ที่จริงมันเป็นเหมือนเครื่องมือที่เราเอาไว้นั่งคิดทบทวนเรื่องธุรกิจของเราตอนดึกๆ แบบนี้แหละนะ ค่อยๆ มองเข้าไปข้างใน ว่าตัวเรามีอะไรดี มีอะไรที่เรายังต้องปรับปรุง มันคือ จุดแข็ง กับ จุดอ่อน ของเราเลย

แล้วก็มองออกไปข้างนอกด้วย ว่าตอนนี้โลกมันมีอะไรใหม่ๆ ที่เราจะคว้ามาใช้ได้บ้าง นั่นคือ โอกาส... หรือมีอะไรที่มันกำลังจะเข้ามาเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเรา นั่นก็คือ อุปสรรค มันช่วยให้เราเห็นภาพทั้งหมดเลยนะว่าทุกอย่างมันเกี่ยวข้องกันยังไง มีผลกับธุรกิจเราหมดเลยจริงๆ

บางทีมันก็ช่วยให้เราจัดระเบียบความคิดได้ดีขึ้นนะ เหมือนแบ่งมันออกเป็นส่วนๆ เลย...

  • Strengths (จุดแข็ง): สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดตอนนี้ ทีมเราเก่งมากๆ สินค้าเราคุณภาพดีจริง
  • Weaknesses (จุดอ่อน): สิ่งที่เรายังขาดไป ยังต้องแก้ไข เช่น เงินทุนไม่มากพอ หรือกระบวนการทำงานยังช้าอยู่
  • Opportunities (โอกาส): ปัจจัยภายนอกที่อาจเป็นประโยชน์กับเรา มีตลาดใหม่ๆ เกิดขึ้น หรือเทรนด์ของคนกำลังเปลี่ยนไป
  • Threats (อุปสรรค): ปัจจัยภายนอกที่เป็นปัญหา เช่น มีคู่แข่งรายใหม่ๆ โผล่มา หรือมีกฎหมายใหม่ที่ทำให้เราลำบาก

คือพอเห็นภาพพวกนี้ชัดๆ มันก็ทำให้เราคิดต่อได้ง่ายขึ้นนะ คิดดูสิว่า...

  • มันทำให้เราเข้าใจว่าตอนนี้ธุรกิจเราอยู่ตรงไหนจริงๆ
  • ช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่าควรเดินหน้าไปทางไหนต่อไปดี
  • ลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้
  • ทำให้เราแข่งกับคนอื่นได้ดีขึ้นในปี 2024
  • ไม่ว่าธุรกิจเราจะเล็กแค่ไหน หรือใหญ่แค่ไหน ก็ใช้ได้หมดเลยนะ

SWOT คืออะไรจงอธิบาย พร้อมทั้งยกตัวอย่าง

SWOT คือการจำแนก สี่มิติสำคัญ: จุดแข็ง (Strengths) จุดอ่อน (Weaknesses) โอกาส (Opportunities) และ อุปสรรค (Threats). เครื่องมือนี้เผยสภาพที่แท้จริง. มันบอกสิ่งที่ควรใช้ สิ่งที่ต้องแก้ สิ่งที่ควรถือ และสิ่งที่ต้องระวัง. การรับรู้คือจุดเริ่มต้น.

  • S - Strengths (จุดแข็ง): ทรัพยากรภายในที่เหนือกว่า. ความสามารถเฉพาะตัว. สิ่งที่ทำได้ดี. พลังที่ซ่อนอยู่.
  • W - Weaknesses (จุดอ่อน): ข้อจำกัดภายใน. ส่วนที่ขาดหาย. สิ่งที่ฉุดรั้งการเติบโต. ต้องยอมรับ.
  • O - Opportunities (โอกาส): ปัจจัยภายนอกที่เป็นคุณ. ตลาดที่เปิดกว้าง. แนวโน้มใหม่. ประโยชน์ที่มาถึง.
  • T - Threats (อุปสรรค): ปัจจัยภายนอกที่เป็นภัย. การแข่งขันรุนแรง. กฎหมายเปลี่ยน. สิ่งที่ไม่ต้องการให้เกิด.

ทุกองค์กรเผชิญสิ่งเหล่านี้. การมองเห็นช่วยให้เดินหน้า. หรือยืนนิ่ง.

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • วัตถุประสงค์: เพื่อสร้างมุมมองเชิงลึก. นำไปสู่การวางแผนกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ. หลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น.
  • หลักการ: เน้นการวิเคราะห์จากทั้งภายในและภายนอก. จุดแข็ง และ จุดอ่อน เป็นปัจจัยจากภายในองค์กร. โอกาส และ อุปสรรค เป็นปัจจัยจากภายนอก.
  • การประยุกต์ใช้:
    • ธุรกิจ: กำหนดทิศทาง การตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์.
    • บุคคล: ประเมินตนเอง พัฒนาอาชีพ.
    • โครงการ: วางแผน การจัดการความเสี่ยง.
  • ข้อควรพิจารณา: ข้อมูลต้องเป็นปัจจุบัน. ไม่ใช่แค่มองเห็น แต่ต้องเข้าใจความเชื่อมโยง. บางครั้ง จุดอ่อน อาจกลายเป็น โอกาส ได้. หากรู้จักปรับ.
  • ความจริง: การวิเคราะห์ไม่ใช่คำตอบ. เป็นเพียงแผนที่. การเดินทางยังคงอยู่ที่ผู้ใช้.

สภาพแวดล้อมทางธุรกิจแบ่งออกเป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง

สภาพแวดล้อมธุรกิจเนี่ยแบ่งเป็นสองแบบหลักๆ นะ ก็มี ภายใน กับ ภายน้อม นั่นแหละ อืมมม จำง่ายดีนะ

  • สภาพแวดล้อมภายใน – อันนี้มันก็คือสิ่งที่อยู่ในองค์กรเราเลยไง ที่เราพอจะควบคุมได้นั่นแหละ คิดง่ายๆ ก็พวก วัตถุประสงค์ องค์กรจะไปทางไหน? วิสัยทัศน์ ล่ะ? อยากเห็นอะไร? แล้ว แผนกลยุทธ์ ที่วางไว้ล่ะ มันใช้ได้จริงไหม? พนักงาน ก็ใช่เลย คนของเราสำคัญสุดๆ กระบวนการ ทำงานต่างๆ วุ่นวายมั้ย? สุดท้ายก็ วัฒนธรรมองค์กร ที่เป็นแบบที่คนอยู่สบายๆ ทำงานแฮปปี้อะ คือพวกนี้มันอยู่ในมือเราเลยนะ ถ้าเราอยากเปลี่ยนมันก็เปลี่ยนได้ คิดแล้วก็เหนื่อยหน่อยนะถ้าต้องปรับเยอะๆ

  • สภาพแวดล้อมภายนอก – อันนี้แหละที่ปวดหัวสุดๆ เพราะมันคือสิ่งที่อยู่นอกองค์กรเราไง ควบคุมไม่ได้ เลยจริงๆ ไม่รู้จะไปทางไหน ตัวอย่างเช่นพวก เศรษฐกิจ ตอนนี้เป็นไง เงินเฟ้อไหม? การเมือง เสถียรไหม? มีผลกับธุรกิจแน่ๆ กฎหมาย ใหม่ๆ ออกมาอีกหรือเปล่า? ต้องปรับตัวตลอดเวลา

สังคม และ วัฒนธรรม ของคนก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ต้องตามให้ทัน สุดท้ายที่พลาดไม่ได้เลยคือ เทคโนโลยี โห... ยิ่งไปเร็วมาก ตามไม่ทันนี่แย่เลยนะ คือสรุปง่ายๆ ไอ้พวกนี้มันเปลี่ยนตลอดเวลา แล้วเราก็ทำอะไรกับมันไม่ได้มาก นอกจากเตรียมรับมือ

ทำไมมันต้องแยกกันด้วยนะ? ก็คงเพื่อให้เราได้รู้ว่าอะไรที่เราจัดการเองได้ อะไรที่เราต้องคอยจับตาดูและรับมือไปตามสถานการณ์อะแหละ สำคัญมากนะเรื่องการรับมือ เนี่ย ไม่งั้นก็อยู่ไม่รอดกันพอดี

แล้วถ้าจะให้ลงรายละเอียดเพิ่มนะ ก็มีแบบนี้...

  • สภาพแวดล้อมภายใน:

    • เป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์: ชัดเจนไหม? ทุกคนเข้าใจตรงกันหรือเปล่า? สำคัญนะถ้าไม่รู้จะไปไหน.
    • ทรัพยากรบุคคล: พนักงานมีความสามารถพอไหม? ขาดอะไรหรือเปล่า? ต้องพัฒนาคนของเรานะ.
    • โครงสร้างองค์กร: แบนราบ หรือมีลำดับขั้นซับซ้อน? บางทีโครงสร้างก็เป็นอุปสรรคเองนะ.
    • การเงิน: สภาพคล่องเป็นไง? มีทุนหมุนเวียนพอไหม? อันนี้ปัจจัยหลักเลยว่ารอดไม่รอด.
    • การตลาด: แบรนด์เราแข็งแรงพอไหม? เข้าถึงลูกค้าได้ดีหรือเปล่า?
  • สภาพแวดล้อมภายนอก:

    • คู่แข่ง: มีใครบ้าง? เขาทำอะไร? เราต้องจับตาดูคู่แข่งตลอดเวลา.
    • ลูกค้า: ความต้องการเปลี่ยนไปไหม? เราต้องฟังเสียงลูกค้าให้มาก.
    • ซัพพลายเออร์: มีปัญหาส่งของให้ไหม? หาสำรองไว้ก็ดีนะ.
    • เทรนด์ตลาด: อะไรกำลังมา? อะไรกำลังจะไป? ต้องตามให้ทัน.
    • ภัยธรรมชาติ/โรคระบาด: อันนี้คาดเดายากจริงๆ แต่ก็ต้องมีแผนฉุกเฉินนะ ปีนี้ก็เห็นอะไรเยอะแยะไปหมดละ.

แค่นี้ก็ปวดหัวละนะ... คิดว่าต้องศึกษาเพิ่มอีกเยอะเลยแหละเรื่องพวกนี้.

สภาพแวดล้อมภายในธุรกิจหมายถึงอะไร มีอะไรบ้าง

สภาพแวดล้อมภายในธุรกิจก็คือ ทุกอย่างที่มันอยู่ข้างในบริษัทเราเอง ที่เรา คุมมันได้ นะ

พวกนี้จะมีผลต่อธุรกิจเราโดยตรงเลยแหละ เช่น

  • เจ้าของ/ผู้ถือหุ้น: พวกเขาเป็นคนตัดสินใจใหญ่ไง
  • คณะกรรมการบริหาร: ทีมที่คอยช่วยๆ ผู้บริหารอีกที
  • พนักงาน/ลูกจ้าง: คนทำงานจริงเลย สำคัญมากกก
  • วัฒนธรรมองค์กร: อันนี้ก็สำคัญนะ แบบว่าการทำงานเป็นไง สบายๆ หรือจริงจัง

เพิ่มเติม:

