แสงจากโทรศัพท์ อันตรายไหม

0 ครั้งเข้าชม
การจ้อง แสงจากโทรศัพท์ ในที่มืดทำให้ดวงตาเพ่งโฟกัสหนักกว่าปกติหลายเท่าส่งผลให้เกิดอาการตาล้า ตาแห้ง และปวดหัว. การเพ่งหน้าจอมือถือในระยะใกล้ลดการกะพริบตาลงถึง 60% เมื่อเทียบกับปกติทำให้น้ำตาเคลือบผิวตาแห้งเหือด.
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

แสงจากโทรศัพท์ อันตรายไหม: ผลเสียเมื่อใช้งานในที่มืด

การใช้ แสงจากโทรศัพท์ เป็นเวลานานส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพดวงตาและอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้. การเข้าใจพฤติกรรมการใช้งานที่ถูกต้องช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาตาล้าและตาแห้ง. เรียนรู้วิธีปรับเปลี่ยนการใช้งานหน้าจอเพื่อถนอมสายตาและป้องกันผลกระทบสะสมที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตาของคุณในระยะยาว.

แสงจากโทรศัพท์ อันตรายไหม? ความจริงที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด

คำถามนี้อาจมีคำตอบที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งานและสภาพแวดล้อมของแต่ละบุคคล แสงจากโทรศัพท์ อันตรายไหม คงไม่ใช่เรื่องที่อันตรายถึงขั้นทำให้ตาบอดถาวรอย่างที่หลายคนกังวล แต่แสงสีฟ้าจะไปยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน ทำให้นอนหลับยากขึ้น และการจ้องจอนานๆ ก็ทำให้เกิดอาการตาล้าได้ง่าย

การเพ่งหน้าจอมือถือในระยะใกล้ทำให้เรากะพริบตาน้อยลงถึง 60% เมื่อเทียบกับเวลาปกติ[1] การลดลงของการกะพริบตานี้ส่งผลให้น้ำตาเคลือบผิวตาแห้งเหือด นำไปสู่อาการตาล้า ตาแห้ง และปวดหัว โดยเฉพาะเมื่อใช้งานในห้องที่มืดสนิท ดวงตาจะต้องทำงานหนักกว่าปกติหลายเท่าเพื่อปรับโฟกัส

ประสบการณ์ตรงจากคนที่เคยตาแห้งขั้นสุด

พูดตรงๆ นะ ช่วงแรกที่ผมติดซีรีส์และไถฟีดโซเชียลในเตียงปิดไฟมืดๆ ทุกคืน ผมทรมานมาก. ตื่นเช้ามาตาแดงและแสบจนลืมแทบไม่ขึ้น ผมพยายามซื้อน้ำตาเทียมมาหยอดรัวๆ แต่มันก็แก้ปัญหาได้แค่ชั่วคราว การพึ่งพาน้ำตาเทียมโดยไม่เปลี่ยนพฤติกรรม - และนี่คือสิ่งที่ผมเพิ่งตระหนัก - แทบจะไม่ช่วยอะไรเลยในระยะยาว

เล่นโทรศัพท์ในที่มืด ทำให้ตาบอดไหม หรือแค่ข่าวลือ?

หลายคนเชื่อว่า แสงสีฟ้าทำลายจอประสาทตาจริงไหม ซึ่งจริงๆ แล้วมันมีพฤติกรรมหนึ่งที่ทำร้ายดวงตายิ่งกว่าแสงสีฟ้าเสียอีก - ผมจะเฉลยให้ฟังในหัวข้อวิธีถนอมสายตาดังด้านล่างนี้

สำหรับความเชื่อเรื่องตาบอด ความจริงก็คือ ความเข้มข้นของแสงสีฟ้าจากโทรศัพท์นั้นต่ำกว่าแสงจากดวงอาทิตย์อย่างมาก[2] ร่างกายมนุษย์สามารถรับมือกับแสงระดับนี้ได้ การเล่นมือถือในที่มืดไม่ได้ทำให้จอประสาทตาเสื่อมหรือตาบอดถาวร แต่มันจะทำให้กล้ามเนื้อตาเกร็งตัวอย่างหนักและอาจนำไปสู่อาการสายตาล้าหรือการมองเห็นพร่าชั่วคราวได้

ผลเสียของการจ้องโทรศัพท์นานๆ ต่อการนอนหลับ

แสงสีฟ้ามีผลโดยตรงต่อนาฬิกาชีวิต การได้รับแสงชนิดนี้หลังดวงอาทิตย์ตกจะหลอกสมองว่ายังเป็นเวลากลางวัน ทำให้ร่างกายผลิตเมลาโทนินลดลง[3] เมื่อฮอร์โมนที่ช่วยให้ง่วงนอนหายไป คุณจึงรู้สึกตื่นตัว หลับยาก หลับไม่สนิท และตื่นมาด้วยความรู้สึกอ่อนเพลีย

วิธีถนอมสายตาจากหน้าจอ (ที่ไม่ใช่แค่การลดแสง)

นี่คือพฤติกรรมทำร้ายดวงตาที่ผมพูดถึงก่อนหน้านี้ - การหรี่แสงหน้าจอมืดสุดแล้วเล่นในห้องมืดสนิท. คนส่วนใหญ่เชื่อว่าหน้าจอมืดๆ จะช่วยถนอมสายตาได้ดีที่สุด

แต่เอาจริงๆ แล้ว ผลเสียของการจ้องโทรศัพท์นานๆ นั้นมีอยู่จริง โดยเฉพาะการทำแบบนั้นกลับส่งผลเสียมากกว่า รูม่านตาของคุณจะขยายกว้างขึ้นเมื่ออยู่ในที่มืด ทำให้เปิดรับแสงจ้าจากจุดเดียวบนหน้าจอเข้าสู่ดวงตาเต็มๆ ความลับที่แท้จริงคือการปรับสภาพแวดล้อมให้สว่างพอดี. แค่นั้นเลย. ถ้าคุณเปิดไฟในห้องให้สว่างใกล้เคียงกับหน้าจอ ดวงตาจะทำงานสบายขึ้นมาก

ปรับแต่งการตั้งค่าหน้าจอให้เหมาะสม

คุณควรใช้โหมดตัดแสงสีฟ้า หรือที่มักเรียกว่า Night Shift หรือ Eye Comfort Shield โดยตั้งค่าหน้าจอเป็นโทนสีเหลืองเพื่อลดความเข้มของแสงสีฟ้า และปรับความสว่างหน้าจอให้ใกล้เคียงกับสภาพแสงรอบตัวมากที่สุด [4]

หมายเหตุ: หากคุณมีอาการปวดตาเรื้อรัง มองเห็นภาพซ้อน หรือตาแดงผิดปกติ ควรหยุดพักการใช้สายตาและปรึกษาจักษุแพทย์โดยตรง ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้

กฎ 20-20-20 ในชีวิตจริง

ทฤษฎีบอกให้พักสายตาทุก 20 นาที โดยมองไปที่ระยะ 20 ฟุต นาน 20 วินาที แต่ในความเป็นจริง ไม่มีใครนั่งจับเวลาเป๊ะขนาดนั้น ผมเคยลองตั้งนาฬิกาปลุกเตือน สรุปว่ารำคาญจนต้องปิดทิ้ง

วิธีที่เวิร์คกว่าคือการผูกพฤติกรรม เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเปลี่ยนแอปพลิเคชัน จบตอนของซีรีส์ หรือส่งอีเมลเสร็จ ให้เงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างสักพัก วิธีถนอมสายตาจากหน้าจอ เหล่านี้ช่วยลดความเครียดของกล้ามเนื้อตาได้[5] โดยไม่ต้องฝืนธรรมชาติ

เปรียบเทียบวิธีลดผลกระทบจากแสงสีฟ้าบนหน้าจอ

หากคุณต้องทำงานกับหน้าจอหรือใช้โทรศัพท์เป็นเวลานาน การเลือกวิธีถนอมสายตาที่เหมาะสมจะช่วยลดความเหนื่อยล้าได้ นี่คือการเปรียบเทียบตัวเลือกที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้

ฟีเจอร์ Night Shift (iOS) / Eye Comfort (Android) ⭐

• ฟรี มีมาให้ในระบบปฏิบัติการของสมาร์ทโฟนทุกรุ่นในปัจจุบัน

• สีของภาพและวิดีโอจะเพี้ยนไปทางอมเหลือง ไม่เหมาะกับงานแต่งรูปหรือกราฟิก

• ปรับอุณหภูมิสีของหน้าจอให้เป็นโทนอุ่นอัตโนมัติ ลดการปล่อยแสงสีฟ้าโดยตรงจากฮาร์ดแวร์

• ใช้งานง่ายที่สุด สามารถตั้งเวลาให้เปิดปิดอัตโนมัติตามเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตก

แว่นตากรองแสงสีฟ้า

• มีตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันบาทขึ้นอยู่กับคุณภาพของเลนส์

• เลนส์ราคาถูกอาจไม่ได้กรองแสงตามสเปกที่ระบุไว้ และอาจทำให้เกิดแสงสะท้อนรบกวนสายตา

• ใช้เลนส์เคลือบสารพิเศษเพื่อสะท้อนหรือดูดซับคลื่นแสงสีฟ้าก่อนเข้าสู่ดวงตา

• ค่อนข้างยุ่งยาก ต้องพกพาและสวมใส่ตลอดเวลาที่อยู่หน้าจอ อาจมีปัญหาแว่นมัวหรือหนักจมูก

ฟิล์มกันรอยกรองแสง

• ประมาณ 200 - 800 บาท

• ลดความสว่างโดยรวมของหน้าจอลง ทำให้เมื่ออยู่กลางแดดอาจมองเห็นจอไม่ชัด

• แผ่นฟิล์มติดทับหน้าจอที่เคลือบสารลดแสงสีฟ้าและการสะท้อน

• ติดครั้งเดียวจบ ไม่ต้องคอยตั้งค่าหรือสวมแว่น

สำหรับคนส่วนใหญ่ การเปิดใช้ฟีเจอร์ที่มากับระบบปฏิบัติการโทรศัพท์เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและสะดวกที่สุด แว่นกรองแสงอาจจำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ไม่สามารถปรับตั้งค่าสีได้ แต่การเปลี่ยนพฤติกรรมพักสายตาสำคัญกว่าอุปกรณ์เสริมทุกชนิด

การรับมือกับอาการตาล้าของคุณพลอย

คุณพลอย พนักงานออฟฟิศวัย 28 ปีในกรุงเทพฯ มีปัญหาปวดกระบอกตาและตาแห้งรุนแรงจากการจ้องจอคอมพิวเตอร์และมือถือวันละ 12 ชั่วโมง เธอแทบจะลืมตาไม่ขึ้นในช่วงบ่ายสามของทุกวัน และกังวลว่าจอประสาทตาจะเสื่อมก่อนวัย

ตอนแรกเธอแก้ปัญหาด้วยการลดแสงหน้าจอลงจนสุดและซื้อแว่นกรองแสงสีฟ้าราคาถูกตามอินเทอร์เน็ตมาใส่ ผลลัพธ์คือเธอปวดหัวหนักกว่าเดิม - เพราะการเพ่งหน้าจอที่มืดเกินไปในออฟฟิศที่สว่างจ้า ทำให้กล้ามเนื้อตาเกร็งตัวตลอดเวลา

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเธอไปพบจักษุแพทย์และเริ่มใช้กฎ 20-20-20 อย่างจริงจังร่วมกับการเปิดโหมด Eye Comfort และปรับความสว่างจอให้อยู่ที่ 60% เธอเลิกพึ่งพาแว่นตาราคาถูกและหันมาปรับสภาพแสงรอบตัวแทน

ภายใน 3 สัปดาห์ อาการปวดกระบอกตาลดลง 70% และเธอไม่ต้องคอยหยอดน้ำตาเทียมทุกๆ สองชั่วโมงอีกต่อไป การปรับความสว่างให้สมดุลและพักสายตา ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการพยายามหาอุปกรณ์เสริมมาแก้ปลายเหตุ

สิ่งที่สำคัญที่สุด

ความสว่างที่สมดุลคือหัวใจสำคัญ

การเล่นมือถือในที่มืดด้วยหน้าจอที่หรี่แสงจนสุด เป็นพฤติกรรมที่ทำร้ายดวงตามากกว่าการเปิดหน้าจอปกติในห้องที่สว่างเพียงพอ

แสงสีฟ้ากระทบการนอนมากกว่าสายตา

ปัญหาหลักของแสงสีฟ้าไม่ใช่การทำให้ตาบอด แต่เป็นการหลอกสมองให้หยุดหลั่งเมลาโทนิน ซึ่งทำลายคุณภาพการนอนหลับอย่างรุนแรง

พักสายตาดีกว่าพึ่งพาอุปกรณ์

แว่นกรองแสงหรือฟิล์มลดแสงไม่สามารถทดแทนการพักสายตาได้ การประยุกต์ใช้กฎ 20-20-20 ในชีวิตประจำวันคือวิธีที่ยั่งยืนที่สุด

คู่มือการอ่านเพิ่มเติม

แสงสีฟ้าจากมือถือ อันตรายไหม ถ้านั่งทำงานทั้งวัน?

ไม่เป็นอันตรายถึงขั้นทำให้ตาบอด แต่การจ้องจอนานๆ จะทำให้คุณกะพริบตาน้อยลง ส่งผลให้ตาแห้ง ตาล้า และปวดหัวได้ ควรพักสายตาบ่อยๆ เพื่อป้องกันอาการเหล่านี้

เล่นโทรศัพท์ในที่มืด ทำให้ตาบอดไหม?

ไม่ทำให้ตาบอดถาวร แต่รูม่านตาที่ขยายในที่มืดจะรับแสงจ้าจากหน้าจอมากขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนัก นำไปสู่อาการปวดตาและภาวะสายตาสั้นชั่วคราวได้

วิธีถนอมสายตาจากหน้าจอ ที่ดีที่สุดคืออะไร?

การปรับความสว่างหน้าจอให้ใกล้เคียงกับสภาพแวดล้อมรอบตัว เปิดไฟในห้องให้สว่างเพียงพอ และประยุกต์ใช้กฎ 20-20-20 เพื่อให้กล้ามเนื้อตาได้พักผ่อนเป็นระยะ

แสงสีฟ้าทำลายจอประสาทตาจริงไหม?

ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันว่าแสงสีฟ้าจากสมาร์ทโฟนทำลายจอประสาทตา เพราะความเข้มข้นของแสงนั้นน้อยกว่าแสงอาทิตย์ตามธรรมชาติหลายร้อยเท่า

หากคุณกังวลเกี่ยวกับพฤติกรรมนี้ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ปิดไฟเล่นโทรศัพท์ดีไหม

เชิงอรรถ

  • [1] Vichaiyut - การเพ่งหน้าจอมือถือในระยะใกล้ทำให้เรากะพริบตาน้อยลงถึง 60% เมื่อเทียบกับเวลาปกติ
  • [2] Chulalongkornhospital - สำหรับความเชื่อเรื่องตาบอด ความจริงก็คือ ความเข้มข้นของแสงสีฟ้าจากโทรศัพท์นั้นต่ำกว่าแสงจากดวงอาทิตย์อย่างมาก
  • [3] Sleepfoundation - การได้รับแสงชนิดนี้หลังดวงอาทิตย์ตกจะหลอกสมองว่ายังเป็นเวลากลางวัน ทำให้ร่างกายผลิตเมลาโทนินลดลง
  • [4] Aao - ปรับความสว่างหน้าจอให้ใกล้เคียงกับสภาพแสงรอบตัวมากที่สุด
  • [5] Aao - การทำแบบนี้เป็นประจำช่วยลดความเครียดของกล้ามเนื้อตาได้