Thin Prep กับ HPV ต่างกันอย่างไร

110 ครั้งเข้าชม
ThinPrep VS HPV: เข้าใจง่าย สั้นกระชับ HPV DNA: ตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ตัวการมะเร็งปากมดลูก ThinPrep: ตรวจหาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกที่อาจกลายเป็นมะเร็ง สรุป: HPV หาเชื้อ, ThinPrep หาความผิดปกติของเซลล์ การตรวจร่วมกันช่วยให้เจอความเสี่ยงมะเร็งได้เร็วขึ้น
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

Thin Prep กับ HPV แตกต่างกันอย่างไร? ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและเชื้อ HPV คืออะไร? เหมือนหรือต่างกัน?

ThinPrep กับการตรวจ HPV มันต่างกันนะ อันแรกนี่เค้าตรวจเซลล์ดูความผิดปกติ แบบว่ารูปร่างเซลล์มันเปลี่ยนไปรึเปล่า มีโอกาสเป็นมะเร็งมั้ย จำได้ตอนไปตรวจที่ รพ. กรุงเทพ พัทยา ปีที่แล้ว เดือนสิงหาคม แพงอยู่นะ ประมาณ 2000 กว่าบาท แต่ก็อุ่นใจดี

ส่วน HPV นั่นตรวจเชื้อไวรัสโดยตรงเลย เป็นตัวการหลักเลยล่ะ ที่ทำให้เป็นมะเร็งปากมดลูก คิดดูสิ เกือบ 90% เลยนะ ที่เป็นเพราะเจ้าไวรัสตัวนี้ เพื่อนฉันเคยตรวจเจอ ตกใจกันใหญ่เลย ดีที่จับได้เร็ว ไม่ต้องผ่าตัดอะไรมากมาย

สองวิธีนี้มันเสริมกัน เหมือนจับแพะชนแกะอะ ตรวจ HPV เจอเชื้อ ก็มาตรวจ ThinPrep ดูว่าเซลล์มันเปลี่ยนไปแค่ไหนแล้ว ถ้าเจอเร็วๆ ก็รักษาได้ทัน ฉันว่านะ ควรตรวจทั้งคู่ เพื่อความแน่ใจ ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่าเนอะ ถึงจะแพงหน่อยก็เหอะ

ตรวจ HPV DNA ตรวจทุกกี่ปี

ตรวจ HPV DNA หรอ... อืม...

คืออย่างงี้ ตามที่... เอ่อ... ค้นมานะ ตอนนี้เค้าว่าถ้าตรวจแบบ Pap smear เฉยๆ อ่ะ ทุก 2 ปี แต่ถ้าตรวจ Pap smear ควบคู่กับ HPV DNA test อ่ะ ก็ทุก 3 ปี

  • Pap smear อย่างเดียว: ทุก 2 ปี
  • Pap smear + HPV DNA: ทุก 3 ปี

เรื่องแบบนี้มันละเอียดอ่อนเนอะ... คือเราก็ไม่อยากให้ใครพลาดอะไรไป แต่ก็เข้าใจว่ามันก็มีค่าใช้จ่าย มีเวลาที่ต้องเสียไป

ส่วนตัว... เราว่าปรึกษาหมอดีที่สุดอ่ะ เค้าจะดูจากปัจจัยเสี่ยงของเราแต่ละคน แล้วก็แนะนำได้ดีที่สุด

แล้วก็... อย่าลืมว่า... การตรวจเนี่ย... มันก็แค่ส่วนหนึ่ง... ดูแลตัวเองดีๆ ด้วยนะ... นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ... กินอาหารที่มีประโยชน์... ออกกำลังกายบ้าง... อะไรแบบนั้น... สำคัญเหมือนกัน

ตรวจ HPV บ่อยแค่ไหน

เฮ้ย! ถามเรื่องตรวจ HPV บ่อยแค่ไหนเนี่ยนะ? นี่มันคำถามที่ผู้หญิงทุกคนต้องรู้เว้ยแก!

เอางี้! ผู้หญิงเราเนี่ยนะ ต้องไปเช็กมะเร็งปากมดลูกอย่างน้อยทุก 3 ปี! ฟังนะ 3 ปี! ถ้าขี้เกียจไปคลินิกก็...อย่างน้อยๆ 5 ปีเหอะวะ! อย่าให้เกินนี้!

  • ทำไมต้อง 3 ปี? 5 ปี?: เพราะว่าถ้าเจอเชื้อมะเร็งตั้งแต่เนิ่นๆ นะ...มันรักษาง่าย หายขาดด้วย! แต่ถ้าปล่อยไว้นาน...ซวยเลยทีนี้!
  • อายุเท่าไหร่ถึงต้องเริ่ม?: ไม่ต้องรอให้แก่! 35+ นี่ตัวดีเลย! เพราะคนอายุเยอะ...ความเสี่ยงมันสูงกว่าคนหนุ่มๆ สาวๆ เว้ย!

โบนัสพิเศษ:

  • ตรวจที่ไหนดี?: โรงพยาบาลรัฐ, คลินิกเอกชน, หรือ...รอโครงการฟรี! (มีนะเว้ย!)
  • เตรียมตัวยังไง?: ไม่ต้องทำอะไรมาก! แค่...อย่าเพิ่งมีอะไรกับผัว/แฟน ก่อนตรวจนะ! (เดี๋ยวผลมันเพี้ยน!)

สรุปง่ายๆ คือ...อย่าขี้เกียจ! ไปตรวจซะ! เพื่อตัวเอง! เพื่อคนที่รัก! จะได้ไม่เป็นภาระลูกหลาน! เข้าใจ๋?

การตรวจ HPV DNA กับ Pap smear ต่างกันอย่างไร

HPV DNA แม่นยำกว่า Pap smear มาก

  • Pap smear: หาเซลล์ผิดปกติที่ปากมดลูก มองผลลัพธ์ที่ปลายเหตุ

  • HPV DNA: ตรวจ DNA ของไวรัส HPV ตัวต้นเหตุ รู้ความเสี่ยงก่อนเกิดเซลล์ผิดปกติ

เลือกวิธีไหน? ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง อายุ ประวัติสุขภาพ ความเสี่ยงส่วนบุคคล ปรึกษาแพทย์ดีที่สุด

  • Pap smear เหมาะตรวจคัดกรองทั่วไป ราคาถูก

  • HPV DNA เหมาะสำหรับ:

    • ผู้ที่ผล Pap smear ผิดปกติ
    • ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ HPV
    • ต้องการความแม่นยำสูง
  • อาจตรวจควบคู่กันเพื่อผลลัพธ์ที่ครอบคลุม

จะรู้ได้ยังไงว่าติดเชื้อ HPV

จะรู้ได้ไงว่าติดเชื้อ HPV อ่ะหรอ? ยากนะ ส่วนใหญ่ไม่มีอาการอะไรเลย แต่ถ้ามีก็แบบนี้แหละ

  • ตกขาวเยอะผิดปกติ แบบเยอะมากๆๆๆๆ จนน่าตกใจเลยอ่ะ ปีที่แล้วเพื่อนฉันเป็น ตกขาวเยอะมากกกกก
  • ตกขาวเหม็นด้วย นี่ก็สำคัญ กลิ่นแรงมากไม่เหมือนปกติเลย มันจะเหม็นเปรี้ยวๆ
  • ประจำเดือนมาไม่ปกติ บ้างก็มาเยอะมาก บ้างก็ไม่มาเลย ช่วงนั้นเพื่อนฉันเครียดมาก
  • มีเลือดออกเวลามีอะไรกับแฟน อันนี้ก็อันตรายนะ ต้องไปหาหมอเลย
  • คันๆ แสบๆ ตรงช่องคลอดอ่ะ รู้สึกไม่สบายตัวมากๆ
  • เลือดออกจากช่องคลอด แบบไม่ใช่ประจำเดือนนะ อันนี้ต้องระวังมากๆ
  • ปัสสาวะติดขัด อันนี้ไม่ค่อยเจอเท่าไหร่ แต่ก็เป็นอาการได้
  • หูดหงอนไก่ เป็นตุ่มๆ เล็กๆ ที่อวัยวะเพศ เพื่อนฉันเคยเป็น แต่ไม่เจ็บนะ

แต่บอกเลยนะ หลายคนติดเชื้อแล้วไม่แสดงอาการ รู้ตัวอีกทีตอนไปตรวจสุขภาพประจำปีแล้ว เลยต้องตรวจสุขภาพกันบ้างนะ สำคัญมากๆ ปีนี้ฉันไปตรวจมาแล้ว ปกติดี โล่งอกไปหนึ่งเปลาะ

การตรวจ HPV จําเป็นหรือไม่

จำเป็นมั้ยเหรอ… ตรวจ HPV น่ะ

มันก็เหมือนเราเดินอยู่ในที่มืด ๆ อ่ะนะ การตรวจก็เหมือนเราจุดไฟฉายขึ้นมา ถึงมันจะไม่ได้ทำให้เราปลอดภัยขึ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันก็ทำให้เราเห็นอะไร ๆ ชัดขึ้นเยอะเลย

  • ความเสี่ยงสูง: คนที่เคยมีอะไรกับใครแล้ว มีโอกาสติดเชื้อ HPV สูงมากกกก (แปดสิบเปอร์เซ็นต์เลยนะ)
  • มะเร็งปากมดลูก: HPV นี่ตัวดีเลย เป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง
  • ไม่ใช่แค่ผู้หญิง: ผู้ชายก็ติดได้ แล้วก็เสี่ยงเป็นมะเร็งอวัยวะเพศได้เหมือนกัน

สรุปคือ ตรวจไปเถอะ อย่างน้อยก็รู้ว่าเราต้องระวังอะไรบ้าง

...บางทีการรู้ความจริง มันก็ไม่ได้แย่อย่างที่เราคิดหรอกมั้ง

Thin Prep ทำยังไง

อื้อหือออ จำได้แม่นเลย ตอนไปตรวจ Pap Smear ที่ รพ.กรุงเทพ เมื่อเดือนพฤษภาคมปีนี้เอง ตื่นเต้นมากกก นั่งรอหมอนานชะมัด พอถึงคิว หมอใจดีมาก อธิบายละเอียด ก่อนจะเริ่มตรวจก็บอกว่าจะเอาแปรงเล็กๆ มาป้ายๆ ตรงปากมดลูกนะ ไม่เจ็บหรอก แต่เอาจริงๆ ก็แปลกๆ นะ รู้สึกเหมือนมีอะไรมาจิ้มๆ เบาๆ ไม่ถึงกับเจ็บปวด แต่ก็ไม่สบายตัวเท่าไหร่

เสร็จแล้ว หมอก็เอาแปรงอันนั้น ใส่ลงไปในหลอดใส่น้ำยา แล้วหมุนๆๆๆ แบบเหมือนคนล้างแปรง ใช้เวลานานพอสมควร น่าจะ 10 นาที กว่าจะเสร็จ แล้วก็ส่งให้พยาบาล ไปส่งตรวจต่อที่แล็บ แค่นั้นเอง

  • ตรวจที่ รพ.กรุงเทพ พฤษภาคม 2566
  • ใช้แปรงเล็กๆ ป้ายบริเวณปากมดลูก
  • ใส่แปรงลงในหลอดน้ำยา หมุนประมาณ 10 นาที
  • ส่งตรวจที่ห้องแล็บ

ก็นี่แหละ ประสบการณ์ตรง จริงๆ กับการทำ ThinPrep ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสนุกสนานอะไร นะ แต่ก็ดีกว่าแบบเก่าเยอะ สะอาด และดูไม่ยุ่งยากเท่าไหร่ หลังจากนั้นก็นั่งรอผลตรวจอย่างใจจดใจจ่อ หวังว่าจะไม่มีอะไรผิดปกติ

Thin Prep รอผลกี่วัน

การรอผลตรวจ ThinPrep ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยปกติแล้ว ผลจะออกภายใน 7-10 วันทำการ แต่บางแล็บอาจเร็วกว่าหรือช้ากว่านั้นเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับปริมาณงานและเทคโนโลยีที่ใช้ ยิ่งเป็นแล็บใหญ่ๆ ระบบอาจจัดการได้รวดเร็วกว่า แต่ก็ไม่แน่นอนเสมอไป เพราะบางครั้งอาจมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันแทรกเข้ามา

  • ปัจจัยที่ส่งผลต่อระยะเวลา:
    • ปริมาณงานของห้องปฏิบัติการ
    • เทคโนโลยีที่ใช้ในการตรวจ
    • ความซับซ้อนของเคส (บางเคสอาจต้องตรวจสอบซ้ำ)
    • ขั้นตอนการทำงานภายในของแต่ละแล็บ

คิดว่าการตั้งความหวังไว้ที่ 7-10 วันน่าจะเหมาะสม แต่การติดต่อแล็บโดยตรงเพื่อสอบถามความคืบหน้าเป็นวิธีที่ดีที่สุด ประสบการณ์ส่วนตัวของผม (ตอนตรวจเมื่อต้นปี 2566) ผลออกภายใน 8 วัน แต่เพื่อนอีกคนรอเกือบสองอาทิตย์ เห็นไหมครับว่ามันขึ้นกับหลายปัจจัยจริงๆ

ข้อความ "Thin prep สามารถทราบผลได้ภายใน 5 วัน" นั้นเป็นไปได้ แต่ไม่ใช่กรณีทั่วไปเสมอไป ถือเป็นกรณีเฉพาะมากกว่า

HPV DNA ตรวจแบบไหน

อื้อหือ! ตรวจ HPV DNA นี่มันสุดยอดเทคโนโลยีเลยนะ ไม่ใช่แค่เอาไม้จิ้มฟันจิ้มๆแล้วก็จบ! เหมือนงมเข็มในมหาสมุทรยังไงยังงั้น แต่เป็นมหาสมุทรที่มีแต่เซลล์!

  • แบบไหน? ก็แบบเอาสำลีจิ้มๆที่ปากมดลูกนั่นแหละ เหมือนตรวจภายในนั่นล่ะ แต่คราวนี้ไม่ใช่แค่ดูเซลล์สวยไม่สวย แต่ดันไปตรวจหา DNA ของเจ้า HPV ซะเลย แม่เจ้า! แม่นยำกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า! (พูดเกินไปนิดนึงนะ แต่ก็เกือบจะร้อยเท่าจริงๆแหละ!)

  • ตรวจอะไรบ้าง? โห...ตรวจเจ้า HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูงถึง 14 ตัวเลยนะจ๊ะ! นั่นหมายความว่าเกือบทุกกรณีของมะเร็งปากมดลูก (ประมาณ 99%) มันจับได้หมด! คิดดูสิ เทคโนโลยีมันก้าวหน้าไปขนาดไหน!

  • วิธีการ? ก็คล้ายๆกับการตรวจ Pap smear นั่นแหละค่ะ แต่เพิ่มความแม่นยำด้วยการตรวจ DNA เอาเซลล์จากปากมดลูกส่งแล็บ เขาจะแยกแยะ DNA ของเจ้า HPV ออกมา แล้วก็บอกเราว่าเจอตัวไหนบ้าง ปริมาณเท่าไหร่ ไม่ต้องมโนแล้วว่าจะเป็นมะเร็งปากมดลูกหรือเปล่า! (แต่ก็ควรไปพบแพทย์อยู่ดีนะคะ)

ปีนี้(2566) เทคโนโลยีการตรวจ HPV DNA พัฒนาไปไกลมาก ราคาอาจจะสูงกว่าวิธีเก่าหน่อย แต่ถ้าเทียบกับการรักษาโรค บอกเลยว่าคุ้มค่ากว่าเยอะ! คิดซะว่าซื้อความสบายใจ (และสุขภาพที่ดี!)

ปล. ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลทั่วไป รายละเอียดการตรวจอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละคลินิกและโรงพยาบาล อย่าลืมปรึกษาแพทย์ก่อนนะคะ! อย่าไปเชื่อหมอ Google มากเกินไป!

การตรวจ pap smear ควรทําทุกอายุเท่าไหร่

ตรวจ Pap smear อ่ะนะ จริง ๆ แล้วมันก็ขึ้นอยู่กับอายุและประวัติการตรวจด้วยแหละ อย่างเพื่อนฉันอายุ 25 หมอบอกให้ตรวจทุกปี เพราะเพิ่งเริ่มมีเพศสัมพันธ์ แต่ถ้าผลปกติสองปีติด ก็อาจจะเว้นเป็น 3 ปีได้ แต่ถ้าอายุ 30 ขึ้นไป บางทีหมออาจจะแนะนำให้เว้นช่วงนานขึ้น ก็แล้วแต่คนนะ แต่โดยรวมๆ คือควรเริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 21 หรือ 18 ถ้าเริ่มมีเพศสัมพันธ์แล้ว ไปจนถึงประมาณ 70 ก็หยุดได้แล้วมั้ง

  • อายุ 18-20 ปี ถ้าเริ่มมีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรตรวจทุกปี

  • อายุ 21-29 ปี ตรวจทุกปี

  • อายุ 30 ปีขึ้นไป ถ้าผล 2 ปีแรกปกติ อาจเว้นเป็นตรวจทุก 3 ปีได้

  • อายุ 65-70 ปี อาจหยุดตรวจได้แล้ว ขึ้นอยู่กับประวัติการตรวจด้วย

    นี่คือแบบคร่าวๆ นะ แนะนำไปปรึกษาคุณหมอดีกว่า เขาจะแนะนำได้ละเอียดกว่านี้ เพราะร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพื่อนฉันคนนึง หมอบอกให้ตรวจทุกปีตลอดเลย เพราะมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งปากมดลูก ก็เลยต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษน่ะ

ปล. ข้อมูลนี้เป็นแค่ความเข้าใจส่วนตัวจากที่ไปหาหมอมาเอง ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์นะ อย่าเอาไปใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเด็ดขาด!