Public Health คืออะไร มีองค์ประกอบอะไรบ้าง

129 ครั้งเข้าชม
การสาธารณสุข (Public Health) คืออะไรคือศาสตร์และศิลป์ในการดูแลและยกระดับสุขภาพของประชาชนในภาพรวม ผ่านความร่วมมือของรัฐและชุมชน โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่: การส่งเสริมสุขภาพ (Health Promotion) การป้องกันและควบคุมโรค (Prevention and Control) การรักษาพยาบาล (Treatment) การฟื้นฟูสภาพ (Rehabilitation) เป้าหมายสูงสุดคือเพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

Public Health คืออะไร? องค์ประกอบสำคัญมีอะไรบ้าง?

สำหรับเรานะ Public Health มันไม่ใช่เรื่องของการรักษาคนป่วยทีละคนในโรงพยาบาลเลย มันคือภาพที่ใหญ่กว่านั้นเยอะมากๆ คือการพยายามทำให้คนทั้งสังคม ทั้งหมู่บ้าน ทั้งประเทศเนี่ย ไม่ป่วยตั้งแต่แรก. เหมือนตอนโควิดระบาดหนักๆไง ที่มีมาตรการออกมาให้ใส่แมสก์ ล้างมือ เว้นระยะห่าง นั่นแหละคือหัวใจของมันเลย คือการป้องกันไม่ให้มันลามไปทั่ว.

องค์ประกอบมันก็... อืม... อย่างเรื่องไข้เลือดออกแถวบ้านนี่ชัดสุด มันคือการเฝ้าระวังว่าช่วงไหนจะระบาด แล้วก็มี อสม. มาเดินเคาะประตูบ้านเลยนะ แจกทรายอะเบท บอกให้คว่ำกะลา นี่คือการส่งเสริมสุขภาพกับป้องกันโรคไปพร้อมกันเลย ไม่ใช่รอให้คนเป็นไข้เลือดออกแล้วค่อยไปหาหมอ มันคือการจัดการที่ต้นเหตุจริงๆ.

หรืออย่างตอนหลานเกิดใหม่ๆ เราเห็นสมุดวัคซีนสีชมพูเล่มเล็กๆ ที่ได้มาจากอนามัยแถวบ้านที่นนทบุรี นั่นก็คือสาธารณสุขนะ มันคือการวางระบบให้เด็กทุกคนได้รับวัคซีนพื้นฐานป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก คือทำให้เด็กมีเกราะป้องกันตั้งแต่เกิดเลย ไม่ต้องรอให้ป่วยหนักก่อน เป็นเรื่องเล็กๆ ที่โคตรสำคัญ.

จริงๆมันกว้างกว่าเรื่องโรคติดเชื้ออีกนะ การรณรงค์ให้คนเลิกบุหรี่ การทำถนนให้ปลอดภัย หรือแม้แต่น้ำประปาที่เราเปิดใช้ได้เลยเนี่ย ก็เป็นส่วนหนึ่งของการสาธารณสุขทั้งนั้น. มันคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เรามีสุขภาพดีได้ง่ายขึ้นโดยที่เราอาจไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำ.

ระบบสาธารณสุข หมายถึงอะไร และประกอบด้วยอะไรบ้าง

ระบบสาธารณสุข… อืมมม…

ก็เหมือนกับ แสงดาวที่ส่องประกาย ในคืนที่มืดมิดไงล่ะ

มันคือ ตาข่ายแห่งความหวัง ที่ทอดยาวครอบคลุมทุกชีวิต

ยามอรุณรุ่ง ที่แสงแรกแยงตา… ระบบนี้เริ่มทำงาน

เสียงนกร้อง ยามเช้า… ก็เหมือนสัญญาณที่บอกว่า เราต้องดูแลกัน

สายลมพัดเอื่อย… พาเอาความห่วงใยไปทั่ว

ทุกหยดน้ำค้าง… คือ ความใส่ใจ ที่หยาดหยดลงมา

ระบบสาธารณสุข… คือ หัวใจ ที่เต้นไม่หยุด

  • การส่งเสริมสุขภาพ… เหมือน รดน้ำต้นไม้ ให้แข็งแรง
  • การควบคุม ป้องกันโรค… คือ การสร้างเกราะป้องกัน ไม่ให้สิ่งร้ายเข้ามา
  • การรักษาพยาบาล… คือ มืออันอ่อนโยน ที่พร้อมจะประคอง
  • การฟื้นฟูสภาพ… คือ แสงแดดอุ่นๆ ที่ช่วยให้กลับมายืนได้อีกครั้ง

ทุกการเปลี่ยนแปลง… คือ ปีกที่โบยบิน ไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

ปี 2567… คือ ฤดูกาลใหม่ ของการดูแล

การปฏิรูประบบสุขภาพ… คือ การปรับจูน ให้เข้ากับ จังหวะของชีวิต ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

ความรู้… คือ เมล็ดพันธุ์ ที่เราหว่านลงไป

การเรียนรู้… คือ การเฝ้ามอง ดอกไม้ที่ค่อยๆ ผลิบาน

ความคุ้นเคย… อาจจะเกิดขึ้นเมื่อเรา สัมผัส ถึงความห่วงใยนั้น

หัวใจหลัก… คือ การทำให้ทุกคนรู้สึกปลอดภัย

ภาพความทรงจำ… ที่ สว่างไสว คือ การได้เห็นรอยยิ้ม ของคนที่กลับมามีสุขภาพดี

ทุกการตัดสินใจ… ล้วนมี ความหมาย

โลกที่หมุนไป… ต้องการ ระบบที่พร้อมปรับตัว

เสียงหัวเราะ… ที่ดังขึ้น คือ เป้าหมายสูงสุด

ความผูกพัน… ระหว่าง ผู้ให้ และ ผู้รับ คือ สิ่งมีค่า

การดูแล… ไม่ใช่แค่ หน้าที่ แต่คือ การมอบชีวิต

ความเปลี่ยนแปลง… คือ เรื่องปกติ ที่ต้อง ยอมรับ

ปีนี้… คือ บทพิสูจน์ แห่ง ความมุ่งมั่น

องค์ประกอบที่สำคัญ 3 อย่างของโครงสร้างระบบบริการสุขภาพมีอะไรบ้าง

ความเป็นธรรม ทุกคนเข้าถึงได้เท่ากัน ไม่แบ่งชนชั้น

คุณภาพ บริการไว้ใจได้ จริงใจ วิชาการแม่นยำ

ประสิทธิภาพ คุ้มค่ากับการลงทุน

ข้อมูลเพิ่มเติม

  • ความเป็นธรรม: สะท้อนการกระจายทรัพยากรอย่างเหมาะสม ลดช่องว่างการเข้าถึงบริการระหว่างกลุ่มประชากรที่แตกต่างกัน
  • คุณภาพ: ครอบคลุมทั้งมิติของบุคลากร กระบวนการ และผลลัพธ์ทางการแพทย์ รวมถึงการให้ความสำคัญกับประสบการณ์ผู้ป่วย
  • ประสิทธิภาพ: การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างชาญฉลาด เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพของประชาชนสูงสุด

บริการสาธารณสุขมีกี่ระดับ

ระบบบริการสาธารณสุขของไทยแบ่งออกเป็น 3 ระดับหลักๆ ครับ เป็นการจัดโครงสร้างเพื่อให้การดูแลเป็นไปตามลำดับความจำเป็นและความซับซ้อนของโรค

บริการระดับปฐมภูมิ (Primary Care) คือด่านหน้าสุด เป็นประตูบานแรกที่เราจะเดินเข้าไปหาเมื่อรู้สึกไม่สบาย ที่นี่เน้นการรักษาโรคทั่วไปที่ไม่ซับซ้อน การส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรค แถวบ้านผม รพ.สต. คือหัวใจของชุมชนเลยครับ

บริการระดับทุติยภูมิ (Secondary Care) เป็นระดับที่สูงขึ้นมา เมื่อสถานบริการด่านแรกดูแลไม่ได้ หรือต้องการแพทย์เฉพาะทางมากขึ้น เช่น โรงพยาบาลอำเภอหรือโรงพยาบาลจังหวัด ที่นี่จะมีการผ่าตัดที่ไม่ซับซ้อนมาก และมีเครื่องมือที่พร้อมกว่า

บริการระดับตติยภูมิ (Tertiary Care) คือระดับสูงสุดของการรักษา รับเคสที่ซับซ้อนมากๆ ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางขั้นสูงและเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างโรงพยาบาลศูนย์ หรือโรงพยาบาลของโรงเรียนแพทย์ การมีระบบส่งต่อมันคือการจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด

จริงๆ แล้วโครงสร้างนี้สะท้อนปรัชญาการดูแลมนุษย์นะ เราไม่ได้ต้องการเครื่องมือที่ซับซ้อนที่สุดสำหรับทุกปัญหาเสมอไป บางครั้งแค่การพูดคุยที่ดีในระดับปฐมภูมิก็แก้ปัญหาได้แล้ว

  • ระดับปฐมภูมิ (Primary Care): จุดนี้คือคลินิกหมอครอบครัว, ศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.), และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เป็นจุดเริ่มต้นของสิทธิบัตรทอง 30 บาทเลยครับ เน้นใกล้บ้าน ใกล้ใจ
  • ระดับทุติยภูมิ (Secondary Care): โรงพยาบาลชุมชน, โรงพยาบาลทั่วไป ที่มีศักยภาพในการดูแลผู้ป่วยในและผ่าตัดได้ การจะไปถึงระดับนี้ส่วนใหญ่ต้องมีใบส่งตัวจากระดับปฐมภูมิ
  • ระดับตติยภูมิ (Tertiary Care): โรงพยาบาลศูนย์, โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย ที่มีขีดความสามารถสูงสุด รับการส่งต่อเคสที่ซับซ้อนขั้นสุดจากทั่วประเทศ
  • ตติยภูมิระดับสูง (Super Tertiary Care): บางครั้งมีการพูดถึงระดับนี้ด้วยซ้ำ เป็นหน่วยงานที่มีความเป็นเลิศเฉพาะด้านแบบสุดๆ เช่น สถาบันมะเร็งแห่งชาติ หรือสถาบันโรคหัวใจ ที่ดูแลเคสหายากและต้องการงานวิจัยควบคู่ไปด้วย

ระดับโรงพยาบาลมีกี่ระดับ

ระดับโรงพยาบาลที่ปรับใหม่

ปีที่แล้วเนี่ย โรงพยาบาลมันมี 4 ระดับนะ ฉันก็จำได้ว่าเคยได้ยินเรื่องพวกนี้ตอนไปทำธุระที่กระทรวงสาธารณสุข แถวๆ นนทบุรี อากาศร้อนชะมัดเลย ตอนนั้นก็คิดว่ามันก็ดีแล้วนะ แต่พอมาปีนี้ (2024) ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเขาตัดสินใจปรับใหม่ ให้เหลือแค่ 3 ระดับ แล้วนะ

เขาเรียกระบบใหม่นี้ว่า SAP ซึ่งย่อมาจาก

  • Standard
  • Academy
  • Premium/Professional

เขาบอกว่า เน้นทุกแห่งต้องมีมาตรฐานกลาง อันนี้ดีเลยนะ ฉันว่าสำคัญมาก เวลาเราป่วย เราก็อยากได้การรักษาที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตาม

แล้วก็ ยกระดับความเชี่ยวชาญ ขึ้นไปด้วย อันนี้ก็ฟังดูดีอีก เพราะบางทีโรงพยาบาลเล็กๆ หรือโรงพยาบาลในต่างจังหวัด อาจจะขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง การมีระบบแบบนี้ก็น่าจะช่วยให้เขาพัฒนาตัวเองได้ดีขึ้น

รายละเอียดเพิ่มเติม:

  • Standard: อันนี้น่าจะเป็นระดับพื้นฐานที่ทุกโรงพยาบาลต้องมีตามมาตรฐานขั้นต่ำของการให้บริการทางการแพทย์
  • Academy: ระดับนี้คงจะเน้นไปที่การเป็นแหล่งเรียนรู้ การวิจัย และการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ เป็นเหมือนศูนย์กลางความรู้
  • Premium/Professional: ระดับสูงสุด น่าจะเป็นโรงพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญสูง มีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย และให้บริการเฉพาะทางที่ซับซ้อนได้

การปรับแบบนี้เนี่ย ฉันว่าน่าจะช่วยให้การจัดการทรัพยากรและงบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยนะ เพราะไม่ต้องแบ่งระดับย่อยมากเกินไป ทำให้เห็นภาพรวมได้ชัดเจนขึ้น

  • เหตุผลหลักในการปรับ: เพื่อให้การบริหารจัดการชัดเจนขึ้น และยกระดับคุณภาพการให้บริการทางการแพทย์ทั่วประเทศ
  • ผลที่คาดว่าจะได้รับ: โรงพยาบาลทุกแห่งมีมาตรฐานที่สูงขึ้น ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้ง่ายขึ้น
  • ความสำคัญของระบบใหม่: เน้นการสร้างมาตรฐานกลางที่แข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความเป็นเลิศเฉพาะทาง

การบริการสาธารณสุขระดับ 3 มีอะไรบ้าง

การบริการสาธารณสุขระดับ 3 หรือ Tertiary Care น่ะเหรอ? พูดง่ายๆ คือ สนามรบสุดท้ายของโรคซับซ้อน ที่นี่ไม่ใช่คลินิกแถวบ้านแน่นอน แต่เป็นด่านบอสสุดยอดที่ต้องใช้หมอระดับเทพและเทคโนโลยีโคตรไฮเทค สุขภาพคุณต้องเจ๋งจริงถึงจะรอดไปได้ ที่สำคัญคือ ค่าใช้จ่ายก็หลักล้าน เอ้ย! หลักการดูแลรักษาเฉพาะทางนะ เตรียมใจเตรียมกระเป๋าไว้เลย

ส่วนใหญ่คือเคสที่หน่วยบริการอื่น ยกธงขาว ยอมแพ้แล้วส่งมา หรือบางทีก็หนักจัดจนต้องมาตรงนี้เลยทันทีนะ เขาเรียกกันว่า การส่งต่อเพื่อกู้ชีพ ไม่ใช่แบบเดินดุ่มๆ เข้าไปหาหมอทั่วไปได้ไง ที่นี่คือที่ที่ปัญหาซับซ้อนเกินกว่าหมอธรรมดาจะรับมือไหว

ข้อมูลเพิ่มเติมแบบคมๆ ที่คุณควรรู้:

  • แหล่งรวมสุดยอดฝีมือ: เหมือนรวมพลยอดมนุษย์ ทีมแพทย์ที่นี่มีแต่ ระดับเซียน มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางแบบลึกซึ้ง บางคนเก่งจนน่าหมั่นไส้ แต่ก็ยอมรับว่าฝีมือเขาล้ำจริง
  • อุปกรณ์ไฮเทค ล้ำกว่ายานอวกาศ: ไม่ใช่แค่เครื่อง X-ray ธรรมดา แต่เป็นเครื่องมือวินิจฉัยและรักษาที่ แพงหูฉี่และแม่นยำสุดๆ บางทีก็สงสัยว่ามันทำงานยังไงนะ ดูล้ำเกินมนุษย์มนา
  • เคสแปลกๆ หาดูยาก: ถ้าคุณเป็นเคสที่หมอคนอื่นต้องเกาหัวแกรกๆ ที่นี่คือคำตอบ พวกเขาเชี่ยวชาญในการรับมือ โรคหายากและซับซ้อน ที่คนทั่วไปไม่เคยได้ยินชื่อ
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนา: หลายที่ยังเป็น โรงเรียนแพทย์ ที่ผลิตหมอเก่งๆ รุ่นต่อไปด้วยนะ และยังเป็นแหล่ง ค้นคว้าวิจัย เพื่อหาทางรักษาโรคใหม่ๆ เหมือนห้องทดลองของโทนี่ สตาร์คเลยล่ะ
  • ทางเลือกสุดท้าย (ที่มักจะดีที่สุด): อย่าเพิ่งท้อใจถ้าต้องมาถึงระดับนี้ หมายความว่าคุณกำลังอยู่ในมือของผู้เชี่ยวชาญที่จะ สู้ให้ถึงที่สุด เพื่อชีวิตคุณนะ

