ฉีดยาแก้ปวด อยู่ได้นานแค่ไหน

90 ครั้งเข้าชม
ฉีดยาแก้ปวด: ผลลัพธ์และระยะเวลาการฉีดยาแก้ปวดช่วยลดอาการปวดได้ถึง 70% ผลออกฤทธิ์นาน 3-6 เดือน อาการมักดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ ช่วยให้เคลื่อนไหวและใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น การตอบสนองขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการกดทับเส้นประสาทจากหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

คำถาม?

ตอนผมไปฉีดยาเข้าโพรงประสาท คือมันเปลี่ยนชีวิตเลยนะ จากที่ปวดหลังร้าวลงขาจนแทบจะเดินไม่ไหว ความรู้สึกปวดสิบเต็มสิบ มันลดฮวบลงมาเหลือซักสองสามเอง ไม่ได้หายสนิท แต่คือมันดีขึ้นเยอะมากๆ

ผมทำที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งนึงแถวสุขุมวิทเมื่อกลางปีที่แล้ว โดนไปสามหมื่นนิดๆ หมอบอกว่าของผมหมอนรองกระดูกมันกดทับเส้นประสาทค่อนข้างเยอะ เลยเลือกวิธีนี้ก่อนที่จะไปถึงขั้นผ่าตัด ซึ่งมันก็เป็นการตัดสินใจที่ดีเลย

หลังฉีดวันสองวันแรกยังตึงๆ แปลกๆ นะ แต่พอเข้าวันที่สี่วันที่ห้า มันชัดเลย คือลุกเดินได้คล่องขึ้นเยอะ ก้มตัวหยิบของได้โดยไม่เสียวแปล๊บลงขา ชีวิตประจำวันมันกลับมาปกติมากๆ

ของผมเนี่ย อยู่ได้เกือบห้าเดือนเต็มๆ เลย พอเข้าเดือนที่ห้าปลายๆ ก็เริ่มกลับมามีอาการนิดๆ แต่มันก็เป็นเวลาที่ดีพอให้เราไปทำกายภาพ สร้างกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรงขึ้น มันไม่ใช่การรักษาให้หายขาดนะ มันเหมือนซื้อเวลาให้เราไปฟื้นฟูตัวเอง ถ้าใครเป็นไม่เยอะมาก การฉีดยาบล็อกหลังนี่ช่วยได้จริง

ยาฉีดแก้ปวดอยู่ได้กี่ชม.

โห อันนี้มันขึ้นอยู่กับหลายอย่างเลยนะเพื่อน ที่หมอเคยบอกอ่ะ คือ ยาฉีดแก้ปวดเนี่ยะมันบรรเทาได้เยอะนะ ประมาณ 70% เลย คือดีขึ้นเยอะเลยแหละ

ส่วนใหญ่ก็อยู่ได้เป็นเดือนๆ นะ ไม่ใช่แค่ชม. สั้นๆ แบบนั้น ปกติแล้วนะ 3-6 เดือนก็มีนะ คือมันอยู่ได้นานเลย แต่บางคนก็อาจจะสั้นกว่า หรือนานกว่าหน่อยนึง

คือแบบ พอฉีดไปแล้วอ่ะนะ ส่วนมากก็รู้สึกดีขึ้นเร็วเลยในอาทิตย์เดียว คือเราก็กลับไปทำอะไรๆ ได้คล่องขึ้น ชีวิตประจำวันก็ดีกว่าเดิมเยอะเลยอะ

แต่ว่านะ มันก็ขึ้นอยู่กับว่าอาการเราเป็นหนักแค่ไหนด้วย แบบเส้นประสาทโดนทับเยอะมั้ยอะ จากหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมงี้ คือมันเกี่ยวกันไง

ข้อมูลเพิ่มเติมที่รู้มานะ:

  • ยาฉีดแก้ปวดพวกนี้มันไม่เหมือนยาแก้ปวดธรรมดา ที่กินแล้วแป๊บเดียวหายนะ
  • เป็นยาที่เข้าไปลดการอักเสบโดยตรง แถวเส้นประสาทเลยอะ ทำให้หายปวด
  • ไม่ใช่การรักษาถาวรนะ คือมันช่วยให้ดีขึ้น ช่วยให้เรามีเวลาไปกายภาพ หรือออกกำลังกาย
  • มีหลายชนิด ทั้งฉีดสเตียรอยด์ใกล้เส้นประสาท หรือฉีด PRP ไรงี้ อันนี้แล้วแต่หมอจะแนะนำ
  • ผลข้างเคียง อาจจะมีปวดๆ ตรงที่ฉีด หรือช้ำๆ นิดหน่อย แรกๆ อะ

ฉีดสเตียรอยด์อยู่ได้นานแค่ไหน

จำได้แม่นเลย ครั้งนั้นไปฉีดสเตียรอยด์ที่ข้อไหล่ข้างซ้าย ช่วงต้นปี 2566 เพราะปวดมาก ยกแขนแทบไม่ได้เลย หมอเขาบอกว่ายาออกฤทธิ์ได้นาน ตั้งแต่ 1 สัปดาห์ไปจนถึง 6 เดือน แต่ส่วนใหญ่คนไข้ก็ฉีดกัน ปีละครั้ง หรือบางทีก็ ครั้งเดียว เพราะมันช่วยบรรเทาได้นานจริงๆ ตอนฉีดหมอแปะยาชาที่ผิวหนังก่อนนะ เลยไม่ค่อยเจ็บเท่าไหร่ รู้สึกดีขึ้นทันทีเลยตอนนั้น

  • ระยะเวลาออกฤทธิ์: ยาสเตียรอยด์ที่ฉีดเข้าไปที่ข้อหรือเนื้อเยื่อสามารถออกฤทธิ์ได้นานแตกต่างกันไป ตั้งแต่ไม่กี่วันไปจนถึงหลายเดือน
  • ความถี่ในการฉีด:ส่วนใหญ่ฉีดเพียงครั้งเดียว หรือ ปีละ 1 ครั้ง ก็เพียงพอ
  • การเตรียมก่อนฉีด: ผู้ป่วยจะได้รับ การฉีดยาชาเฉพาะที่ บริเวณที่จะฉีด เพื่อลดความเจ็บปวด
  • ผลลัพธ์: ช่วยลดการอักเสบและความปวดได้ ค่อนข้างดี

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • ระยะเวลาออกฤทธิ์ที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ชนิดของสเตียรอยด์ที่ใช้ ปริมาณยา ตำแหน่งที่ฉีด และสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย
  • การฉีดซ้ำ สามารถทำได้หากจำเป็น แต่แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมเป็นรายบุคคล เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
  • ตำแหน่งที่ฉีด มีความสำคัญมาก แพทย์จะหลีกเลี่ยงการฉีดใกล้เส้นประสาทหรือไขสันหลัง เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย
  • ความรู้สึกปวด หลังฉีดอาจมีบ้างเล็กน้อย แต่โดยทั่วไปจะทนได้ และมักหายไปอย่างรวดเร็ว

ฉีดยากับกินยาอันไหนดีกว่า

สรุปเรื่องยาฉีดกับยากิน:

โดยทั่วไปแล้ว ยาฉีดกับยากินที่มีตัวยาและปริมาณเท่ากัน มักจะมีประสิทธิภาพในการรักษาใกล้เคียงกันนะ การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความเร็วในการออกฤทธิ์ที่ต้องการ และที่สำคัญที่สุด คือ การวินิจฉัยของแพทย์และเภสัชกร ว่าวิธีไหนเหมาะสมกับคนไข้แต่ละรายที่สุด

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?

  • ยาฉีด: มักจะออกฤทธิ์เร็ว เพราะเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง ทำให้ยาไปถึงบริเวณที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว เหมาะกับกรณีที่ต้องการผลการรักษาอย่างเร่งด่วน หรือเมื่อยาชนิดนั้นดูดซึมทางปากได้ไม่ดี
  • ยากิน: สะดวกกว่าในการบริหารยา และมักจะเป็นตัวเลือกแรกหากยาดูดซึมได้ดีทางเดินอาหาร ซึ่งยาจะค่อยๆ ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ระดับยาคงที่กว่าในระยะยาว

ประเด็นที่น่าคิด:

จริงๆ แล้ว การที่เรากินยาเข้าไป ร่างกายเราก็มีกระบวนการดูดซึมที่ซับซ้อนกว่าที่คิดเยอะนะ ไม่ใช่แค่เข้าปากแล้วก็ไปเลย มันมีทั้งการย่อย การดูดซึมที่ลำไส้เล็ก ซึ่งยาแต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติการละลายและดูดซึมที่ต่างกันไป การที่ยาฉีดมักจะออกฤทธิ์เร็วกว่า ก็เพราะมัน ข้ามขั้นตอน พวกนี้ไปนั่นเอง

เพิ่มเติมเล็กน้อย:

  • ชีวปริมาณออกฤทธิ์ (Bioavailability): นี่คือคำศัพท์เทคนิคที่บอกว่ายาที่เรากินเข้าไป มีปริมาณเท่าไหร่ที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้จริง ซึ่งสำหรับยาฉีดเข้าเส้นเลือดดำ (Intravenous) มักจะมีชีวปริมาณออกฤทธิ์ 100% ส่วนยากินอาจจะน้อยกว่านั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง.
  • ข้อจำกัดของยาแต่ละชนิด: ยาบางชนิดถ้ากินเข้าไปแล้วอาจจะถูกทำลายโดยกรดในกระเพาะอาหาร หรือเอนไซม์ในทางเดินอาหาร ทำให้ไม่มีประสิทธิภาพ หรือต้องใช้ในปริมาณที่สูงกว่ามาก กรณีแบบนี้ การฉีดก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่า
  • ความสะดวกในการใช้: แน่นอนว่ายากินย่อมสะดวกกว่ายาฉีดในชีวิตประจำวัน เราสามารถพกพาไปกินที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องอุปกรณ์หรือความสะอาดเท่ากับการฉีด.
  • ผลข้างเคียง: แม้ตัวยาจะเหมือนกัน แต่รูปแบบการให้ยาที่ต่างกัน ก็อาจส่งผลต่อชนิดหรือความรุนแรงของผลข้างเคียงได้บ้าง แพทย์จะพิจารณาจุดนี้ด้วย.
  • การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย: การเลือกยาที่เหมาะสมยังรวมถึงความสามารถของผู้ป่วยในการบริหารยาด้วย ถ้าผู้ป่วยมีปัญหาในการกลืนยา หรือต้องฉีดยาบ่อยๆ ก็อาจส่งผลต่อการตอบสนองต่อการรักษาได้.

ทำไมหลังฉีดยาถึงปวด

อาการปวดแขนหลังฉีดยา: ไขความจริงที่อาจไม่เคยรู้

การฉีดยาที่แขน ทำให้เกิดการระคายเคืองเล็กน้อยในกล้ามเนื้อเป็นเรื่องปกติครับ เหมือนเราไปโดนอะไรมาแล้วมันสะกิดๆ นิดหน่อย ของเหลวที่ฉีดเข้าไปเนี่ย มันไปขยายเส้นใยกล้ามเนื้อ แล้วร่างกายเราก็ตอบสนองด้วยการสร้างการอักเสบขึ้นมาเบาๆ ซึ่งก็คือสาเหตุหลักของอาการปวดเมื่อยที่เราคุ้นเคยกันนั่นแหละ

จริงๆ แล้ว อาการปวดแขนหลังฉีดวัคซีนหรือยาต่างๆ มันเป็นสัญญาณที่ดีอย่างหนึ่งด้วยซ้ำนะ มันแสดงว่าระบบภูมิคุ้มกันของเรากำลังทำงาน เรียนรู้ที่จะตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามา ถ้าไม่รู้สึกอะไรเลยนี่สิ อาจจะต้องคิดนิดหน่อยว่าร่างกายเราตอบสนองดีพอหรือเปล่า

เพิ่มเติมความเข้าใจเรื่องอาการปวดหลังฉีด:

  • กลไกการอักเสบ: การอักเสบเป็นกระบวนการธรรมชาติของร่างกายเพื่อซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย หรือต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม ในกรณีนี้ ของเหลวจากยาจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเล็กๆ บริเวณที่ฉีด
  • ประเภทของยา/วัคซีน: ยาบางชนิดหรือวัคซีนบางตัวอาจมีส่วนประกอบที่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกล้ามเนื้อได้มากกว่าชนิดอื่น ทำให้ความรู้สึกปวดอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
  • การตอบสนองของแต่ละบุคคล: แต่ละคนมีระดับความไวต่อความเจ็บปวดไม่เท่ากัน บางคนอาจรู้สึกปวดมาก ในขณะที่บางคนอาจรู้สึกเพียงเล็กน้อย หรือแทบไม่รู้สึกเลย
  • เทคนิคการฉีด: ถึงแม้จะเล็กน้อย แต่เทคนิคของผู้ฉีดก็อาจมีผลต่อระดับความปวดได้บ้าง การฉีดที่ถูกต้องและนุ่มนวลกว่า อาจลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้
  • ตำแหน่งที่ฉีด: ตำแหน่งที่ฉีดในกล้ามเนื้อแขนก็มีผล หากฉีดในส่วนที่มีเส้นประสาทหรือหลอดเลือดเล็กๆ มากกว่า อาจจะรู้สึกปวดระบมมากกว่าปกติ
  • การเคลื่อนไหวแขน: หลังฉีด การขยับแขนเบาๆ สามารถช่วยลดอาการปวดได้ เพราะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น และอาจช่วยสลายการคั่งของของเหลวได้บ้าง แต่ถ้าปวดมากก็ควรพักผ่อนนะ
  • การดูแลตัวเอง: การประคบเย็นในช่วงแรกสามารถช่วยลดอาการบวมและการอักเสบได้ ส่วนการประคบอุ่นในภายหลังอาจช่วยคลายกล้ามเนื้อ แต่ควรปรึกษาแพทย์หากอาการปวดรุนแรงหรือไม่ดีขึ้น

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติครับ เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพของเราเอง