โรคติกส์อันตรายไหม

0 ครั้งเข้าชม
โรคติกส์อันตรายไหม โรคติกส์หรืออาการกระตุกซ้ำๆ ที่ควบคุมได้ยากส่วนใหญ่ไม่อันตรายร้ายแรงและมักหายได้เอง อาการเหล่านี้แบ่งเป็นชนิดเคลื่อนไหวและชนิดส่งเสียง อาการมักดีขึ้นหรือหายไปเมื่อเด็กโตขึ้น โดยพบในเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง.
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

โรคติกส์อันตรายไหม: อาการกระตุกส่วนใหญ่ไม่อันตราย

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านมักกังวลเมื่อพบพฤติกรรมการเคลื่อนไหวหรือส่งเสียงซ้ำๆ ในเด็ก การทำความเข้าใจลักษณะของ โรคติกส์อันตรายไหม ช่วยให้สังเกตอาการได้อย่างถูกต้อง ลดความตื่นตระหนก และรับมือได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อสุขภาพจิตที่ดีของเด็ก

โรคติกส์อันตรายไหม? เข้าใจอาการกระตุกและเปล่งเสียงที่พ่อแม่กังวล

โรคติกส์ (Tics) ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตและไม่ทำลายสมอง อาการนี้อาจเกิดจากหลายปัจจัยและไม่มีข้อสรุปชี้ชัดเพียงสาเหตุเดียว โดยทั่วไปเป็นอาการกล้ามเนื้อกระตุกหรือส่งเสียงซ้ำๆ โดยที่เด็กไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งมักพบในช่วงวัยเจริญเติบโตและส่วนใหญ่สามารถหายได้เองเมื่อโตขึ้น

บอกตามตรง ภาพที่ลูกกะพริบตาถี่ๆ หรือสะบัดหน้าซ้ำๆ มักทำให้คนเป็นพ่อแม่ใจคอไม่ดี ผมเคยเห็นหลายครอบครัวเครียดจนนอนไม่หลับเพราะกลัวว่าลูกจะเป็นโรคทางสมองร้ายแรง แต่ในความเป็นจริง เด็กวัยเรียนจำนวนไม่น้อยเคยมีอาการติกส์ชั่วคราวในช่วงใดช่วงหนึ่งของการเจริญเติบโต[1] อาการเหล่านี้มักเป็นผลจากการที่ระบบประสาทส่วนกลางทำงานไม่ประสานกันชั่วคราว ไม่ใช่ความบกพร่องถาวรที่น่ากลัวแต่อย่างใด

แต่เรื่องนี้ก็มีจุดที่ต้องระวัง - และเป็นสิ่งที่คู่มือทั่วไปมักไม่ได้บอกคุณ - นั่นคือผลกระทบทางจิตใจ แม้ตัวโรคจะไม่ทำลายร่างกาย แต่การถูกเพื่อนล้อเลียนสามารถสร้างบาดแผลในใจเด็กได้ลึกกว่าที่คิด

มันส่งผลกระทบจริงๆ

โรคติกส์ อาการเป็นอย่างไร และวิธีสังเกตเบื้องต้น

การประเมินว่าลูกเข้าข่ายโรคนี้หรือไม่ เริ่มต้นจากการสังเกตพฤติกรรม อาการของโรคติกส์แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ซึ่งพ่อแม่สามารถสังเกตได้จากกิจกรรมประจำวันของลูก

ติกส์ชนิดการเคลื่อนไหว (Motor Tics)

นี่คือกลุ่มอาการที่พบได้บ่อยที่สุด มักเริ่มต้นที่กล้ามเนื้อมัดเล็กบริเวณใบหน้าก่อน อาการคลาสสิก ได้แก่ การกะพริบตาถี่ๆ ยักคิ้ว ย่นจมูก หรือสะบัดหน้า อาการเหล่านี้มักเกิดถี่ขึ้นเมื่อเด็กมีความเครียด อดนอน หรือแม้แต่ตอนที่ตื่นเต้นดีใจมากๆ ตอนเล่นเกม

ติกส์ชนิดเปล่งเสียง (Vocal Tics)

ติกส์ชนิดนี้มักทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเด็กเป็นหวัดหรือภูมิแพ้ อาการทั่วไปคือการกระแอมไอ สูดน้ำมูก ถอนหายใจแรงๆ หรือในบางรายอาจเป็นการเปล่งเสียงแปลกๆ หรือพูดทวนคำโดยไม่รู้ตัว หากมี ลูกมีอาการกระตุก โรคติกส์ ชนิดเคลื่อนไหวร่วมกับการเปล่งเสียงต่อเนื่องนานกว่า 1 ปี อาจเข้าข่ายกลุ่มอาการทูเร็ตต์ (Tourette Syndrome)

อย่าเพิ่งตื่นตระหนกไป

น้อยคนนักที่จะพัฒนาไปสู่ขั้นรุนแรง อาการส่วนใหญ่มักเป็นๆ หายๆ และลดความรุนแรงลงได้เองเมื่อเด็กก้าวเข้าสู่วัยรุ่น

ผลกระทบแฝง: 틱스 อาการในเด็ก กับโรคร่วมที่ต้องจับตา

คำถามที่ว่าโรคติกส์อันตรายไหม มักโฟกัสไปที่ร่างกาย แต่ความจริงแล้วความเสี่ยงที่แท้จริงซ่อนอยู่ในจิตใจและพัฒนาการ โรคติกส์มักไม่มาเดี่ยวๆ แต่มีความเชื่อมโยงกับโรคร่วมอื่นๆ เช่น โรคสมาธิสั้น (ADHD) และโรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD)

เด็กที่มีอาการติกส์เรื้อรังมักจะได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะสมาธิสั้นร่วมด้วย[2] ตัวเลขนี้บอกอะไรเรา? มันบอกว่าการแก้ปัญหาแค่เรื่องกล้ามเนื้อกระตุกนั้นไม่พอ คุณต้องมองภาพรวมของพฤติกรรมเด็กด้วย บางครั้งการที่เด็กเรียนไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากเรียน แต่เพราะเขาต้องใช้พลังงานมหาศาลไปกับการพยายามกลั้นอาการกระตุกไม่ให้เพื่อนเห็น

หลายคนเชื่อว่าการสั่งให้เด็กหยุดทำอาการกระตุกคือการแก้ปัญหา

นั่นคือความเข้าใจที่ผิดมหันต์ - การบังคับยิ่งสร้างความเครียด - ซึ่งความเครียดคือเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้อาการติกส์ปะทุหนักกว่าเดิม

โรคติกส์ หายเองได้ไหม และ แนวทาง วิธีรักษาโรคติกส์

ข่าวดีคือ เด็กจำนวนมากมีอาการเพียงชั่วคราวและหายไปได้เองเมื่อเวลาผ่านไป หรือเมื่อปัจจัยกระตุ้นความเครียดลดลง แต่ถ้ารอแล้วไม่หาย หรืออาการเริ่มกระทบการใช้ชีวิต การรักษาก็มีหลายระดับให้เลือกใช้

การปรับพฤติกรรมบำบัด (CBIT) เป็น วิธีรักษาโรคติกส์ ที่ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยและได้ผลดีที่สุด โดยไม่ต้องพึ่งยา หลักการคือการสอนให้เด็กรู้เท่าทันความรู้สึกตึงๆ หรือความรู้สึกแปลกๆ ก่อนที่จะเกิดอาการกระตุก และฝึกทำพฤติกรรมอื่นทดแทนเพื่อยับยั้งอาการนั้น

ต้องใช้เวลาและความอดทนสูงมาก

ในรายที่เป็นหนักจนกระทบการเรียนหรือสภาพจิตใจ แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาเพื่อช่วยควบคุมอาการชั่วคราว แต่อย่าลืมว่ายาคือตัวช่วยบรรเทาอาการ ไม่ใช่เวทมนตร์ที่เสกให้โรคหายขาด การปรับสภาพแวดล้อมในครอบครัวให้ผ่อนคลายยังคงเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุด

เปรียบเทียบระดับความรุนแรงของโรคติกส์

การประเมินว่าควรพาลูกไปพบแพทย์หรือไม่ สามารถพิจารณาได้จากระดับความรุนแรงและระยะเวลาของอาการดังต่อไปนี้

อาการติกส์ชั่วคราว (Transient Tics)

  • เป็นๆ หายๆ มักมีอาการน้อยกว่า 1 ปี
  • แทบไม่มีผลกระทบ เด็กสามารถเรียนและเล่นได้ตามปกติ
  • ทำเป็นไม่สนใจอาการ ลดความเครียด และปล่อยให้หายเอง

อาการติกส์เรื้อรัง (Chronic Tics)

  • มีอาการต่อเนื่องมากกว่า 1 ปี
  • เริ่มทำให้เด็กขาดความมั่นใจ หรือถูกเพื่อนที่โรงเรียนล้อเลียน
  • ควรพบแพทย์เพื่อพิจารณาการทำพฤติกรรมบำบัด (CBIT)

กลุ่มอาการทูเร็ตต์ (Tourette Syndrome)

  • มากกว่า 1 ปี โดยมีทั้งอาการกระตุกและการเปล่งเสียงร่วมด้วย
  • รบกวนการเรียน สังคม และสภาพจิตใจอย่างรุนแรง
  • ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์เฉพาะทาง อาจต้องใช้ยาร่วมกับพฤติกรรมบำบัด
สำหรับเด็กส่วนใหญ่ อาการมักหยุดอยู่ที่ระดับชั่วคราวและค่อยๆ ดีขึ้นเอง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพ่อแม่ต้องไม่ดุหรือเพ่งเล็งเมื่อลูกมีอาการ เพราะความกดดันจะยิ่งทำให้อาการรุนแรงขึ้น

บทเรียนจากความกังวล: เรื่องราวของแม่นิดและน้องภูมิ

คุณนิด พนักงานออฟฟิศวัย 35 ปีในกรุงเทพฯ สังเกตเห็นว่าน้องภูมิ ลูกชายวัย 7 ขวบ ชอบย่นจมูกและกะพริบตาถี่ๆ ตอนแรกเธอคิดว่าลูกสายตาสั้นหรือภูมิแพ้กำเริบ จึงพาไปหาหมอตาก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ

ด้วยความกังวล คุณนิดเริ่มดุและสั่งให้น้องภูมิหยุดทำท่าทางเหล่านั้นทุกครั้งที่เห็น ผลปรากฏว่าอาการกลับแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด น้องภูมิเริ่มมีเสียงกระแอมไอร่วมด้วย เครียดจนไม่อยากไปโรงเรียน และมักแอบไปร้องไห้คนเดียว

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อคุณนิดได้ปรึกษากุมารแพทย์ด้านพัฒนาการ หมออธิบายว่านี่คือโรคติกส์ และการดุคือการเพิ่มความเครียดซึ่งเป็นตัวกระตุ้นชั้นดี เธอเปลี่ยนวิธีใหม่โดยทำเป็นไม่สนใจอาการเหล่านั้น ลดตารางเรียนพิเศษที่อัดแน่นลง และเพิ่มเวลาเล่นอิสระให้ลูก

หลังจากปรับสภาพแวดล้อมและลดความกดดันได้ประมาณ 3 เดือน อาการกระตุกของน้องภูมิลดลงไปกว่า 80% เขากลับมาร่าเริงและมีความมั่นใจอีกครั้ง สอนให้รู้ว่าบางครั้งการแก้ไขที่ดีที่สุดคือการทำความเข้าใจและให้เวลา ไม่ใช่การบังคับ

คำแนะนำอื่นๆ

กังวลว่าโรคติกส์เป็นอันตรายต่อสมองหรือถึงชีวิตหรือไม่?

ไม่เลยครับ โรคติกส์ไม่ทำลายเนื้อเยื่อสมองและไม่ทำให้เสี่ยงต่ออันตรายถึงชีวิต อาการนี้เป็นเพียงการส่งสัญญาณที่ไม่ประสานกันชั่วคราวของระบบประสาทส่วนกลางเท่านั้น เด็กสามารถเติบโตและพัฒนาสติปัญญาได้ตามปกติ

ไม่แน่ใจว่าอาการกระตุกหรือส่งเสียงแบบนี้ใช่โรคติกส์หรือเปล่า?

หากลูกมีอาการกะพริบตา ยักคิ้ว ย่นจมูก หรือกระแอมไอซ้ำๆ โดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจและควบคุมแทบไม่ได้ นั่นมักจะเป็นอาการของโรคติกส์ แนะนำให้แอบบันทึกวิดีโอสั้นๆ ตอนลูกมีอาการเพื่อนำไปให้แพทย์ช่วยวินิจฉัยครับ

กังวลเรื่องผลกระทบทางจิตใจและปมด้อยของเด็กจากการถูกล้อเลียน ต้องทำอย่างไร?

ครอบครัวต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุด ห้ามล้อเลียนหรือดุเด็กเมื่อมีอาการ หากโรงเรียนมีปัญหา ควรเข้าไปคุยกับคุณครูเพื่ออธิบายให้เพื่อนๆ เข้าใจว่าอาการนี้ไม่ใช่เรื่องตลก และเด็กไม่ได้ตั้งใจทำ

ไม่รู้ว่าอาการนี้สามารถหายเองได้หรือไม่และควรพาลูกไปพบแพทย์เมื่อไหร่?

เด็กกว่าครึ่งสามารถหายเองได้เมื่อโตขึ้นหรือเมื่อความเครียดลดลง แต่ควรพาไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงจนลูกเจ็บตัว ถูกเพื่อนล้อจนเสียความมั่นใจ หรือมีอาการต่อเนื่องนานเกิน 1 ปี

คำแนะนำที่เป็นประโยชน์

โรคติกส์ไม่อันตรายถึงชีวิต

อาการกระตุกหรือเปล่งเสียงไม่ทำลายโครงสร้างสมอง และเด็กประมาณ 20% เคยผ่านภาวะนี้มาแล้ว ส่วนใหญ่เป็นเพียงภาวะชั่วคราวในวัยเด็ก

ความเครียดคือตัวกระตุ้นหลัก

การดุ บังคับ หรือเพ่งเล็งให้เด็กหยุดอาการ จะยิ่งเพิ่มความกดดันและทำให้อาการกระตุกรุนแรงขึ้น [3]

หากคุณกังวลว่าลูกน้อยจะเป็นหรือไม่ ลองอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ โรคติกส์ในเด็กรักษายังไง ได้เลยครับ
การรักษาใจสำคัญพอๆ กับร่างกาย

เป้าหมายหลักในการรับมือคือการปกป้องความมั่นใจของเด็ก ป้องกันการเกิดปมด้อย และจัดการกับโรคร่วมอย่างสมาธิสั้น (ADHD) ที่พบได้บ่อยถึง 60% ในกลุ่มเด็กที่มีอาการเรื้อรัง

แหล่งข้อมูลข่าวสาร

  • [1] Cdc - เด็กวัยเรียนประมาณ 20% เคยมีอาการติกส์ชั่วคราวในช่วงใดช่วงหนึ่งของการเจริญเติบโต
  • [2] Neurology - เด็กที่มีอาการติกส์เรื้อรังมักจะได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะสมาธิสั้นร่วมด้วย
  • [3] Cdc - การดุ บังคับ หรือเพ่งเล็งให้เด็กหยุดอาการ จะยิ่งเพิ่มความกดดันและทำให้อาการกระตุกรุนแรงขึ้น