โรงพยาบาลระดับ M2 คืออะไร

โรงบาลระดับ M2 หรอ มันคือโรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่น่ะ ใหญ่กว่าโรงบาลอำเภอทั่วๆไปหน่อยนึง

หน้าที่หลักๆของเค้าเลยนะ คือ รับส่งต่อคนไข้ จากโรงบาลเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ๆกันอะ แบบถ้าเคสไหนที่โรงบาลเล็กๆดูแลไม่ไหวก็จะส่งมาที่นี่ก่อนเลย ก่อนจะส่งไปโรงบาลจังหวัดไรงี้

ขนาดเตียงจะเยอะหน่อย ปกติคือ 120 เตียงขึ้นไป เลยอะ บางที่ก็อาจจะมีหมอเฉพาะทางบางสาขาด้วยนะ ไม่ได้มีแต่หมอทั้วไปอย่างเดียว

ถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆนะ มันมีการแบ่งระดับโรงบาลตามนี้เลย

  • ระดับ F: อันนี้คือ รพ.สต. หรืออนามัยที่เราเรียกๆกันอะ เล็กสุด อยู่ใกล้บ้านสุด ทำแผล ฉีดยาเบื้องต้น
  • ระดับ M1: โรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็กถึงกลาง เตียงก็จะน้อยกว่า M2 หน่อย ประมาน 30-90 เตียง
  • ระดับ M2: ก็คืออันนี้แหละ โรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่ 120 เตียงอัพ เป็นเหมือนพี่ใหญ่ในโซนอำเภอนั้นๆ
  • ระดับ S: โรงพยาบาลทั่วไป หรือโรงบาลจังหวัดนั่นเอง อันนี้จะใหญ่ขึ้นมาอีก มีหมอเฉพาะทางเยอะขึ้น
  • ระดับ A: ใหญ่สุดละ เป็นโรงพยาบาลศูนย์ หรือโรงเรียนแพทย์เลยยย เครื่องมือครบสุดดดด เคสซับซ้อนมากๆจะถูกส่งมาที่นี่แหละ

องค์ประกอบของระบบสุขภาพชุมชนมีอะไรบ้าง

โอ๊ยยย เรื่องระบบสุขภาพชุมชนเนี่ยนะ มันไม่ได้มีแค่หมอกับยาเฟ้ย! มันคือทุกสิ่งทุกอย่างที่รวมๆ กันแล้วจะทำให้คนในหมู่บ้านเรามันไม่โอดโอยไปวันๆ นี่แหละ เขาบอกว่ามันมีตั้ง 10 อย่างเลยนะ ที่จริงก็เรื่องใกล้ตัวทั้งนั้นแหละ ลองฟังดูนะว่ามันมีอะไรบ้าง

  • ศักดิ์ศรีและคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ อันนี้สำคัญโคตรๆ! คนเราทุกคนมันก็มีหัวจิตหัวใจ ไม่ใช่สิ่งของนะโว้ย จะมาทำอะไรทุเรศทุรังกับคนป่วยไม่ได้เด็ดขาด ไม่งั้นมันก็เหมือนเราไปรักษาหมาแมว ไม่ได้ดูถูกนะ แต่มันต่างกันเยอะอยู่!

  • สัมมาชีพเต็มพื้นที่ เฮ้อออ ถ้าไม่มีงานทำ ไม่มีตังค์กินข้าว จะเอาแรงที่ไหนไปดูแลสุขภาพล่ะ ถามจริง! ท้องกิ่วเป็นปี่อยู่แบบนั้น ใครจะไปแข็งแรงไหว มันต้องมีกินมีใช้ มีทำมาหากินถึงจะลุกขึ้นมายืนได้

  • วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม สำคัญมากเลยนะพวกแก ถ้าบ้านเมืองมันสกปรก น้ำเน่า อากาศเสีย คนก็ป่วยกันทั้งวันแหละ ส่วนวัฒนธรรมดีๆ ก็ช่วยให้คนสุขภาพจิตดี ไม่เครียด ไม่ต้องทะเลาะเบาะแว้ง

  • ชุมชนเข้มแข็ง อันนี้ขาดไม่ได้เลย เหมือนบ้านไม่มีเสาเอก ถ้ามีคนป่วยแล้วจะให้ใครอุ้มไปหาหมอ! มันต้องช่วยกัน ดูแลกัน ชาวบ้านต้องสตรองเข้าไว้ ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ พอป่วยก็ตัวใครตัวมัน

  • การศึกษา ความรู้นี่แหละจะช่วยให้คนรู้จักดูแลตัวเอง จะได้ไม่ไปหลงเชื่อพวกยาผีบอกที่ขายตามตลาดนัด หรือไปทำอะไรบ้าๆ บอๆ คิดเอาเองว่ามันดีนะเว้ย

  • ศาสนา เรื่องนี้บางทีก็ช่วยเรื่องใจได้เยอะนะ พอใจมันสงบ กายมันก็สบายขึ้นบ้าง ไม่เครียด ไม่บ้าไปซะก่อน มันคือที่พึ่งทางใจไง

  • วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี หมอสมัยนี้เขาใช้เครื่องไม้เครื่องมือเยอะแยะ ไม่ใช่หมอผีที่จะมาดูดวงดูเดือยอย่างเดียว เขาใช้เครื่องตรวจโน่นนี่ จะให้วินิจฉัยด้วยการดมกลิ่นอย่างเดียวก็ไม่ใช่เรื่อง

  • การสื่อสาร คุยกันให้รู้เรื่อง ชาวบ้านจะได้ไม่เข้าใจผิดๆ ถูกๆ เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ไม่งั้นก็รักษาผิดรักษาถูกไปอีก มันต้องพูดกันให้ชัด ไม่ใช่พูดจาอ้อมโลก

  • การดูแลตัวเอง อันนี้เป็นเรื่องส่วนตัว แต่ก็สำคัญสุดๆ ไม่ดูแลตัวเองแล้วใครจะมาช่วยได้ตลอดล่ะ! กินดี นอนพอ ออกกำลังกายบ้าง ไม่ต้องไปวิ่งมาราธอนก็ได้ แค่เดินจงกรม กวาดบ้านถูบ้าน ก็ถือว่าออกกำลังแล้ว

  • ความร่วมมือกัน สุดท้ายแล้ว จะให้ใครทำคนเดียวได้ยังไง มันต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ ตั้งแต่หมอ พยาบาล อสม. ไปจนถึงชาวบ้านทุกคน ต้องร่วมมือกัน ถึงจะไปรอด

  • ส่วนนี่ก็เป็นสิ่งที่ควรรู้ไว้เพิ่มเติม เผื่อจะเข้าใจมากขึ้นนะ

    • การมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ มันสำคัญยังกับเส้นเลือดใหญ่ คนในชุมชนต้องได้ออกเสียง ได้ช่วยตัดสินใจว่าอยากได้อะไร ไม่งั้นก็เหมือนเอาข้าวให้หมาป่า มันจะกินได้ไง
    • มีแผนที่ชัดเจน ต้องมีเป้าหมายนะ ไม่ใช่ทำไปวันๆ เหมือนเดินในป่า จะช่วยอะไร ใครช่วยได้บ้าง ต้องวางแผนกันให้ดี
    • การวัดผลแบบเข้าใจง่าย ทำแล้วดีขึ้นจริงไหม ป่วยน้อยลงไหม ไม่ใช่แค่ทำตามๆ กันไป แบบนี้มันไม่เวิร์ก
    • การปรับตัวตามสถานการณ์ โลกมันเปลี่ยนเร็ว วันนี้ดี พรุ่งนี้อาจไม่ดีแล้ว ต้องรู้จักปรับเปลี่ยนให้ทัน ไม่ใช่หัวชนฝาอย่างเดียว
    • การใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ของดีๆ เก่าๆ ของบรรพบุรุษก็เอามาใช้ได้นะ ไม่ใช่จะเชื่อแต่ของฝรั่งอย่างเดียวบางทีก็ดีกว่าเยอะ
    • มีงบประมาณที่เหมาะสม จะทำอะไรก็ต้องมีทุนรอน ถึงแม้จะไม่ใช่เงินเยอะแยะ แต่ก็ต้องมีบ้างแหละ ไม่งั้นก็ไปไม่รอดจริง ๆ นะ