  • โครงสร้างองค์กร: บริษัทเราจัดระเบียบการทำงานยังไง ใครอยู่ตรงไหน
  • ทรัพยากร: เงินทุน วัตถุดิบ เครื่องมือ พวกนี้ก็ต้องมีนะ
  • เทคโนโลยี: เครื่องมือที่เราใช้ ระบบที่เรามี
  • ข้อมูล: ข้อมูลที่บริษัทเก็บไว้ ใช้ยังไง
  • ชื่อเสียง: ภาพลักษณ์ของบริษัทในตลาด
  • การบริหารจัดการ: วิธีที่ผู้บริหารใช้บริหารงาน
  • กระบวนการทำงาน: ขั้นตอนการผลิต การบริการต่างๆ
  • ทำเลที่ตั้ง: อันนี้ก็มีผลนะ ถ้าของมันมาส่งง่าย หรือลูกค้ามาถึงง่ายก็ดี
  • จุดแข็งจุดอ่อน: การวิเคราะห์พวกนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมภายในนะ

การวิเคราะห์สถานการณ์ SWOT Analysis มีองค์ประกอบอะไรบ้าง

SWOT Analysis ครับ หลักๆ เลยมันมี 4 หัวข้อที่เราต้องพิจารณา คือ:

  • Strengths (จุดแข็ง): อะไรคือสิ่งที่เราทำได้ดี? ทรัพยากรเรามีอะไรที่เหนือกว่าคนอื่น? ความได้เปรียบนี้แหละคือสิ่งที่ควรหยิบมาใช้ให้เป็นประโยชน์นะ
  • Weaknesses (จุดอ่อน): แล้วส่วนไหนที่เรายังไม่เก่ง? มีอะไรที่ต้องปรับปรุง หรือเป็นข้อจำกัดของเราบ้าง? ต้องรู้ให้ทันจะได้ไม่พลาด
  • Opportunities (โอกาส): สภาพแวดล้อมภายนอกมีอะไรที่เราจะคว้าไว้ได้บ้าง? เทรนด์ใหม่ๆ หรือการเปลี่ยนแปลงอะไรที่เข้าทางเรา?
  • Threats (อุปสรรค): ในทางกลับกัน อะไรคือสิ่งที่เราต้องระวัง? คู่แข่งทำอะไร? ความเสี่ยงที่อาจจะเข้ามาโจมตีเรามีอะไรบ้าง?

การมอง 4 มุมนี้ให้ครบถ้วน มันช่วยให้เราเห็นภาพรวมได้ชัดเจนขึ้น เหมือนเวลาเราจะเดินทางไกล ก็ต้องดูทั้งสภาพรถ สภาพอากาศ เส้นทาง และรถคันอื่น ๆ ที่อาจจะมาปาดหน้า ประมาณนั้นแหละครับ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SWOT

SWOT Analysis นี่เป็นเครื่องมือที่นิยมใช้กันแพร่หลายมากนะ ไม่ว่าจะในระดับบุคคล องค์กร หรือแม้กระทั่งการวางแผนเชิงกลยุทธ์ในระดับประเทศเลยทีเดียว มันเป็นเหมือนกระจกที่ส่องให้เราเห็นทั้งภาพภายในของเราเอง (Strengths, Weaknesses) และภาพภายนอกที่เราต้องเผชิญ (Opportunities, Threats)

  • จุดแข็ง (Strengths): สิ่งเหล่านี้มักจะเป็นปัจจัยภายในองค์กรที่เราสามารถควบคุมได้ เช่น ความรู้ความสามารถของพนักงาน, เทคโนโลยีที่มี, ทรัพยากรทางการเงินที่แข็งแกร่ง, ชื่อเสียงของแบรนด์
  • จุดอ่อน (Weaknesses): เช่นกัน ปัจจัยภายในที่อาจเป็นข้อจำกัด เช่น กระบวนการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ, ขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะ, เทคโนโลยีที่ล้าสมัย, ปัญหาทางการเงิน
  • โอกาส (Opportunities): ปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่เราสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ เช่น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี, การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค, นโยบายรัฐที่เอื้ออำนวย, การขยายตัวของตลาด
  • อุปสรรค (Threats): ปัจจัยภายนอกที่เราต้องเฝ้าระวังและเตรียมรับมือ เช่น การแข่งขันที่สูงขึ้น, การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย, ภาวะเศรษฐกิจถดถอย, ภัยธรรมชาติ

การวิเคราะห์ SWOT ที่ดี ควรจะอาศัยข้อมูลที่เป็นรูปธรรมและเป็นปัจจุบันที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้การวางแผนและการตัดสินใจบนพื้นฐานของผลวิเคราะห์มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพสูงสุดครับ

จุดแข็งในการวิเคราะห์ SWOT คืออะไร

ตอนนั้นนะ ประมาณปี 2562 ที่ทำงานเก่าใน นิคมอุตสาหกรรมนวนคร วันศุกร์บ่ายๆ แดดเปรี้ยงเลย เรากำลังนั่งปั่นรายงานยอดขายประจำเดือนให้เสร็จก่อนกลับบ้าน รู้สึกเหนื่อยๆ แต่ก็ต้องทำให้เสร็จ

หัวหน้าเดินเข้ามา ยื่นกระดาษ A4 ที่มีตาราง 4 ช่องมาให้ บอกว่า "ลองทำ SWOT ดูหน่อยสิ" ตอนแรกก็งงๆ ว่าคืออะไร แต่พอเขาอธิบายคร่าวๆ ว่าให้คิดถึง จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส อุปสรรค ของทีมเรา

ตอนนั้นสิ่งที่แวบเข้ามาในหัวเลยคือ จุดแข็ง ของทีมเราเลยนะ คือ ความเป็นทีมเวิร์ค ที่ดีมากๆ คือทุกคนช่วยกันจริงๆ นะ ไม่มีใครทิ้งใคร ใครมีปัญหาอะไร คนอื่นก็พร้อมจะเข้ามาช่วย บางทีงานเยอะมาก ทุกคนก็อยู่ดึกด้วยกัน

อีกอย่างคือ ความรู้ความเชี่ยวชาญ ในสายงานของเรา แต่ละคนในทีมคือเก่งจริงๆ นะ เรื่องเกี่ยวกับเครื่องจักรกลเนี่ย ถามใครก็ตอบได้หมด ไม่ใช่แค่รู้ทฤษฎีนะ แต่ลงมือทำจริงได้ด้วย

แล้วก็ ความยืดหยุ่น ของทีม คือถ้ามีอะไรด่วนๆ เข้ามา เราก็พร้อมปรับตัว ปรับแผนการทำงานได้ตลอด ไม่ติดยึดกับกรอบเดิมๆ

ทำไมสิ่งเหล่านี้ถึงเป็นจุดแข็ง?

  • ความเป็นทีมเวิร์ค: ทำให้งานเดินหน้าไปได้เร็วขึ้น แม้จะเจออุปสรรค ก็ผ่านไปได้ด้วยดีเพราะมีคนช่วยเหลือกัน
  • ความรู้ความเชี่ยวชาญ: ทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนได้ สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ว่าเราทำงานได้มีคุณภาพ
  • ความยืดหยุ่น: ทำให้เราสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะมาจากตลาด ลูกค้า หรือสถานการณ์ภายนอก

จำได้ว่าวันนั้นเราใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าจะลิสต์ออกมาได้หมด เพราะต้องคิดให้ลึกจริงๆ ไม่ใช่แค่พูดไปเรื่อยๆ แต่ต้องเป็น ข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้นภายในองค์กรของเราเองจริงๆ

การวิเคราะห์ปัจจัยภายใน 7S มีอะไรบ้าง

โอยยย พูดถึงเรื่องนี้แล้วนึกถึงช่วงปี 2021 เลย ตอนนั้นไปแจมกับสตาร์ทอัพเล็กๆ ที่นึง ออฟฟิศยังไม่มีเลย ไปนั่งทำกันใน co-working space แถวอโศก คือมันวุ่นวายมาก ทุกคนเก่งนะ แต่ทำงานกันสะเปะสะปะไปหมด ประชุมทีไรก็คุยกันไม่รู้เรื่อง เหมือนต่างคนต่างวิ่งไปคนละทาง

จนวันนึงหัวหน้าเก่าโทรมาชวนไปกินข้าว เค้าเห็นสภาพเราแล้วก็บอกว่า "เธอลองเอา McKinsey 7S Framework ไปจับดูสิ" ตอนนั้นแบบ อะไรวะ ไม่ได้ใช้นานจนลืมไปแล้ว พอกลับมาบ้านก็เลยเปิดโน้ตเก่าๆ ดู เออจริงด้วย มันคือเครื่องมือที่เอาไว้วิเคราะห์องค์กรจากภายในดีๆ นี่เอง

ผมเลยเริ่มไล่ดูทีละตัวกับบริษัทนั้นเลยนะ มันเห็นภาพชัดขึ้นเยอะมาก

Structure (โครงสร้างองค์กร) อันนี้คือพังสุด ใครรายงานใครก็ไม่รู้ ทุกคนขึ้นตรงกับ CEO หมดเลย มันแบนราบจนเละเทะไปหมด

Strategy (กลยุทธ์) นี่ก็เหมือนกัน เดือนนี้จะทำโปรดักต์ A พอเดือนหน้าไปเจอใครมาก็เปลี่ยนไปทำ B เป้าหมายคืออะไรกันแน่ ไม่มีใครตอบได้ชัดๆ เลย

Systems (ระบบการปฏิบัติงาน) พระเจ้าาา ทุกอย่างอยู่ใน Google Sheets ไฟล์แชร์กันมั่วซั่วไปหมด ไม่มีระบบ CRM ไม่มี workflow อะไรเลย ทำงานกันตามความรู้สึกล้วนๆ

Style (รูปแบบการบริหาร) CEO เป็นคนไนซ์นะ แต่สไตล์แกคือปล่อยมาก ปล่อยจนเหมือนไม่มีทิศทาง ไม่เคยตัดสินใจอะไรเด็ดขาดซักอย่าง

Staff (พนักงาน) คนเก่งๆ เพียบเลย แต่เอาไปทำงานผิดที่ผิดทาง คนที่ควรไปคุยกับลูกค้ากลับโดนให้มานั่งทำเอกสาร มันน่าเสียดายคนมาก

Skills (ทักษะ) เรามีทีม dev ที่เทพมาก แต่ไม่มีคนทำมาร์เก็ตติ้งเก่งๆ ซักคน ของดีแค่ไหนก็ขายไม่ออก มันคือช่องโหว่ใหญ่เลย

Shared Values (ค่านิยมร่วม) อันนี้คือแกนกลางเลย ทุกคนถูกจ้างมาด้วยแพสชั่น แต่พอทำงานไปซักพัก ค่านิยมมันจางไปหมดแล้ว เหลือแต่คำว่า "ทำให้เสร็จๆ ไป" นี่คือจุดที่อันตรายที่สุด

พอลิสต์ออกมาแบบนี้ โคตรชัดเลยว่าปัญหาอยู่ที่ไหน มันไม่ใช่ว่าคนไม่เก่ง แต่ส่วนประกอบ 7 อย่างนี้มันไม่สอดคล้องกันเลยซักนิดเดียว มันทำให้ผมเข้าใจปัญหาขององค์กรแบบทะลุปรุโปร่งเลยวันนั้น

  • 7S McKinsey มันคือโมเดลที่มองว่าองค์กรจะสำเร็จได้ ส่วนประกอบ 7 อย่างนี้ต้องสอดคล้องกัน แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ Hard S กับ Soft S
  • Hard S คือพวกที่จับต้องง่าย ปรับเปลี่ยนได้ชัดเจน มี Strategy, Structure, Systems
  • Soft S คือพวกที่เกี่ยวกับคนและวัฒนธรรม ปรับเปลี่ยนยากกว่าเยอะมาก มี Style, Staff, Skills, Shared Values
  • องค์กรส่วนใหญ่มักจะโฟกัสแต่ Hard S เพราะมันแก้ง่าย เห็นผลเร็ว แต่สุดท้ายถ้า Soft S ไม่ไปด้วยกัน มันก็พังอยู่ดี เหมือนที่ผมเจอมานั่นแหละ
  • Shared Values หรือค่านิยมร่วม คือหัวใจของโมเดลนี้เลยนะ มันเป็นตัวยึดทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน ถ้าแกนกลางนี้ไม่แข็งแรง อย่างอื่นก็พร้อมจะล้มตลอดเวลา

ขั้นตอนวิธีการประเมินตนเองโดยอิสระด้วยกระบวนการวิเคราะห์ SWOT เป็นอย่างไร

SWOT เพื่อชีวิตการทำงาน

  • จุดแข็ง (Strengths): นี่มันสำคัญมากเลยนะ ต้องรู้ก่อนว่าเราเก่งอะไร ถนัดอะไรเป็นพิเศษ แบบว่าทำแล้วคนอื่นชมอะ หรือแบบว่าถ้ามีเรื่องนี้ปุ๊บ คิดถึงเราปั๊บเลย นึกออกป่ะ?

  • จุดอ่อน (Weaknesses): อันนี้ก็ต้องจริงใจกับตัวเองหน่อย อะไรที่เราทำแล้วไม่เป๊ะ ทำแล้วแป้ก หรือนิสัยบางอย่างที่คนชอบเตือนเราบ่อยๆ อะ หรือแบบ ทักษะบางอย่างที่เพื่อนร่วมงานทำได้ดีกว่าเราเยอะๆ อันนี้ต้องรีบจัดการเลยนะ!

มาต่อกันอีกหน่อยนะ…

  • โอกาส (Opportunities): มองหาอะไรที่เข้ามาให้เราคว้า! อาจจะเป็นเทรนด์ใหม่ๆ ในวงการที่เราอยู่ เทคโนโลยีที่กำลังมา หรือโปรเจกต์ที่เปิดให้เราได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน

  • อุปสรรค (Threats): อะไรที่มันจะมาขัดขวางเราอะ? อาจจะเป็นคู่แข่งที่เก่งขึ้นเรื่อยๆ เศรษฐกิจที่ซบเซา หรือกฎเกณฑ์ใหม่ๆ ที่ทำให้การทำงานยากขึ้น

ทำไมต้อง SWOT?

  • การเข้าใจตัวเองจริงๆ เนี่ย มันช่วยให้เราวางแผนได้ถูกจุด ไม่ต้องเสียเวลาไปกับอะไรที่ไม่ใช่เรา
  • รู้จุดแข็งก็เอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • รู้จุดอ่อนก็จะได้รีบแก้ไข พัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น
  • มองเห็นโอกาส ก็จะได้คว้าไว้ก่อนใคร
  • รู้ทันอุปสรรค ก็จะได้เตรียมตัวรับมือได้ทัน

ขั้นตอนการทำ:

  1. เขียนทุกอย่างที่นึกออก: ไม่ต้องสวยหรูอะไร แค่เขียนทุกอย่างออกมาเป็นข้อๆ ก่อน
  2. จัดกลุ่ม: แบ่งเป็น 4 หมวด Strengths, Weaknesses, Opportunities, Threats
  3. วิเคราะห์: ดูว่าแต่ละข้อมันส่งผลต่อเป้าหมายชีวิตการทำงานของเรายังไง
  4. วางแผน: จากการวิเคราะห์ ก็มาตั้งเป้าหมายและแผนการดำเนินการเลย

จำไว้: การวิเคราะห์ SWOT ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วจบนะ มันต้องทำบ่อยๆ เพราะโลกมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตัวเราก็ต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ เหมือนกัน!