ใครห้ามบริจาคเลือด
ใครห้ามบริจาคเลือด? เกณฑ์บุคคลต้องห้ามและกลุ่มเสี่ยง
การตรวจสอบว่ากลุ่ม ใครห้ามบริจาคเลือด เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความปลอดภัยของระบบคลังโลหิตแห่งชาติ การละเลยข้อกำหนดทางสาธารณสุขส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้รับโลหิตและตัวผู้บริจาคเอง บุคคลจึงจำเป็นต้องประเมินคุณสมบัติอย่างเข้มงวดก่อนเข้าร่วมการบริจาคเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เป็นอันตraiต่อชีวิต
ใครห้ามบริจาคเลือดบ้าง? เช็กเกณฑ์คัดกรองสำคัญที่ทุกคนต้องรู้ก่อนเดินทางไปหน้างาน
การตรวจสอบคุณสมบัติว่า ใครห้ามบริจาคเลือด เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญอย่างยิ่งเพื่อความปลอดภัยของผู้ให้และผู้รับบริจาค โดยเกณฑ์ข้อห้ามเหล่านี้ถูกกำหนดขึ้นโดยศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เพื่อคัดกรองความเสี่ยงในรูปแบบต่างๆ อย่างเป็นระบบ
ในการประเมินเบื้องต้นนั้น สภาพร่างกายของผู้บริจาคอาจมีความเกี่ยวพันกับปัจจัยทางสุขภาพและประวัติการใช้ชีวิตที่ค่อนข้างหลากหลาย ดังนั้นการทำความเข้าใจเงื่อนไขจึงช่วยลดการถูกปฏิเสธเมื่อไปถึงหน่วยรับบริจาคได้เป็นอย่างดี
สถิติจากกลุ่มผู้ที่ตั้งใจเดินทางมาบริจาคโลหิตพบว่า มีอัตราการถูกปฏิเสธหรือเลื่อนการบริจาคออกไปชั่วคราวสูงถึงประมาณร้อยละ 9-11 ของผู้ลงทะเบียนทั้งหมด ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากโรคร้ายแรง แต่เกิดจากภาวะร่างกายในวันนั้นไม่พร้อม เช่น ค่าความเข้มข้นของเลือดไม่ผ่านเกณฑ์ หรือพักผ่อนน้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
กลุ่มโรคประจำตัวและอาการทางสุขภาพที่เข้าข่ายข้อห้ามถาวรและชั่วคราว
หลายคนมักสับสนและตั้งคำถามอยู่เสมอว่าโรคประจำตัวของตนเองนั้น สามารถเดินเข้าบริจาคโลหิตได้หรือไม่ ในความเป็นจริงแล้ว ข้อห้ามทางการแพทย์จะถูกแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักอย่างชัดเจน คือกลุ่มที่ห้ามบริจาคอย่างถาวรตลอดชีวิต และกลุ่มที่จำเป็นต้องเลื่อนการบริจาคออกไปก่อนจนกว่าร่างกายจะกลับมาสมบูรณ์
กลุ่มโรคที่ห้ามบริจาคเลือดถาวร ได้แก่ โรคมะเร็งทุกชนิด โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต โรคเบาหวานที่ต้องพึ่งพาการฉีดอินซูลินเป็นประจำ รวมถึงผู้ที่มีประวัติติดเชื้อทางกระแสเลือดและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น การติดเชื้อเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งหากมีประวัติเหล่านี้ เจ้าหน้าที่จะไม่อนุญาตให้ทำการบริจาคอย่างเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุดของผู้ป่วยในโรงพยาบาล
Inทางกลับกัน กลุ่มโรคหรือภาวะสุขภาพที่สามารถ งดบริจาคชั่วคราว ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูงหรือต่ำผิดปกติในวันที่มาบริจาค โดยสภากาชาดไทยกำหนดให้ความดันโลหิตตัวบนต้องไม่เกิน 160 มิลลิเมตรปรอท และความดันโลหิตตัวล่างต้องไม่เกิน 100 มิลลิเมตรปรอท นอกจากนี้ โรคหอบหืดที่สามารถควบคุมอาการได้ดีด้วยยากินหรือยาพ่นประเภทที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ และไม่มีอาการกำเริบในวันที่บริจาค ก็ยังสามารถเข้าร่วมช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้ตามปกติ
ข้อจำกัดด้านพฤติกรรม ยารักษาโรค และการเดินทางต่างประเทศ
นอกเหนือจากเรื่องโรคประจำตัวแล้ว พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันและการใช้ยาก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนสถานะให้คุณกลายเป็นผู้ที่ถูกเลื่อนการบริจาคได้ทันที - และนี่คือสิ่งที่หลายคนมักมองข้ามจนต้องเสียเวลาเดินทางไปฟรีๆ หน้างาน
ก่อนบริจาคโลหิต คุณต้องตรวจสอบยาที่รับประทานอยู่ให้ถี่ถ้วน ยาสามัญทั่วไปอย่างพาราเซตามอลหรือยาคุมกำเนิดนั้นไม่มีข้อห้าม แต่หากเป็นยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อ ต้องงดรับประทานและรอให้ร่างกายหายจากอาการป่วยอย่างน้อย 3 วันสำหรับยาเม็ด และ 10 วันสำหรับยาฉีด ส่วนยารักษาสิวบางกลุ่ม เช่น ไอโซเตรทิโนอิน ถือเป็นข้อห้ามในการบริจาคเลือดสำคัญเพราะส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์อย่างรุนแรง จำเป็นต้องหยุดยามาแล้วไม่น้อยกว่า 4 สัปดาห์
ในแง่ของพฤติกรรมและการเดินทาง หากคุณเพิ่งเดินทางกลับมาจากพื้นที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคมาลาเรีย จำเป็นต้องเว้นระยะเวลาการบริจาคออกไปก่อนอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อเฝ้าระวังการฟักตัวของเชื้อ นอกจากนี้ พฤติกรรมยอดฮิตอย่างการสักผิวหนัง การเจาะหู หรือการฝังเข็ม หากไม่ได้ทำในสถานพยาบาลที่ใช้เข็มตัดใหม่เฉพาะบุคคล จะต้องงดบริจาคโลหิตไปยาวนานถึง 4 เดือนเต็มเช่นเดียวกัน
ในประสบการณ์ของผมที่เคยทำงานประสานงานในหน่วยรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ ผมมักจะเจอผู้บริจาคหน้าใหม่เดินเข้ามาด้วยความมั่นใจ แต่กลับต้องถูกปฏิเสธกลับไปเพียงเพราะเพิ่งไปตรวจเช็คคุณสมบัติผู้บริจาคโลหิต สภากาชาดไทยไม่ครบถ้วน และกินยากลุ่มแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์เพื่อแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมาภายใน 7 วันก่อนหน้า หรือบางคนเพิ่งอุดฟันขูดหินปูนมาเมื่อวาน ซึ่งความจริงแล้วการทำหัตถการในช่องปากทุกชนิดต้องการการเว้นระยะอย่างน้อย 3 วันเพื่อป้องกันแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือดชั่วคราว
ตารางเปรียบเทียบระยะเวลาการงดบริจาคเลือดตามประเภทของยารักษาโรคและหัตถการ
เพื่อช่วยให้ผู้บริจาคสามารถวางแผนการเดินทางได้ดียิ่งขึ้น นี่คือเกณฑ์ระยะเวลาการงดบริจาคโลหิตชั่วคราวที่พบบ่อยที่สุดในการคัดกรองของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติกลุ่มยารักษาโรคทั่วไป
- ต้องงดเว้นอย่างน้อย 3 วันหลังจากทานยาเม็ดสุดท้ายและอาการของโรคหายสนิทแล้ว
- ไม่ต้องงดเว้น สามารถบริจาคได้ทันทีหากในวันนั้นไม่มีอาการป่วยหรืออาการภูมิแพ้กำเริบ
- ต้องงดเว้นอย่างน้อย 4 สัปดาห์เนื่องจากตัวยามีฤทธิ์ตกค้างและส่งผลเสียต่อทารกในครรภ์
กลุ่มหัตถการและพฤติกรรมเสี่ยง
- ต้องงดเว้นอย่างน้อย 4 เดือน หากทำในร้านทั่วไปที่ไม่ได้ใช้เครื่องมือแพทย์ระบบปิดเฉพาะบุคคล
- ต้องงดเว้นอย่างน้อย 3 วันหลังทำหัตถการเพื่อป้องกันภาวะติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดชั่วคราว
- ต้องงดเว้นอย่างน้อย 6 เดือนหลังจากเดินทางออกจากพื้นที่เสี่ยง เพื่อความปลอดภัยในการคัดกรองเชื้อ
บันทึกความตั้งใจของมินทร์: บทเรียนจากการถูกปฏิเสธสู่ผู้บริจาคโลหิตตัวจริง
มินทร์ พนักงานบริษัทเอกชนวัย 28 ปีในกรุงเทพมหานคร ตั้งใจจะไปบริจาคเลือดที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติเป็นครั้งแรกในชีวิตเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของตนเอง เขาเตรียมตัวเพียงแค่ดื่มน้ำเยอะๆ ก่อนเดินทางไปหน้างานโดยไม่ได้ตรวจสอบเงื่อนไขอื่นๆ เพิ่มเติม
เมื่อไปถึงขั้นตอนการสัมภาษณ์ประวัติ มินทร์แจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าเขาเพิ่งทานยาปฏิชีวนะแก้อักเสบเจ็บคอเม็ดสุดท้ายไปเมื่อค่ำวานนี้ ผลลัพธ์คือเขาถูกปฏิเสธและต้องเลื่อนการบริจาคออกไปทันที ทำให้เขารู้สึกผิดหวังและเกือบหมดกำลังใจที่จะกลับมาอีก
เจ้าหน้าที่ได้อธิบายเหตุผลอย่างอบอุ่นว่า ยาฆ่าเชื้ออาจส่งผลต่อผู้ป่วยที่ได้รับเลือด มินทร์จึงหันมาศึกษาข้อมูลอย่างจริงจัง เขาจดปฏิทินนับวันงดเว้นยาอย่างละเอียด พร้อมทั้งดูแลเรื่องการนอนหลับให้ครบตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
หลังจากเว้นระยะเวลาครบตามเกณฑ์ มินทร์เดินทางกลับไปที่ศูนย์บริการโลหิตอีกครั้งในเดือนถัดมา คราวนี้ผ่านการคัดกรองอย่างฉลุยและสามารถบริจาคโลหิตช่วยชีวิตผู้ป่วยได้สำเร็จตามความตั้งใจ
ประเด็นสำคัญแบบหัวข้อย่อย
คัดกรองโรคประจำตัวให้ชัดเจนโรคเรื้อรังร้ายแรง เช่น มะเร็ง หัวใจ เบาหวานที่ต้องฉีดอินซูลิน เป็นข้อห้ามถาวร ส่วนความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ถือเป็นข้อห้ามชั่วคราว
ตรวจสอบระยะเวลาการงดเว้นยาและหัตถการยาปฏิชีวนะต้องงด 3 วัน ยารักษาสิวบางชนิดต้องงด 4 สัปดาห์ ส่วนการทำฟันทั่วไปต้องเว้นระยะเวลาอย่างน้อย 3 วันก่อนเข้าบริจาค
เตรียมพร้อมร่างกายในวันบริจาคนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูงล่วงหน้า 3 ชั่วโมง และดื่มน้ำสะอาดมากๆ เพื่อเพิ่มปริมาณการไหลเวียนโลหิตในร่างกาย
คำถามอื่นๆ
เป็นโรคความดันโลหิตสูง บริจาคเลือดได้ไหม?
สามารถบริจาคได้หากกินยารักษาเป็นประจำและควบคุมระดับความดันให้อยู่ในเกณฑ์คงที่ โดยในวันที่บริจาค ค่าความดันโลหิตตัวบนต้องไม่เกิน 160 และตัวล่างต้องไม่เกิน 100 มิลลิเมตรปรอท รวมถึงไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ
เพิ่งไปสักหรือเจาะหูมา ต้องรอนานแค่ไหนถึงจะบริจาคเลือดได้?
ต้องงดเว้นการบริจาคโลหิตเป็นเวลาอย่างน้อย 4 เดือน นับจากวันที่ทำการสัก เจาะหู หรือฝังเข็ม เพื่อป้องกันความเสี่ยงของโรคติดต่อทางกระแสเลือดที่อาจแฝงอยู่ในเครื่องมือที่ใช้
มีประจำเดือนอยู่ สามารถบริจาคเลือดได้หรือไม่?
สภากาชาดไทยแนะนำให้หลีกเลี่ยงการบริจาคโลหิตในช่วงที่มีประจำเดือน เนื่องจากการสูญเสียเลือดอาจทำให้ร่างกายอ่อนเพลียมากเกินไป ควรรอให้ประจำเดือนหมดสนิทอย่างน้อย 7 วันจึงจะปลอดภัยที่สุด
ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาด้านสุขภาพเบื้องต้นเท่านั้น และไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์จากบุคลากรสาธารณสุขได้ เกณฑ์การคัดกรองผู้บริจาคโลหิตอาจมีการปรับเปลี่ยนตามข้อกำหนดล่าสุดของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โปรดปรึกษาเจ้าหน้าที่คัดกรอง ณ หน่วยรับบริจาคโลหิตทุกครั้งเพื่อประเมินสภาพร่างกายของคุณอย่างแม่นยำก่อนทำการบริจาค
- โปรแกรมเว็บบราวเซอร์ (Browser ) คืออะไร
- กินอะไรช่วยสลายลิ่มเลือด
- เงินได้ที่ได้รับการยกเว้นโดยกฎกระทรวงมีอะไรบ้าง
- ระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อมีความสําคัญต่อร่างกายอย่างไร
- อาหารปลาดุกควรให้วันละกี่ครั้ง
- ปิดผมขาววิธีไหนดี
- Vitamin C Zinc เม็ดฟู่ ช่วยอะไร
- วิตามินซี แบบเม็ดฟู่ ควรกินตอนไหน
- Hard Reset กดยังไง
- Retin A ใช้ทุกวันได้ไหม
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต