ฉีดยาแก้ปวด อยู่ได้นานแค่ไหน
คำถาม?
ตอนผมไปฉีดยาเข้าโพรงประสาท คือมันเปลี่ยนชีวิตเลยนะ จากที่ปวดหลังร้าวลงขาจนแทบจะเดินไม่ไหว ความรู้สึกปวดสิบเต็มสิบ มันลดฮวบลงมาเหลือซักสองสามเอง ไม่ได้หายสนิท แต่คือมันดีขึ้นเยอะมากๆ
ผมทำที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งนึงแถวสุขุมวิทเมื่อกลางปีที่แล้ว โดนไปสามหมื่นนิดๆ หมอบอกว่าของผมหมอนรองกระดูกมันกดทับเส้นประสาทค่อนข้างเยอะ เลยเลือกวิธีนี้ก่อนที่จะไปถึงขั้นผ่าตัด ซึ่งมันก็เป็นการตัดสินใจที่ดีเลย
หลังฉีดวันสองวันแรกยังตึงๆ แปลกๆ นะ แต่พอเข้าวันที่สี่วันที่ห้า มันชัดเลย คือลุกเดินได้คล่องขึ้นเยอะ ก้มตัวหยิบของได้โดยไม่เสียวแปล๊บลงขา ชีวิตประจำวันมันกลับมาปกติมากๆ
ของผมเนี่ย อยู่ได้เกือบห้าเดือนเต็มๆ เลย พอเข้าเดือนที่ห้าปลายๆ ก็เริ่มกลับมามีอาการนิดๆ แต่มันก็เป็นเวลาที่ดีพอให้เราไปทำกายภาพ สร้างกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรงขึ้น มันไม่ใช่การรักษาให้หายขาดนะ มันเหมือนซื้อเวลาให้เราไปฟื้นฟูตัวเอง ถ้าใครเป็นไม่เยอะมาก การฉีดยาบล็อกหลังนี่ช่วยได้จริง
ยาฉีดแก้ปวดอยู่ได้กี่ชม.
โห อันนี้มันขึ้นอยู่กับหลายอย่างเลยนะเพื่อน ที่หมอเคยบอกอ่ะ คือ ยาฉีดแก้ปวดเนี่ยะมันบรรเทาได้เยอะนะ ประมาณ 70% เลย คือดีขึ้นเยอะเลยแหละ
ส่วนใหญ่ก็อยู่ได้เป็นเดือนๆ นะ ไม่ใช่แค่ชม. สั้นๆ แบบนั้น ปกติแล้วนะ 3-6 เดือนก็มีนะ คือมันอยู่ได้นานเลย แต่บางคนก็อาจจะสั้นกว่า หรือนานกว่าหน่อยนึง
คือแบบ พอฉีดไปแล้วอ่ะนะ ส่วนมากก็รู้สึกดีขึ้นเร็วเลยในอาทิตย์เดียว คือเราก็กลับไปทำอะไรๆ ได้คล่องขึ้น ชีวิตประจำวันก็ดีกว่าเดิมเยอะเลยอะ
แต่ว่านะ มันก็ขึ้นอยู่กับว่าอาการเราเป็นหนักแค่ไหนด้วย แบบเส้นประสาทโดนทับเยอะมั้ยอะ จากหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมงี้ คือมันเกี่ยวกันไง
ข้อมูลเพิ่มเติมที่รู้มานะ:
- ยาฉีดแก้ปวดพวกนี้มันไม่เหมือนยาแก้ปวดธรรมดา ที่กินแล้วแป๊บเดียวหายนะ
- เป็นยาที่เข้าไปลดการอักเสบโดยตรง แถวเส้นประสาทเลยอะ ทำให้หายปวด
- ไม่ใช่การรักษาถาวรนะ คือมันช่วยให้ดีขึ้น ช่วยให้เรามีเวลาไปกายภาพ หรือออกกำลังกาย
- มีหลายชนิด ทั้งฉีดสเตียรอยด์ใกล้เส้นประสาท หรือฉีด PRP ไรงี้ อันนี้แล้วแต่หมอจะแนะนำ
- ผลข้างเคียง อาจจะมีปวดๆ ตรงที่ฉีด หรือช้ำๆ นิดหน่อย แรกๆ อะ
ฉีดสเตียรอยด์อยู่ได้นานแค่ไหน
จำได้แม่นเลย ครั้งนั้นไปฉีดสเตียรอยด์ที่ข้อไหล่ข้างซ้าย ช่วงต้นปี 2566 เพราะปวดมาก ยกแขนแทบไม่ได้เลย หมอเขาบอกว่ายาออกฤทธิ์ได้นาน ตั้งแต่ 1 สัปดาห์ไปจนถึง 6 เดือน แต่ส่วนใหญ่คนไข้ก็ฉีดกัน ปีละครั้ง หรือบางทีก็ ครั้งเดียว เพราะมันช่วยบรรเทาได้นานจริงๆ ตอนฉีดหมอแปะยาชาที่ผิวหนังก่อนนะ เลยไม่ค่อยเจ็บเท่าไหร่ รู้สึกดีขึ้นทันทีเลยตอนนั้น
- ระยะเวลาออกฤทธิ์: ยาสเตียรอยด์ที่ฉีดเข้าไปที่ข้อหรือเนื้อเยื่อสามารถออกฤทธิ์ได้นานแตกต่างกันไป ตั้งแต่ไม่กี่วันไปจนถึงหลายเดือน
- ความถี่ในการฉีด:ส่วนใหญ่ฉีดเพียงครั้งเดียว หรือ ปีละ 1 ครั้ง ก็เพียงพอ
- การเตรียมก่อนฉีด: ผู้ป่วยจะได้รับ การฉีดยาชาเฉพาะที่ บริเวณที่จะฉีด เพื่อลดความเจ็บปวด
- ผลลัพธ์: ช่วยลดการอักเสบและความปวดได้ ค่อนข้างดี
ข้อมูลเพิ่มเติม:
- ระยะเวลาออกฤทธิ์ที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ชนิดของสเตียรอยด์ที่ใช้ ปริมาณยา ตำแหน่งที่ฉีด และสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย
- การฉีดซ้ำ สามารถทำได้หากจำเป็น แต่แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมเป็นรายบุคคล เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
- ตำแหน่งที่ฉีด มีความสำคัญมาก แพทย์จะหลีกเลี่ยงการฉีดใกล้เส้นประสาทหรือไขสันหลัง เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย
- ความรู้สึกปวด หลังฉีดอาจมีบ้างเล็กน้อย แต่โดยทั่วไปจะทนได้ และมักหายไปอย่างรวดเร็ว
ฉีดยากับกินยาอันไหนดีกว่า
สรุปเรื่องยาฉีดกับยากิน:
โดยทั่วไปแล้ว ยาฉีดกับยากินที่มีตัวยาและปริมาณเท่ากัน มักจะมีประสิทธิภาพในการรักษาใกล้เคียงกันนะ การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความเร็วในการออกฤทธิ์ที่ต้องการ และที่สำคัญที่สุด คือ การวินิจฉัยของแพทย์และเภสัชกร ว่าวิธีไหนเหมาะสมกับคนไข้แต่ละรายที่สุด
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?
- ยาฉีด: มักจะออกฤทธิ์เร็ว เพราะเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง ทำให้ยาไปถึงบริเวณที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว เหมาะกับกรณีที่ต้องการผลการรักษาอย่างเร่งด่วน หรือเมื่อยาชนิดนั้นดูดซึมทางปากได้ไม่ดี
- ยากิน: สะดวกกว่าในการบริหารยา และมักจะเป็นตัวเลือกแรกหากยาดูดซึมได้ดีทางเดินอาหาร ซึ่งยาจะค่อยๆ ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ระดับยาคงที่กว่าในระยะยาว
ประเด็นที่น่าคิด:
จริงๆ แล้ว การที่เรากินยาเข้าไป ร่างกายเราก็มีกระบวนการดูดซึมที่ซับซ้อนกว่าที่คิดเยอะนะ ไม่ใช่แค่เข้าปากแล้วก็ไปเลย มันมีทั้งการย่อย การดูดซึมที่ลำไส้เล็ก ซึ่งยาแต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติการละลายและดูดซึมที่ต่างกันไป การที่ยาฉีดมักจะออกฤทธิ์เร็วกว่า ก็เพราะมัน ข้ามขั้นตอน พวกนี้ไปนั่นเอง
เพิ่มเติมเล็กน้อย:
- ชีวปริมาณออกฤทธิ์ (Bioavailability): นี่คือคำศัพท์เทคนิคที่บอกว่ายาที่เรากินเข้าไป มีปริมาณเท่าไหร่ที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้จริง ซึ่งสำหรับยาฉีดเข้าเส้นเลือดดำ (Intravenous) มักจะมีชีวปริมาณออกฤทธิ์ 100% ส่วนยากินอาจจะน้อยกว่านั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง.
- ข้อจำกัดของยาแต่ละชนิด: ยาบางชนิดถ้ากินเข้าไปแล้วอาจจะถูกทำลายโดยกรดในกระเพาะอาหาร หรือเอนไซม์ในทางเดินอาหาร ทำให้ไม่มีประสิทธิภาพ หรือต้องใช้ในปริมาณที่สูงกว่ามาก กรณีแบบนี้ การฉีดก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่า
- ความสะดวกในการใช้: แน่นอนว่ายากินย่อมสะดวกกว่ายาฉีดในชีวิตประจำวัน เราสามารถพกพาไปกินที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องอุปกรณ์หรือความสะอาดเท่ากับการฉีด.
- ผลข้างเคียง: แม้ตัวยาจะเหมือนกัน แต่รูปแบบการให้ยาที่ต่างกัน ก็อาจส่งผลต่อชนิดหรือความรุนแรงของผลข้างเคียงได้บ้าง แพทย์จะพิจารณาจุดนี้ด้วย.
- การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย: การเลือกยาที่เหมาะสมยังรวมถึงความสามารถของผู้ป่วยในการบริหารยาด้วย ถ้าผู้ป่วยมีปัญหาในการกลืนยา หรือต้องฉีดยาบ่อยๆ ก็อาจส่งผลต่อการตอบสนองต่อการรักษาได้.
ทำไมหลังฉีดยาถึงปวด
อาการปวดแขนหลังฉีดยา: ไขความจริงที่อาจไม่เคยรู้
การฉีดยาที่แขน ทำให้เกิดการระคายเคืองเล็กน้อยในกล้ามเนื้อเป็นเรื่องปกติครับ เหมือนเราไปโดนอะไรมาแล้วมันสะกิดๆ นิดหน่อย ของเหลวที่ฉีดเข้าไปเนี่ย มันไปขยายเส้นใยกล้ามเนื้อ แล้วร่างกายเราก็ตอบสนองด้วยการสร้างการอักเสบขึ้นมาเบาๆ ซึ่งก็คือสาเหตุหลักของอาการปวดเมื่อยที่เราคุ้นเคยกันนั่นแหละ
จริงๆ แล้ว อาการปวดแขนหลังฉีดวัคซีนหรือยาต่างๆ มันเป็นสัญญาณที่ดีอย่างหนึ่งด้วยซ้ำนะ มันแสดงว่าระบบภูมิคุ้มกันของเรากำลังทำงาน เรียนรู้ที่จะตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามา ถ้าไม่รู้สึกอะไรเลยนี่สิ อาจจะต้องคิดนิดหน่อยว่าร่างกายเราตอบสนองดีพอหรือเปล่า
เพิ่มเติมความเข้าใจเรื่องอาการปวดหลังฉีด:
- กลไกการอักเสบ: การอักเสบเป็นกระบวนการธรรมชาติของร่างกายเพื่อซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย หรือต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม ในกรณีนี้ ของเหลวจากยาจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเล็กๆ บริเวณที่ฉีด
- ประเภทของยา/วัคซีน: ยาบางชนิดหรือวัคซีนบางตัวอาจมีส่วนประกอบที่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกล้ามเนื้อได้มากกว่าชนิดอื่น ทำให้ความรู้สึกปวดอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
- การตอบสนองของแต่ละบุคคล: แต่ละคนมีระดับความไวต่อความเจ็บปวดไม่เท่ากัน บางคนอาจรู้สึกปวดมาก ในขณะที่บางคนอาจรู้สึกเพียงเล็กน้อย หรือแทบไม่รู้สึกเลย
- เทคนิคการฉีด: ถึงแม้จะเล็กน้อย แต่เทคนิคของผู้ฉีดก็อาจมีผลต่อระดับความปวดได้บ้าง การฉีดที่ถูกต้องและนุ่มนวลกว่า อาจลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้
- ตำแหน่งที่ฉีด: ตำแหน่งที่ฉีดในกล้ามเนื้อแขนก็มีผล หากฉีดในส่วนที่มีเส้นประสาทหรือหลอดเลือดเล็กๆ มากกว่า อาจจะรู้สึกปวดระบมมากกว่าปกติ
- การเคลื่อนไหวแขน: หลังฉีด การขยับแขนเบาๆ สามารถช่วยลดอาการปวดได้ เพราะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น และอาจช่วยสลายการคั่งของของเหลวได้บ้าง แต่ถ้าปวดมากก็ควรพักผ่อนนะ
- การดูแลตัวเอง: การประคบเย็นในช่วงแรกสามารถช่วยลดอาการบวมและการอักเสบได้ ส่วนการประคบอุ่นในภายหลังอาจช่วยคลายกล้ามเนื้อ แต่ควรปรึกษาแพทย์หากอาการปวดรุนแรงหรือไม่ดีขึ้น
ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติครับ เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพของเราเอง
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต