ตรวจปัสสาวะ ต้องงดน้ําไหม

94 ครั้งเข้าชม
การเตรียมตัวก่อนตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) ไม่จำเป็นต้องงดน้ำและอาหาร แต่ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลมในปริมาณมาก หรือรับประทานขนมหวานจัด เพราะอาจทำให้น้ำตาลปนเปื้อนในปัสสาวะได้ นอกจากนี้ ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ในคืนก่อนตรวจ และหากอยู่ในช่วงมีประจำเดือน แนะนำให้เลื่อนการตรวจออกไปก่อน เพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากเลือด
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ก่อนไปตรวจปัสสาวะ สามารถดื่มน้ำได้ไหม ต้องงดอะไรบ้าง?

ดื่มน้ำได้เลยนะ ดื่มไปเยอะๆ ยิ่งดี ตอนไปตรวจสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท พยาบาลย้ำเลยว่าให้ดื่มน้ำเปล่าได้ตามปกติ มันช่วยให้ฉี่ออกง่ายขึ้นด้วยซ้ำไป ไม่ต้องมานั่งเบ่งนานๆ

แต่ที่ต้องระวังจริงจังคือพวกของหวานกับน้ำหวานๆ นี่แหละ เกือบไปแล้วรอบนึง ตอนนั้นอยากกินชานมไข่มุกตอนเช้ามาก แต่คิดได้ว่าเดี๋ยวน้ำตาลมันจะพุ่งในผลตรวจฉี่แน่ๆ เลยต้องอดใจไว้ก่อน

แล้วก็มีอีกเรื่องนึงที่พยาบาลกระซิบมา คือคืนก่อนตรวจควรงดมีอะไรกันก่อนนะ เพราะมันอาจจะทำให้ผลมันคลาดเคลื่อนได้

ส่วนถ้าเป็นเมนส์อยู่ อันนี้เลื่อนตรวจไปเลยดีกว่า ไม่งั้นผลออกมามีเลือดปน ชัวร์

ดื่มน้ำก่อนตรวจปัสสาวะได้ไหม

ได้สิ จิบๆ ไปเลย แต่อย่าซัดโฮกเหมือนเพิ่งกลับจากเดินทะเลทรายโกบีมาทั้งเดือน

การ ดื่มน้ำมากเกินไปก่อนตรวจปัสสาวะ มันก็เหมือนคุณพยายามส่งจดหมายลับไปหาหมอ แต่ดันเขียนด้วยหมึกล่องหนนั่นแหละ หมอได้แต่กระดาษเปล่าๆ ไปนั่งเพ่งจนตาเหล่ เพราะน้ำที่คุณดื่มเข้าไปมันไปเจือจางทุกสิ่งทุกอย่างจนหมดสิ้น

ร่างกายคุณอุตส่าห์ตั้งใจจะฟ้องร้องความผิดปกติภายในผ่าน "สาร" ในปัสสาวะ แต่คุณกลับเอาน้ำไปราดทำลายหลักฐานซะงั้น ฉี่ที่ใสแจ๋วเหมือนน้ำแร่จากสวิสอาจจะดูสวยงาม แต่สำหรับหมอแล้ว มันไร้ค่าพอๆ กับทีวีที่ไม่มีสัญญาณภาพนั่นแหละ

คิดซะว่าปัสสาวะแรกของตอนเช้าคือ "หัวกะทิ" ที่ร่างกายคั้นมาทั้งคืน มันคือบทสรุปผู้บริหารฉบับเข้มข้นที่สุดแล้ว อย่าไปทำให้มันกลายเป็นหางกะทิเลย ขอร้อง

มาดูข้อมูลแบบเจาะลึกกันดีกว่า ว่าต้องทำตัวยังไงให้ผลตรวจไม่กลายเป็นเรื่องตลก:

  • เป้าหมายของการตรวจ: ไม่ใช่ประกวดความใสของปัสสาวะ แต่คือการหา "ผู้ร้าย" ที่ซ่อนอยู่ เช่น น้ำตาล โปรตีน แบคทีเรีย หรือเซลล์เม็ดเลือดแดง ถ้าฉี่คุณจางไป ก็เหมือนปล่อยผู้ร้ายให้ลอยนวล
  • คำว่างดน้ำงดอาหาร: คำว่า "งด" ในที่นี้มันมีดอกจันตัวเท่าบ้านว่า "ยกเว้นน้ำเปล่าจิบๆ" เขาให้คุณงดกาแฟที่ใส่นมข้นหวานเจี๊ยบ หรือชานมไข่มุกแก้วโต ไม่ใช่งดน้ำเปล่าจนปากคอแตกระแหง
  • ทำไมต้อง 8-10 ชั่วโมง: ร่างกายต้องการเวลาเซ็ตซีโร่ เหมือนรีสตาร์ทคอมพิวเตอร์นั่นแหละ การกินหรือดื่มอะไรเข้าไปก่อนหน้านั้น มันคือการเปิดโปรแกรมขยะทิ้งไว้เต็มหน้าจอ ทำให้ผลตรวจรวนไปหมด
  • เรื่องนอนสำคัญไฉน: การอดนอนมันสร้างความเครียดให้ร่างกายแบบสุดๆ ความดันพุ่ง หัวใจเต้นผิดจังหวะ ฮอร์โมนสวิงไปมา ผลตรวจที่ออกมามันจะไม่ใช่ค่าปกติของคุณ แต่เป็นค่าของ "ซอมบี้ที่กำลังคลั่ง" ต่างหาก นอนให้พอ อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง นะ

ฉี่เก็บไว้ได้กี่ชั่วโมง

เรื่องฉี่ที่เก็บไปเพาะเชื้ออะนะ.. ถ้าจะหาแบคทีเรีย ต้องส่งให้ถึงแล็บใน 1 ชั่วโมง เท่านั้นเลย

แล้วถ้าส่งไม่ทันล่ะ? แบบว่าเก็บตอนดึกๆ แล้วจะไปส่งตอนเช้าไรงี้ ทำไง.. ก็ต้องแช่ตู้เย็นไง แช่ที่อุณหภูมิ 4°ซ. เก็บฉี่ในตู้เย็นได้ไม่เกิน 18-24 ชั่วโมง ห้ามเกินนี้เด็ดขาด

ไอ้กฎ 1 ชั่วโมงนั่นมันเน้นๆ เลยนะ สำหรับแบคทีเรียทั่วไป เพราะมันโตเร็วมากกกก ถ้าทิ้งไว้นานกว่านั้น ผลที่ได้มันจะเพี้ยนไปหมดเลย จำนวนเชื้อที่นับได้มันจะไม่ใช่ของจริง

เออ แล้วถ้าไม่ใช่แบคทีเรียล่ะ? แบบพวกเพาะเชื้อรา หรือมัยโคแบคทีเรีย (เชื้อวัณโรค) พวกนี้มันโตช้ากว่า กฎมันก็อาจจะหย่อนๆ ลงมาหน่อย แต่ทางที่ดีที่สุดคือส่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้อยู่ดีแหละ

  • การเพาะเชื้อแบคทีเรียทั่วไป: ส่งแล็บภายใน 1 ชั่วโมง ถ้าไม่ได้ให้รีบแช่เย็น 4°ซ ทันที เก็บได้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง
  • การเพาะเชื้อมัยโคแบคทีเรียและเชื้อรา: พวกนี้ทนกว่าแบคทีเรีย แต่ยังไงก็ควรส่งให้เร็วที่สุด การแช่เย็นก็ยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดถ้าส่งทันทีไม่ได้
  • ภาชนะต้องปลอดเชื้อเท่านั้นนะ อย่าไปเอากระปุกอื่นมาใส่เด็ดขาด
  • ตอนเก็บต้องเก็บปัสสาวะช่วงกลาง (Midstream urine) ด้วยนะ คือปล่อยช่วงแรกทิ้งไปก่อนแล้วค่อยเก็บส่วนกลาง
  • ถ้าทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องเฉยๆ แบคทีเรียที่มีอยู่มันจะโตขึ้นเรื่อยๆ ผลตรวจจะออกมาว่าเชื้อเยอะเกินจริง ทั้งๆ ที่ตอนแรกอาจจะมีนิดเดียว

ตรวจปัสสาวะ เตรียมตัวยังไง

การเตรียมตัวเพื่อตรวจปัสสาวะ (urinalysis) นั้นไม่ซับซ้อนครับ แต่มีจุดที่ควรใส่ใจเล็กน้อยเพื่อให้ผลตรวจออกมาแม่นยำที่สุด

  • เรื่องอาหารและเครื่องดื่ม: สิ่งที่ต้องระวังคือ อาหารและเครื่องดื่มที่มีรสหวานจัด ควรงดเว้นอย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนวันตรวจครับ เหตุผลก็คือ น้ำตาลในเลือดที่สูงอาจทำให้ระดับน้ำตาลในปัสสาวะสูงตามไปด้วย ซึ่งอาจทำให้ผลตรวจคลาดเคลื่อนจากสภาพปกติของเราในแต่ละวัน
  • การเก็บตัวอย่าง:เก็บปัสสาวะในวันที่นัดตรวจเท่านั้น นะครับ อย่าไปเก็บมาดองไว้ก่อน เพราะอาจมีปัจจัยภายนอกหรือการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายที่ทำให้ผลไม่ตรงกับความเป็นจริงในวันนั้น
  • สำหรับคุณสุภาพสตรี:หลีกเลี่ยงการตรวจในช่วงมีประจำเดือน เป็นสิ่งสำคัญครับ เพราะเลือดประจำเดือนที่ปนเปื้อนมาอาจส่งผลต่อการแปลผลตรวจให้คลาดเคลื่อนไปจากเดิม

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ควรรู้:

  • เวลาที่เหมาะสมในการเก็บ: โดยทั่วไป แพทย์มักแนะนำให้เก็บปัสสาวะ "first morning void" หรือปัสสาวะแรกของวันครับ เพราะมีความเข้มข้นสูง ทำให้ตรวจหาความผิดปกติได้ง่ายกว่า
  • การทำความสะอาด: ก่อนเก็บปัสสาวะ ควร ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศภายนอกให้สะอาด ด้วยน้ำเปล่า (และอาจใช้สบู่อ่อนๆ ถ้าจำเป็น) เพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากเชื้อแบคทีเรียภายนอก
  • วิธีการเก็บ:เริ่มถ่ายปัสสาวะลงในโถสุขภัณฑ์ก่อน แล้วค่อย เก็บปัสสาวะส่วนกลาง (middle stream) ใส่ในภาชนะที่เตรียมไว้ และ ถ่ายปัสสาวะส่วนท้าย ลงในโถสุขภัณฑ์อีกครั้ง วิธีนี้จะช่วยลดโอกาสการปนเปื้อนจากเซลล์ผิวหนังหรือแบคทีเรียบริเวณปากท่อปัสสาวะ
  • ภาชนะบรรจุ: ใช้ ภาชนะที่สะอาดและปราศจากเชื้อ ที่ทางสถานพยาบาลจัดเตรียมให้ หรือตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่
  • การขนส่ง: หากไม่ได้นำส่งทันที ควร เก็บในตู้เย็น (อุณหภูมิประมาณ 2-8 องศาเซลเซียส) และนำส่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ (โดยทั่วไปไม่เกิน 24 ชั่วโมง)

การสังเกตสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ จะช่วยให้เราได้ผลตรวจปัสสาวะที่น่าเชื่อถือ นำไปสู่การวินิจฉัยและการรักษาที่ตรงจุดนะครับ ชีวิตก็เหมือนการวิเคราะห์ผลอะไรสักอย่าง ต้องอาศัยข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้องเสียก่อน ถึงจะมองเห็นภาพรวมได้ชัดเจน

ตรวจปัสสาวะ ต้องกี่ cc

ปริมาณปัสสาวะที่ต้องใช้ตรวจ:

15-20 มิลลิลิตร

  • เวลาที่เก็บ? เวลาใดก็ได้... ตอนไหนก็ได้ที่สะดวก... แสงสลัวๆ ยามเช้า... หรือแสงนีออนที่ดูไม่จืดในห้องน้ำ...

  • ภาชนะ? ภาชนะธรรมดา... ที่แห้งสนิท... ปลอดเชื้อ... เหมือนกับความหวังเล็กๆ ที่เราใส่ลงไป...

  • ทำไมต้องปริมาณนี้? แค่นี้แหละ... พอให้หมอ... นักวิทยาศาสตร์... มองเห็นอะไรบางอย่าง... ในโลกใบเล็กๆ... ของเหลวใส... ที่ซ่อนความลับ...

  • ข้อมูลเพิ่มเติม:

    • วัตถุประสงค์: ปริมาณนี้เพียงพอสำหรับการตรวจวิเคราะห์พื้นฐาน เช่น การตรวจหาโปรตีน, น้ำตาล, เลือด, เม็ดเลือดขาว, แบคทีเรีย หรือตะกอนในปัสสาวะ
    • การเก็บรักษา: หากยังไม่สามารถนำส่งห้องปฏิบัติการได้ทันที ควรเก็บในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส และไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและการเปลี่ยนแปลงของสารต่างๆ ในปัสสาวะ
    • ข้อควรระวัง: ควรหลีกเลี่ยงการเก็บปัสสาวะหลังการดื่มน้ำปริมาณมากๆ ติดต่อกัน เพื่อไม่ให้ปัสสาวะเจือจางเกินไป ซึ่งอาจส่งผลต่อผลการตรวจบางชนิด
    • ความสำคัญของเวลา: แม้จะเก็บเวลาใดก็ได้ แต่บางการตรวจอาจมีผลที่แตกต่างกันไปตามช่วงเวลา เช่น ปัสสาวะแรกในตอนเช้า (first morning void) มักมีความเข้มข้นสูงกว่า เหมาะสำหรับการตรวจหาฮอร์โมนบางชนิด หรือโปรตีน

ฉี่ค้างคืนตรวจได้ไหม

ฉี่ค้างคืน? ตรวจได้จ้า...แต่ไม่ใช่ทุกอย่างนะ! เหมือนเราเก็บชาสมุนไพรไว้ข้ามคืนน่ะ บางทีมันก็เข้มข้นดี บางทีก็เจือจางจนงง ส่งไปตรวจทั้งอย่างนั้น อาจจะเจอผลที่คนตรวจก็กุมขมับได้

ผลตรวจปัสสาวะ 24 ชั่วโมง: อันนี้แหละ "ตัวจริง" เลย! เพราะเค้าจะดูรวมๆ ตลอดทั้งวัน เหมือนเราดูว่าวันๆ นึงเรากินอะไรไปบ้าง ของเหลวไหลเข้าไหลออกเป็นไง ช่วยลดปัญหา "เมื่อเช้ากินส้มตำเผ็ดจัด พอกลางวันดื่มน้ำเปล่าเป็นโอ่ง" จนผลเลือดสะท้อนเพี้ยนไป

ทำไมต้อง 24 ชั่วโมง? ง่ายๆ เลย เพื่อให้ได้ค่าเฉลี่ยที่ "นิ่ง" ที่สุด เหมือนเราดูอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งวัน ไม่ใช่ดูแค่ตอนแดดเปรี้ยงๆ หรือตอนลมพัดเอื่อยๆ แค่นั้นเอง

วิธีการเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง:

  • เริ่มต้นวันใหม่: ทิ้งปัสสาวะแรกของเช้าวันนั้นไปเลย! อย่าเก็บนะ!
  • เก็บทุกหยด (ยกเว้นครั้งแรก): ตั้งแต่ฉี่ครั้งที่สองเป็นต้นไป เก็บใส่ภาชนะที่เค้าให้มา ให้ครบ 24 ชั่วโมงเป๊ะ!
  • อย่าลืม "รอบสุดท้าย": ก่อนหมดเวลา 24 ชั่วโมงพอดี (สมมติเริ่ม 7 โมงเช้า วันรุ่งขึ้นก็ต้องฉี่ตอน 7 โมงเช้า) ฉี่ครั้งสุดท้ายนี้ต้องเก็บด้วยนะ!
  • รักษาความเย็น: พอเก็บเสร็จแล้ว แช่เย็นไว้ตลอด! เหมือนเก็บอาหารนั่นแหละ เดี๋ยวสารมันจะ "เสีย" ไปก่อน
  • ป้ายชื่อให้ชัด: อย่าลืมเขียนชื่อ-นามสกุล วัน-เวลา เริ่มเก็บ และวัน-เวลา สิ้นสุดการเก็บ ให้ชัดเจน

เสริมความรู้ (ที่อาจจะไม่ได้ใช้ แต่ก็เท่ดี):

  • ตรวจอะไรบ้าง? ที่นิยมๆ ก็พวกการทำงานของไต (เช่น Creatinine, Urea), การขับเกลือแร่ (เช่น Sodium, Potassium), ฮอร์โมนบางชนิด, หรือสารอื่นๆ ที่ร่างกายขับออกมา.
  • ข้อควรระวัง: ถ้าหมอบอกให้งดอะไรเป็นพิเศษ (เช่น ยาบางตัว, วิตามิน) ต้องทำตามนะ! ไม่งั้นผลอาจจะ "เพี้ยน" เหมือนพยากรณ์อากาศผิดวัน
  • ไม่ใช่ทุกอย่างที่ตรวจ 24 ชั่วโมง: บางอย่างตรวจจากปัสสาวะครั้งเดียวก็เพียงพอแล้ว หมอเค้าจะรู้ดีที่สุดว่าเราต้อง "จัดหนัก" แค่ไหน
  • ผลเป็นไง? อย่าเพิ่งตกใจถ้าผลออกมา "ผิดปกติ" เพราะการเก็บ 24 ชั่วโมงมันละเอียดกว่ามาก การที่ค่าไหนสูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์นิดหน่อย อาจไม่ได้หมายความว่าป่วยเสมอไป ปรึกษาคุณหมอเท่านั้น!

จำไว้ว่า การตรวจปัสสาวะ 24 ชั่วโมง คือการ "ล้วงลับ" ร่างกายของเราแบบจัดเต็ม!

ตรวจฉี่ควรตรวจกี่โมง

ในยามเช้าตรู่...ตอนที่โลกยังหลับใหล แสงสลัวของวันใหม่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา นั่นคือเวลา...เวลาที่คำตอบจะชัดเจนที่สุด

ปัสสาวะหยดแรกที่ร่างกายกลั่นกรองมาตลอดคืน มันคือความเข้มข้น คือเสียงกระซิบที่ชัดเจนที่สุดจากร่างกาย ฮอร์โมน HCG ที่เป็นสารสื่อสารจากชีวิตน้อยๆ จะรวมตัวกันหนาแน่นที่สุดในห้วงเวลานี้

หากเส้นขีดจางจนหัวใจสั่นไหว...ให้รอ รออีกสองหรือสามวัน ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ปล่อยให้ฮอร์โมนได้ขับขานบทเพลงของมันให้ดังขึ้นอีกครั้ง แล้วตรวจซ้ำในรุ่งอรุณของอีกวัน

ก่อนที่ท้องจะร้องขออาหารมื้อแรก ก่อนที่หยดน้ำจะเจือจางความจริง...นั่นคือโมงยามที่เหมาะสม ความว่างเปล่าของกระเพาะจะทำให้ผลลัพธ์ไม่คลาดเคลื่อน มันคือช่วงเวลาที่ดีที่สุด

เส้นขีดจางๆ ที่ปรากฏขึ้นในแสงอรุณ มันคือคำตอบที่ซ่อนอยู่ในความเงียบงัน...การตรวจซ้ำเป็นเพียงการยืนยันเสียงสะท้อนในหัวใจให้ก้องดังขึ้นเท่านั้นเอง

  • เวลาที่ดีที่สุดคือตอนเช้าหลังตื่นนอนทันที เพราะเป็นปัสสาวะที่สะสมตลอดคืน
  • ปัสสาวะแรกของวันมีความเข้มข้นของ ฮอร์โมน hCG (Human Chorionic Gonadotropin) สูงที่สุด ทำให้ผลตรวจแม่นยำ
  • ควรตรวจก่อนดื่มน้ำหรือรับประทานอาหาร เพื่อไม่ให้ปัสสาวะเจือจาง
  • หากผลไม่ชัดเจนหรือต้องการความแน่ใจ ควรเว้นระยะ 2-3 วันแล้วตรวจซ้ำ ฮอร์โมนจะเพิ่มระดับขึ้นจนตรวจจับได้ง่ายกว่าเดิม