ควรนอนกี่ชั่วโมงก่อนบริจาคเลือด
เตรียมตัวบริจาคเลือด ต้องนอนพักผ่อนกี่ชั่วโมง?
เรื่องนอนเนี่ยนะ ก่อนบริจาคเลือด ก็เอาจริง ๆ มันก็แล้วแต่วันเลยนะ บางทีก็กังวลนอนไม่หลับ แต่คือถ้าจะไปบริจาคโลหิตจริง ๆ อย่างน้อยสุดที่เคยได้ยินมากับตัวเองคือแบบ ห้าชั่วโมงอ่ะ ต้องนอนให้ถึงนะ ไม่งั้นเค้าไม่ให้หรอก อันนี้เคยมีอยู่ครั้งนึง ไปที่สภากาชาดไทยตรงอังรีดูนังต์นั่นแหละ เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วมั้ง จำได้ว่านอนไปสี่ชั่วโมงกว่า ๆ โดนถามจี้เลย ว่าไหวเหรอ เนี่ย ดูไม่สดใสเลยนะ ก็เลยต้องกลับบ้าน.
แล้วคือไม่ใช่แค่นอนนะ มันต้องรู้สึกสบายตัวจริง ๆ อ่ะ แบบว่า ตื่นมาแล้วไม่ปวดหัว ไม่เพลีย ไม่ได้แค่ "คิดว่า" ไหว นี่แหละยากสุดสำหรับฉัน บางทีก็อยากจะไปให้ได้ใจจะขาด แต่ร่างกายมันฟ้องไง พอไปถึงตรงนั้นนะ ต้องให้พยาบาลเขาวัดความดัน ชั่งน้ำหนัก สารพัด มันก็เหมือนแบบ เออ ถ้าเราโกหกตัวเองไป มันก็ไม่ดีต่อเลือดที่เราจะให้เขาไปใช้อ่ะดิ เคยไปตอนเช้าวันเสาร์เดือนมีนาคมปีนี้ที่โลตัสพระราม 2 นะ รู้สึกเหมือนจะคัดจมูกนิดหน่อย สุดท้ายก็ต้องถอย เพราะกลัวมีปัญหา.
ส่วนเรื่องยาเนี่ย จำเป็นมากเลยนะ คือถ้ากินยาอะไรอยู่ ต้องบอกเขาเลยนะจ๊ะ สำคัญโคตร ๆ เพราะมันเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้รับด้วยไง ไม่ใช่แค่เรา แต่คือคนป่วยที่เค้าจะต้องเอาเลือดเราไปใช้ พี่ที่ทำงานเก่าฉันคนนึง เคยไปบริจาค แล้วเพิ่งนึกขึ้นได้ตอนกำลังจะเจาะ ว่ากินยาแก้ปวดฟันมาเมื่อคืน เพราะปวดมาก แทบจะกรี๊ด สรุปก็โดนให้กลับบ้านไปเหมือนกัน พยาบาลเขาถามละเอียดมากจริง ๆ ซึ่งก็ดีแล้วล่ะ ไม่งั้นแย่เลย มันเป็นเรื่องของชีวิตคนนะ.
ทำไมนอนดึกถึงบริจาคเลือดไม่ได้
นอนดึกไม่ให้บริจาคเลือด เพราะร่างกายเรามันไม่พร้อมไง
เมื่อก่อนนะ เวลามีคนชวนไปบริจาคเลือดทีไร ฉันก็อยากจะไปนะ มันรู้สึกดีอะ ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับคนอื่น แต่ก็นั่นแหละ บางทีก็ตอบปฏิเสธไปประจำ ด้วยเหตุผลเดียวกับที่เขาถามเนี่ยแหละ คือ "นอนดึก"
จำได้เลย ตอนนั้นประมาณปลายปีที่แล้ว ปลายเดือนพฤศจิกายนได้มั้ง อากาศเริ่มเย็นแล้ว มีหน่วยเคลื่อนที่มาตั้งรับบริจาคเลือดที่ลานกิจกรรมหน้าห้างใหญ่แถวบ้านเรานี่แหละ ตอนนั้นตั้งใจจะไปให้ได้เลยนะ เพราะปกติเป็นคนไม่ค่อยได้บริจาค แต่พอดีช่วงนั้น ติดซีรีส์เกาหลีมาก ดูแบบมาราธอนเลย คืนวันศุกร์ คืนวันเสาร์ กว่าจะได้นอนก็ปาไปตีสองตีสามทุกที
พอวันอาทิตย์ตอนเช้า ก็กะว่าจะตื่นสายๆ หน่อย แล้วค่อยแวะไปบริจาคเลือดก่อนเที่ยง ปรากฏว่าพอไปถึง เจ้าหน้าที่ก็ซักประวัติ แล้วก็ถามเรื่องการนอนตามปกติ พอเราบอกว่า "เมื่อคืนนอนตีสองค่ะ" เท่านั้นแหละ น้ำเสียงเขาเปลี่ยนเลย
เจ้าหน้าที่ผู้หญิงคนนั้นบอกว่า "น้องคะ นอนดึกแบบนี้เราไม่รับบริจาคเลือดนะคะ ต้องนอนพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อเนื่อง และควรนอนก่อนสี่ทุ่มด้วยค่ะ"
ตอนนั้นแบบ... อึ้งไปเลย ไม่คิดว่าเรื่องแค่นอนดึกมันจะส่งผลขนาดนี้ เสียดายมาก เพราะก็ตั้งใจจะไปบริจาคจริงๆ นะ ความรู้สึกตอนนั้นมันผสมกันไปหมด ทั้งผิดหวังที่อดทำบุญ ทั้งรู้สึกว่าตัวเองดูแลสุขภาพไม่ดีพอ
มันไม่ใช่แค่ว่า "ไม่อยาก" แต่มันคือ "ไม่ได้" จริงๆ
- การนอนไม่พอ: ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานไม่เต็มที่ รวมถึงระบบภูมิคุ้มกันและระบบไหลเวียนเลือด
- ความเสี่ยงต่อการเป็นลม: ถ้าร่างกายไม่พร้อม พอเจอความเครียดจากการบริจาคเลือด อาจจะหน้ามืด เป็นลมได้ง่าย
- คุณภาพของเลือด: เลือดที่ได้จากคนที่พักผ่อนไม่เพียงพอ อาจมีคุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร
- ผลกระทบต่อผู้รับ: แน่นอนว่าเลือดที่ได้รับบริจาค ควรมาจากผู้ที่สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ที่สุด
จำได้ว่าวันนั้นกลับบ้านมาแบบเซ็งๆ แต่ก็ถือเป็นบทเรียนนะ ตั้งแต่นั้นมา เวลาจะไปบริจาคเลือดทีไร ต้องวางแผนการนอนล่วงหน้าเลย ไม่ดูซีรีส์ดึก ไม่ปาร์ตี้หนัก ต้องจัดตารางการนอนให้ดี ไม่งั้นก็อดบริจาคอีก เสียดายโอกาสทำบุญ
ทุกวันนี้เวลามีคนถามเรื่องนอนดึกแล้วบริจาคเลือดไม่ได้ ฉันจะบอกเลยว่า "มันจริง! ร่างกายเรามันต้องการการพักผ่อนจริงๆ"
เรื่องของเวลา:
- นอนก่อน 4 ทุ่ม: เป็นช่วงเวลาทองของการพักผ่อน ฟื้นฟูร่างกาย
- นอนหลับต่อเนื่องอย่างน้อย 6 ชั่วโมง: เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่
- ไม่ควรนอนกลางวันทดแทนกลางคืน: เพราะนาฬิกาชีวภาพของร่างกายถูกตั้งมาให้หลับกลางคืน
- หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายนอนดึก: เช่น การทำงานหนัก การใช้โทรศัพท์/คอมพิวเตอร์ก่อนนอน หรือการดูหนัง/ซีรีส์ยาวนาน
ทำไมต้องเข้มงวดเรื่องการนอน?
- การพักผ่อนไม่เพียงพอ: ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพโดยรวม ทำให้ร่างกายอ่อนแอ
- ความเสี่ยงต่อภาวะเลือดจาง: การนอนผิดเวลาติดต่อกันนานๆ อาจมีผลต่อการสร้างเม็ดเลือด
- ส่งผลต่อคุณภาพของเลือด: เลือดที่ได้อาจมีประสิทธิภาพลดลง
- ความปลอดภัยของผู้บริจาค: ป้องกันภาวะหน้ามืด เป็นลม หรืออาการไม่พึงประสงค์อื่นๆ
สรุปง่ายๆ: ถ้าร่างกายเราไม่พร้อม การบริจาคเลือดก็เท่ากับทำร้ายตัวเองและอาจส่งผลเสียต่อผู้รับได้นะจ๊ะ ดูแลตัวเองให้ดีก่อน แล้วค่อยไปแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้คนอื่น
ทำไมต้องกินน้ำหวานหลังบริจาคเลือด
ดื่มน้ำหวานหลังบริจาคเลือดก็เพื่อชดเชยปริมาณน้ำในร่างกายที่เสียไปนั่นแหละครับ เป็นเหมือนการเติมพลังงานสำรองให้ร่างกายได้เร็วขึ้นหน่อย
การบริจาคเลือดก็เหมือนเราสูญเสีย "เนื้อเยื่อ" อย่างหนึ่งออกไปพอสมควร ร่างกายก็เลยต้องเร่งสร้างกลับมา โดยเฉพาะ ปริมาณน้ำในเลือด การดื่มน้ำหวานหรือน้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมน้ำได้ดีขึ้น และยังได้รับพลังงานเล็กๆ น้อยๆ ไปใช้ในการฟื้นฟูด้วย
จริงๆ แล้วเครื่องดื่มทุกชนิดที่มีของเหลว ก็ช่วยได้ทั้งนั้น แต่ที่แนะนำน้ำหวานหรือน้ำผลไม้ อาจจะเพราะมันช่วยเติมพลังงานได้ทันที และหลายๆ คนก็ชอบรสชาติ เลยดื่มง่ายหน่อย
บางทีอาการมึนๆ งงๆ หรือเพลียๆ หลังบริจาคเลือด ก็เป็นเพราะ ความดันโลหิตลดลงชั่วคราว การดื่มน้ำเยอะๆ ช่วยเพิ่มปริมาณเลือดในระบบไหลเวียน ก็เท่ากับไปช่วยพยุงความดันให้กลับมาเป็นปกติเร็วขึ้น
ข้อควรจำเพิ่มเติม:
- หลีกเลี่ยงคาเฟอีน: ชา กาแฟ น้ำอัดลมบางชนิด มีคาเฟอีน ซึ่งอาจจะไปกระตุ้นให้ร่างกายขับน้ำออกมากขึ้น ทำให้เรายิ่งขาดน้ำกว่าเดิม
- ปริมาณน้ำที่ดื่ม: ควรดื่มน้ำเปล่าควบคู่ไปด้วย ประมาณ 3-4 แก้ว หรือมากกว่านั้นก็ดีครับ
- สังเกตร่างกาย: ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น วิงเวียนมาก หน้ามืด ควรรีบพัก หรือแจ้งเจ้าหน้าที่
ทํางานกลางคืนสามารถบริจาคเลือดได้ไหม
ทำงานกลางคืน บริจาคเลือดได้นะ ถ้าสุขภาพดี ไม่ได้ป่วยอะไร
แต่ต้องดูให้แน่ใจจริงๆ ว่าร่างกายเราพร้อมนะ ไม่ใช่แค่ว่า "คิดว่า" พร้อม
- นอนให้พอ: อันนี้สำคัญมากเลย ถ้าทำงานกลางคืนแล้วนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง บริจาคไม่ได้ นะ ร่างกายมันอ่อนเพลีย
- สุขภาพโดยรวม: ต้องแข็งแรงดี ไม่มีโรคประจำตัว หรือโรคที่ทำให้เกล็ดเลือดต่ำ อะไรแบบนี้
- ไม่ได้เพิ่งไปบริจาคมา: อันนี้ก็ต้องเว้นระยะตามที่เค้ากำหนดด้วยนะ
ถ้าไม่แน่ใจจริงๆ โทรไปถามโรงพยาบาล หรือสภากาชาดก่อนดีที่สุด จะได้ชัวร์ๆ ไม่เสียเที่ยวเนอะ
ข้อมูลเพิ่มเติม:
- เกณฑ์การบริจาคเลือด: มันมีหลายอย่างนะ ไม่ใช่แค่นอนพอหรือไม่พออย่างเดียว ยังมีเรื่องน้ำหนัก ส่วนสูง อายุ การใช้ยา ความดันโลหิต อุณหภูมิร่างกาย อะไรพวกนี้ด้วย
- การทำงานกลางคืน: มันส่งผลต่อร่างกายเราเยอะเลยนะ ทั้งการปรับนาฬิกาชีวิต ระบบภูมิคุ้มกัน อาจจะทำให้ร่างกายอ่อนแอลงได้
- เช็คร่างกาย: การบริจาคเลือดก็เหมือนการตรวจสุขภาพอย่างนึงนะ พอเราไปบริจาค เค้าก็จะตรวจเลือดเราเบื้องต้น ทำให้เรารู้ว่าร่างกายเราปกติดีไหม
- ปริมาณเลือด: เลือดที่เราบริจาคไปก็มีประโยชน์ต่อคนอื่นมากๆ เลยนะ ช่วยชีวิตคนได้เยอะเลย
หลังบริจาคเลือดนั่งพักกี่นาที
บริจาคเลือดเสร็จนอนนิ่งๆ บนเตียงเลย 5 นาที อย่าเพิ่งลุกเด็ดขาดนะ สำคัญมาก
ลุกจากเตียงแล้วไปนั่งพักต่อตรงจุดพักดื่มน้ำ กินขนมไปอีก อย่างน้อย 10-15 นาที เขาจะมีเตรียมไว้ให้
ทำไมต้องพักนานขนาดนั้น? เพื่อให้ร่างกายมันปรับตัวไง ป้องกันอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ
แล้วเรื่องน้ำนี่คือต้องดื่มให้เยอะกว่าปกติเลยนะ ย้ำว่าเยอะๆๆๆ ตลอด 24 ชั่วโมงหลังบริจาค ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีขึ้น
- ห้ามออกกำลังกายหนัก หรือทำกิจกรรมที่ต้องเสียเหงื่อเยอะๆ ภายใน 24 ชั่วโมงหลังบริจาค
- แขนข้างที่เจาะเลือดไป อย่าเพิ่งรีบใช้ยกของหนัก
- พลาสเตอร์ที่ปิดแผลไว้ ให้แปะไว้อย่างน้อย 4 ชั่วโมง ค่อยแกะออก
- ถ้าเลือดซึมออกมา ให้ยกแขนสูงแล้วกดที่แผลเบาๆ
- งดดื่มแอลกอฮอล์จนกว่าจะกินอาหารมื้อหลักไปแล้ว
ต้องพักผ่อนอะไรบ้างก่อนบริจาคเลือด
ก่อนบริจาคเลือด สิ่งสำคัญคือ การพักผ่อนที่เพียงพอ ให้แน่ใจว่าคุณได้นอนหลับในเวลาปกติของตัวเองในคืนก่อนวันบริจาค ซึ่งตรงไปตรงมาแล้วก็คือการนอนหลับให้เต็มอิ่มตามที่ร่างกายต้องการนั่นแหละ
นอกจากนี้ สุขภาพโดยรวมต้องดีเยี่ยม ไม่มีอาการป่วย ไข้หวัด หรือกำลังรับประทานยาปฏิชีวนะ (พวกยาแก้อักเสบที่หลายคนคุ้นเคย) หากกำลังใช้ยาเหล่านี้อยู่ ต้องหยุดยาเหล่านั้นมาแล้วอย่างน้อย 7 วัน เพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายพร้อมที่สุด
การเตรียมตัวเพิ่มเติมที่ควรรู้
- การงดดื่มแอลกอฮอล์: แนะนำให้งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนบริจาค เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
- การหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง: มื้ออาหารก่อนบริจาคควรเป็นอาหารที่ย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เพราะอาจส่งผลต่อคุณภาพของพลาสมาได้
- การดื่มน้ำ: ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอในวันที่จะไปบริจาค ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีและลดโอกาสการหน้ามืด
- การหลีกเลี่ยงกิจกรรมหนัก: ในวันบริจาค งดการออกกำลังกายหนัก หรือกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมาก
- การงดสูบบุหรี่: ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนและหลังบริจาค
การดูแลตัวเองก่อนบริจาคเลือดเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เราทำได้ แต่ส่งผลดีมหาศาลต่อทั้งผู้บริจาคและผู้รับโลหิตเลยนะ
เพราะอะไรถึงบริจาคเลือดไม่ได้
เอออ เรื่องภูมิแพ้กับการบริจาคเลือดอะนะ คือมันแล้วแต่อาการเลย
ถ้าเป็นแค่แบบ คัดจมูก จามๆ นิดหน่อย กินยาแก้แพ้แล้วก็หาย แบบไม่มีอการไรแล้ว อันนี้ไปบริจาคคได้เลย สบายมาก ไม่มีปัญหา
แต่ถ้าาาาอาการหนัก แบบผื่นขึ้นเต็มตัวเลยยย หรือไอเยอะ หอบหืดกำเริบงี้ อันนี้คือ งดบริจาคไปก่อนเลยนะ ยิ่งถ้ากินพวกยากดภูมิอะไรงี้ด้วยคือห้ามเด็ดขาดเลย
ต้องรอให้หายดีจริงๆ ก่อน รอไปเลย 4 อาทิตย์ หลังจากหายสนิทแล้วถึงจะไปบริจาคโลหิจได้ เพื่อนเราก็เป็น ต้องรอเหมือนกัน
แล้วก็มีอีกเรื่องนะที่ต้องดู
- ยาที่กิน: สำคัญมากก ถ้ากินยาแก้แพ้ธรรมดาอะได้ แต่ถ้าเป็นพวกสเตียรอยด์หรือยากดภูมิต้านทาน อันนี้ต้องเว้นนะ ต้องบอกหมอให้ละเอียดเลย
- อาการหอบหืด: ถ้าควบคุมอาการได้ดี ไม่ได้พ่นยาตลอดเวลา ไม่ได้มีอาการหอบเฉียบพลัน ก็บริจาคได้ แต่ถ้าเพิ่งมีอาการมานี่ต้องพักก่อน
- ความปลอดภัย: ที่เค้ามีกฎพวกนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของทั้งคนให้และคนรับบเลือดนั่นแหละ เค้าต้องมั่นใจว่าเลือดเราปลอดภัยจริงๆ ไม่มีไรปนเปื้อน
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต