ดูยังไงว่าแผลติดเชื้อ

0 ครั้งเข้าชม
ดูยังไงว่าแผลติดเชื้อ สังเกตจากแผลบวมแดง ร้อน ปวดมากขึ้น มีหนองหรือกลิ่นผิดปกติ และแผลไม่หายตามปกติ. หากปล่อยไว้นาน การติดเชื้อที่ผิวหนังลามเข้าสู่กระแสเลือดได้ และทุกชั่วโมงที่รักษาล่าช้าเพิ่มความเสี่ยงเสียชีวิต 4 - 9 เปอร์เซ็นต์ในกรณีรุนแรง.
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ดูยังไงว่าแผลติดเชื้อ? สัญญาณเสี่ยงรุนแรง

ดูยังไงว่าแผลติดเชื้อ เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการรอให้อาการดีขึ้นเองเสี่ยงทำให้เชื้อลุกลามอย่างรวดเร็ว. การสังเกตอาการผิดปกติตั้งแต่ระยะแรกช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย. เรียนรู้สัญญาณเตือนให้ชัดเจนก่อนสายเกินไป.

ดูยังไงว่าแผลติดเชื้อ: วิธีแยกแยะอาการอักเสบปกติกับการติดเชื้อแบคทีเรีย

แผลติดเชื้อสังเกตได้จากอาการบวม แดง และปวดที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยมักเริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนในช่วง 24 - 72 ชั่วโมงหลังจากเกิดบาดแผล หากคุณพบว่าแผลมีหนองสีเขียวหรือสีเหลือง มีกลิ่นเหม็น หรือมีอาการไข้ร่วมด้วย นั่นคือสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรียและอาจต้องการการรักษาทางการแพทย์ทันที

ลองนึกถึงตอนที่เรามีแผลเล็กๆ อย่างรอยขีดข่วนหรือมีดบาด - พูดกันตามตรงว่าคนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามและคิดว่ามันจะหายไปเอง - ผมก็เคยเป็นแบบนั้นจนกระทั่งแผลเล็กๆ ที่นิ้วเท้าเริ่มบวมจนใส่รองเท้าไม่ได้ ความจริงก็คือร่างกายมีกระบวนการอักเสบเพื่อเยียวยาตัวเองอยู่แล้ว แต่เส้นแบ่งระหว่างอาการอักเสบปกติกับการติดเชื้อนั้นบางมาก หากคุณเข้าใจสัญญาณเหล่านี้ คุณจะสามารถหยุดปัญหาไม่ให้ลุกลามจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้

ในสถานพยาบาลทั่วไป อัตราการเกิดแผลติดเชื้อหลังการผ่าตัดมักจะอยู่ที่ประมาณ 1.4 - 1.8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าไม่สูงนัก แต่สำหรับแผลเรื้อรังหรือแผลจากอุบัติเหตุทั่วไป โอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อนั้นมีสูงมากหากไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง [2] การที่แผลไม่ดีขึ้นภายใน 10 วันหลังเกิดอุบัติเหตุถือเป็นสัญญาณเตือนว่ากระบวนการเยียวยาตามธรรมชาติกำลังถูกขัดขวางโดยเชื้อโรคตัวร้าย

5 สัญญาณเตือนอันตรายที่คุณห้ามมองข้าม

สัญญาณของการติดเชื้อที่ชัดเจนที่สุดคือการที่อาการแย่ลงแทนที่จะดีขึ้นตามเวลา โดยทั่วไปความเจ็บปวดจากการบาดเจ็บควรจะลดลงหลังจากผ่านไป 48 ชั่วโมง แต่ถ้าคุณรู้สึกปวดตุบๆ หรือปวดแปลบมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือสัญญาณแรกที่บอกว่าแบคทีเรียกำลังแบ่งตัว

1. รอยแดงที่ขยายวงกว้างและเส้นสีแดงลามออกจากแผล

รอยแดงรอบแผลเป็นเรื่องปกติในช่วง 2 - 3 วันแรก แต่ถ้าขอบของรอยแดงเริ่มขยายออกไปไกลจากจุดเดิม หรือที่แย่กว่านั้นคือมีเส้นสีแดงขีดลามออกไปตามแขนหรือขา - ซึ่งผมขอเตือนเลยว่านี่คือสัญญาณวิกฤต - เส้นสีแดงเหล่านี้บอกว่าเชื้อกำลังลุกลามเข้าสู่ระบบน้ำเหลือง หากคุณเห็นเส้นแดงลักษณะนี้ อย่ารอช้า ให้ไปพบแพทย์ทันที

2. อาการบวมและร้อนที่ผิวหนังรอบบาดแผล

เมื่อมีการติดเชื้อ ร่างกายจะส่งเลือดไปเลี้ยงบริเวณนั้นมากขึ้นเพื่อส่งเม็ดเลือดขาวไปสู้กับเชื้อโรค ทำให้ผิวหนังรอบแผลรู้สึกร้อนเมื่อสัมผัสและดูบวมตึงผิดปกติ อาการบวมที่เกิดจากการติดเชื้อจะต่างจากการอักเสบตรงที่มันจะค้างอยู่นานและไม่ยุบลงแม้จะประคบเย็นหรือพักการใช้งาน

3. ของเหลวผิดปกติหรือหนอง (Pus)

ของเหลวที่ไหลจากแผลปกติควรจะใสหรือมีสีเหลืองอ่อนจางๆ แต่ถ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นหนองที่มีลักษณะขุ่น ข้น และมีสีเหลืองเข้ม เขียว หรือน้ำตาล แสดงว่ามีเชื้อแบคทีเรียจำนวนมากรวมตัวกับเม็ดเลือดขาวที่ตายแล้ว หนองเหล่านี้มักมาพร้อมกับกลิ่นเหม็นที่เตือนว่าเนื้อเยื่อกำลังถูกทำลาย

เมื่อไหร่ที่ความใจเย็นจะกลายเป็นอันตราย

หลายคนเลือกที่จะรอรอดูอาการเพราะไม่อยากเสียเวลาไปโรงพยาบาล แต่ความจริงที่น่ากลัวคือหากการติดเชื้อลามเข้าสู่กระแสเลือด ทุกๆ ชั่วโมงที่การรักษาล่าช้าออกไปจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ถึง 4 - 9 เปอร์เซ็นต์ในกรณีที่รุนแรง [3]

จำที่ผมบอกเรื่องสัญญาณลับที่ดูเหมือนแผลกำลังหายแต่จริงๆ แล้วติดเชื้อลึกๆ ได้ไหม? บางครั้งแผลด้านบนอาจจะดูแห้งและตกสะเก็ดไปแล้ว แต่ถ้าผิวหนังรอบๆ ยังบวมแดงและรู้สึกปวดลึกๆ อยู่ข้างใน นั่นอาจหมายถึงการติดเชื้อในชั้นเนื้อเยื่อส่วนลึกที่ถูกสะเก็ดแผลปิดทับไว้ หรือที่เรียกว่าฝี (Abscess) ซึ่งอันตรายกว่าแผลเปิดทั่วไปเพราะเรามองไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นข้างใน

ปัจจัยที่ทำให้แผลติดเชื้อได้ง่ายกว่าปกติ

ไม่ใช่ทุกคนที่มีแผลจะติดเชื้อได้ง่ายเท่ากัน ปัจจัยด้านสุขภาพส่วนบุคคลมีผลอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเบาหวานซึ่งมักจะมีปัญหาเรื่องการไหลเวียนโลหิตและการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่ช้าลง ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีโอกาสเกิดแผลเรื้อรังที่เท้าสูงถึง 15 เปอร์เซ็นต์ในช่วงชีวิตของพวกเขา

นอกจากเรื่องสุขภาพแล้ว สภาพแวดล้อมตอนเกิดแผลก็สำคัญ แผลที่เกิดจากของสกปรก เช่น ดิน น้ำครำ หรือแผลจากสัตว์กัด มีโอกาสติดเชื้อสูงกว่าแผลที่เกิดจากมีดสะอาดในห้องครัวหลายเท่า หากคุณมีโรคประจำตัวหรือแผลเกิดจากของที่สกปรกมาก การไปพบแพทย์เพื่อล้างแผลและรับยาปฏิชีวนะป้องกันไว้ก่อนเป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุด

ตารางเปรียบเทียบ: แผลอักเสบปกติ vs แผลติดเชื้อ

เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรดูแลเองที่บ้านหรือไปพบแพทย์ ลองตรวจสอบอาการตามตารางสรุปด้านล่างนี้

แผลอักเสบตามปกติ (Normal Healing)

• สีชมพูหรือแดงจางๆ เฉพาะขอบแผล

• ใสหรือสีเหลืองอ่อน ปริมาณน้อยและลดลง

• ปวดลดลงเรื่อยๆ หลังจากผ่านไป 2 วัน

• อุ่นเล็กน้อยในช่วงแรกแล้วจะกลับเป็นปกติ

แผลที่มีการติดเชื้อ (Infected Wound)

• แดงเข้ม ขยายวงกว้างขึ้น หรือมีเส้นแดงลามออกไป

• หนองข้นสีเขียว/เหลือง มีกลิ่นเหม็นชัดเจน

• ปวดตุบๆ มากขึ้น หรือปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

• ร้อนจัดบริเวณแผล และอาจมีไข้หนาวสั่น

ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือ ทิศทางของอาการ แผลที่ปกติจะดีขึ้นทุกวัน ในขณะที่แผลติดเชื้อจะแย่ลงหรือทรงตัวอยู่ที่เดิมเกิน 1 สัปดาห์โดยไม่มีสัญญาณของการปิดแผล

กรณีศึกษาคุณสมชาย: บทเรียนจากแผลตะปูตำ

คุณสมชาย ช่างก่อสร้างวัย 45 ปีในกรุงเทพฯ ถูกตะปูเก่าที่ไซต์งานตำเท้า เขาทำเพียงแค่ล้างน้ำเปล่าและปิดพลาสเตอร์เพราะต้องรีบทำงานต่อ โดยคิดว่าแผลเล็กนิดเดียวคงไม่เป็นไร

ผ่านไป 2 วัน เขาเริ่มปวดเท้าจนเดินกะเผลก แผลดูแดงและบวมตึง เขาพยายามจะบีบหนองออกเองเพราะไม่อยากลางาน แต่ความเจ็บปวดกลับทวีคูณจนเขานอนไม่หลับและเริ่มมีไข้ต่ำๆ

เช้าวันที่ 3 เขาเห็นเส้นสีแดงลามขึ้นมาถึงข้อเท้า จึงตัดสินใจไปพบแพทย์ แพทย์ตรวจพบว่าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียในชั้นลึกและเกือบจะลามเข้าสู่กระแสเลือดจากการดูแลแผลที่ผิดวิธีในตอนแรก

หลังจากได้รับยาปฏิชีวนะทางเส้นเลือดและทำแผลนาน 10 วัน เท้าของเขาจึงกลับมาเป็นปกติ คุณสมชายเรียนรู้ว่าแผลจากของสกปรกต้องได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญทันทีโดยไม่ต้องรอให้บวม

การรับมือแผลมีดบาดของคุณมาลี

คุณมาลี แม่บ้านในเชียงใหม่ ทำมีดบาดขณะเตรียมอาหาร แผลค่อนข้างลึกแต่เธอใจเย็น เธอทำความสะอาดด้วยน้ำเกลือและใส่ยาฆ่าเชื้อทันที พร้อมสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดในแต่ละวัน

ในวันที่ 2 แผลยังแดงและบวมเล็กน้อยซึ่งเป็นเรื่องปกติของการอักเสบ เธอสงสัยว่าติดเชื้อหรือไม่เพราะแผลยังเจ็บอยู่ แต่เธอสังเกตเห็นว่าความเจ็บปวดไม่ได้เพิ่มขึ้นจากวันแรก

พอถึงวันที่ 4 รอยแดงเริ่มจางลงและแผลเริ่มแห้งสนิทเป็นสะเก็ด เธอไม่ได้มีไข้หรือหนองไหลออกมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาการอักเสบช่วงแรกเป็นเพียงกระบวนการหายของแผลปกติ

บทสรุปคือคุณมาลีสามารถแยกแยะความต่างได้จากการสังเกตทิศทางของแผล (Trend) ทำให้เธอไม่ต้องวิตกกังวลจนเกินไปและดูแลแผลจนหายสนิทได้ใน 1 สัปดาห์

สรุปกลยุทธ์

สังเกตความเปลี่ยนแปลงใน 48 ชั่วโมง

อาการปวดและบวมควรลดลงหลังจาก 2 วัน หากคงที่หรือเพิ่มขึ้นให้สงสัยว่ามีการติดเชื้อ

ดูที่สีและลักษณะของหนอง

ของเหลวใสคือปกติ แต่หนองสีเขียวหรือเหลืองข้นพร้อมกลิ่นเหม็นคือสัญญาณอันตราย

อย่าปล่อยให้มีไข้ร่วมด้วย

อาการตัวร้อนหรือหนาวสั่นควบคู่กับแผลอักเสบแสดงว่าเชื้อเริ่มกระจายเข้าสู่ระบบภายในร่างกายแล้ว

หากคุณยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการติดเชื้อที่แผล ลองอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อาการแผลติดเชื้อเป็นยังไง
เส้นแดงคือสัญญาณวิกฤต

หากเห็นเส้นสีแดงลามออกจากแผลไปตามผิวหนัง ให้ไปพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรออาการอื่น

หัวข้อเดียวกัน

ถ้าแผลคันแปลว่ากำลังจะหายหรือติดเชื้อ?

อาการคันเบาๆ มักเป็นสัญญาณของการสร้างเนื้อเยื่อใหม่และเส้นประสาทที่กำลังซ่อมแซมตัวเอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการหายตามปกติ แต่ถ้าคันพร้อมกับมีรอยแดงขยายตัวและผิวหนังอุ่นๆ นั่นอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการติดเชื้อหรือการแพ้ยาที่ใช้ทาแผล

แผลเป็นหนองล้างเองได้ไหม?

หากมีหนองปริมาณเล็กน้อยและแผลตื้น สามารถล้างด้วยน้ำเกลือล้างแผล (Normal Saline) ได้ แต่ห้ามบีบหรือเค้นหนองออกเองเพราะจะทำให้เนื้อเยื่อช้ำและเชื้อกระจายลึกขึ้น หากหนองมีปริมาณมากหรือแผลลึก ควรให้บุคลากรทางการแพทย์ทำการชะล้าง (Irrigation) ให้สะอาด

ทำไมแผลถึงมีกลิ่นเหม็น?

กลิ่นเหม็นเกิดจากของเสียที่แบคทีเรียปล่อยออกมาในกระบวนการย่อยสลายเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว หากแผลมีกลิ่นแสดงว่ามีการติดเชื้อค่อนข้างรุนแรงหรือมีเนื้อตาย (Necrotic tissue) สะสมอยู่ ซึ่งต้องได้รับการกำจัดออกโดยแพทย์เพื่อให้เนื้อเยื่อใหม่เติบโตได้

ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้นและไม่สามารถแทนที่คำแนะนำทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญได้ อาการของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกันไป ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เสมอก่อนตัดสินใจเรื่องสุขภาพหรือการรักษา หากคุณมีอาการรุนแรง เช่น ไข้สูงหรือแผลลุกลามรวดเร็ว โปรดเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลทันที

แหล่งข้อมูลที่อ้างถึง

  • [2] Phyathai - สำหรับแผลเรื้อรังหรือแผลจากอุบัติเหตุทั่วไป โอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อนั้นมีสูงมากหากไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง
  • [3] Aamc - หากการติดเชื้อลามเข้าสู่กระแสเลือด ทุกๆ ชั่วโมงที่การรักษาล่าช้าออกไปจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ถึง 4 - 9 เปอร์เซ็นต์ในกรณีที่รุนแรง