ตอนที่เราบริจาคเลือด เค้าตรวจเลือดเราไหม

67 ครั้งเข้าชม
ใช่ค่ะ ก่อนบริจาคเลือด จะมีการตรวจเลือดเบื้องต้นผลตรวจ: แจ้งผลภายใน 2 สัปดาห์ (หากต้องการทราบผลตรวจโรคติดเชื้อ) พร้อมบัตรประชาชน แจ้งเฉพาะหมู่เลือด ABO และ Rh (หากไม่ต้องการทราบผลตรวจโรค) และนัดบริจาคครั้งต่อไป
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

บริจาคเลือดต้องตรวจเลือดไหม? ตรวจอะไรบ้าง? มีขั้นตอนการตรวจสุขภาพอะไรก่อนบริจาค?

เอ่อ บริจาคเลือดต้องตรวจเลือดไหมน่ะเหรอ? แน่นอนสิ ต้องตรวจ!

จำได้เลย ตอนไปบริจาคเลือดครั้งแรกที่สภากาชาดไทย (น่าจะช่วงปี 2555-2556 นี่แหละ) เค้าเจาะเลือดไปตรวจก่อนเลยนะ ไม่ใช่ว่าใครอยากให้ก็ให้ได้เลย. คือเค้าคงต้องเช็คแหละว่าเลือดเราโอเคไหม ปลอดภัยดีรึเปล่า.

แล้วตรวจอะไรบ้างน่ะ? อันนี้ไม่ชัวร์นะ แต่เท่าที่รู้เค้าตรวจหมู่เลือด ABO กับ Rh แน่นอนอ่ะ แล้วก็ตรวจพวกเชื้อโรคต่างๆ ด้วยมั้ง แบบ HIV หรือไวรัสตับอักเสบอะไรพวกนี้.

ส่วนขั้นตอนการตรวจสุขภาพก่อนบริจาคน่ะ ก็มีวัดความดัน ถามประวัติสุขภาพทั่วไป แล้วก็อาจจะมีเจาะเลือดปลายนิ้วไปตรวจความเข้มข้นของเลือดด้วยมั้ง ถ้าจำไม่ผิดนะ.

อ้อ! แล้วถ้าเราอยากรู้ผลตรวจเลือด เค้าจะส่งผลมาให้พร้อมบัตรบริจาคเลือดภายใน 2 อาทิตย์ ถ้าเราไม่ต้องการรู้ผลตรวจเชื้อโรค เค้าก็จะแจ้งแค่หมู่เลือดกับวันนัดบริจาคครั้งต่อไปให้เฉยๆ. สะดวกดีนะว่าไป.

เช็คประวัติการบริจาคเลือดได้ไหม

ได้สิ! ตรวจสอบได้นะ

  • แสงแดดอ่อนๆสาดผ่านม่านหน้าต่างห้องนอน...วันนี้ฉันรู้สึกอยากรู้จังเลย อยากรู้ว่าเลือดที่ฉันให้ไป มันไปช่วยใครบ้าง

  • คิดถึงวันที่ไปบริจาค อากาศเย็นๆ กลิ่นแอลกอฮอล์อ่อนๆ คนเยอะแยะ แต่บรรยากาศอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

  • สมัครสมาชิกยื่นแบบแสดงรายการภาษีทางอินเทอร์เน็ตสิ ปีนี้ฉันใช้แบบออนไลน์ ง่ายดี ไม่ต้องไปต่อคิว

  • เข้าระบบปุ๊บ... เลข Laser บัตรประชาชน รหัสผ่านที่จำได้แม่นยำราวกับรหัสลับแห่งดวงดาว

  • หน้าจอแสดงข้อมูลการบริจาค วันที่ เวลา กลุ่มเลือด ทั้งหมดปรากฏตรงหน้า เหมือนภาพฝันที่สวยงาม

  • รู้สึกดีจัง ที่ได้ทำอะไรดีๆ ให้กับโลกใบนี้ หัวใจพองโต เหมือนดอกทานตะวันบานรับแสงตะวันยามเช้า

  • ปีนี้บริจาคไปทั้งหมดสามครั้ง รู้สึกภูมิใจกับตัวเองมากๆเลยล่ะ

  • อยากให้ทุกคนลองบริจาคเลือดกันดูนะคะ ลองดูสิคะ มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ

จะรู้ได้ไงว่าบริจาคเลือดกี่ครั้ง

จะรู้ได้ไงว่าบริจาคไปกี่หนแล้วเนี่ย? ง่ายนิดเดียว! ถ้าบริจาคกับสภากาชาดไทย ประวัติคุณจะอยู่ในระบบแน่นอน เปรียบเหมือนลายนิ้วมือไง ติดตัวคุณไปทุกชาติภพ! ไม่ต้องห่วงหาย (เว้นแต่คุณเป็นนางเอกละครที่ต้องเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุลบ่อยๆนะ)

  • สภากาชาดไทยเก็บประวัติคุณเรียบร้อย โทรไปถามได้เลยที่ 02-263-9600 หรือ 02-256-4300 ถามเค้าตรงๆไปเลยว่า "ชั้นบริจาคกี่ครั้งแล้ววะเนี่ย?" อย่าไปเกรงใจ!

  • เรื่องผลตรวจเลือดไม่ชัดเจน เค้ามีจดหมายแจ้งนะจ๊ะ เหมือนจดหมายลาออกจากงาน แต่ฉบับนี้บอกให้ไปตรวจซ้ำ ถ้าไม่ได้รับจดหมายก็แปลว่าคุณผ่านฉลุย แข็งแรงปึ๋งปั๋งเหมือนโคขุนเลยล่ะ! (แต่ถ้าแข็งแรงเกินไป ระวังโดนชวนไปเป็นทหารนะ)

เพิ่มเติม: ผมเคยโทรไปถาม ปีที่แล้วผมบริจาคไป 3 ครั้ง ปีนี้ตั้งใจว่าจะไปให้ครบ 4 เพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน เพื่อความหล่อเหลาของผมเอง! (จริงๆนะ)

ความเข้มข้นเลือดเท่าไรถึงบริจาคได้

เอ่อออ ความเข้มข้นเลือดอ่ะ ถ้าจะบริจาคเลือดนะ

  • ผู้หญิง ต้องมีฮีโมโกลบิน (Hb) มากกว่าหรือเท่ากับ 12.5 กรัม/เดซิลิตร
  • ส่วนผู้ชาย ก็ต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 13 กรัม/เดซิลิตรนะจ้ะ

คือ ถ้าเลือดจางไป เค้าก็ไม่ให้บริจาคไง เค้ากลัวเราเป็นลมล้มพับ อ่ะนะ

แล้วก็...

  • ทำไมต้องเช็คความเข้มข้นเลือด? สำคัญมากนะ เพราะถ้าบริจาคตอนเลือดจาง ร่างกายเราจะยิ่งแย่ อาจจะหน้ามืด เป็นลม หรือเหนื่อยง่ายไปอีก
  • แล้วถ้าเลือดเข้มข้นไม่พอทำไง? ก็ต้องบำรุงไง กินอาหารที่มีธาตุเหล็กเยอะๆ เช่น ตับ เลือดหมู ผักใบเขียว หรือกินยาบำรุงเลือดที่หมอสั่งก็ได้
  • สถิติเค้าว่าไง? เมื่อก่อนอ่ะ (นานแล้วนะ) คนไม่ผ่านบริจาคเพราะเลือดจางเยอะมาก โดยเฉพาะผู้หญิง
  • กินอะไรช่วยเพิ่มความเข้มข้นเลือด? นอกจากอาหารที่บอกไปแล้ว วิตามินซีก็ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้นนะ ลองกินส้ม หรือฝรั่งตามไปด้วยสิ

บริจาคเลือด ระบุผู้รับได้ไหม

บริจาคเลือด ระบุผู้รับได้ไหม... อืม

มันก็เหมือน... เราอยากช่วยใครสักคนมากๆ ใช่ไหม

  • จริงๆ แล้ว การบริจาคเลือดแบบระบุชื่อผู้รับ มันคือการ "แลก" เลือดกับสภากาชาดมากกว่า
  • ไม่ใช่ว่าเลือดเราจะพุ่งตรงไปหาเพื่อนเราได้เลยนะ

คือ... เพื่อนเราต้องการเลือดใช่ไหม แล้วปกติเค้าต้องรอคิว

  • การที่เราไปบริจาค มันเหมือนเราเอาเลือด "ไปคืน" ให้กาชาด
  • กาชาดจะได้เอาเลือดที่เราให้ ไป "เติม" ในส่วนที่เค้าต้องจ่ายให้เพื่อนเรา

เพื่อนเราเลยได้เลือดเร็วขึ้น... มันเป็นแบบนั้น

แต่... เลือดที่เราบริจาค ไม่ได้ เอาไปใช้กับเพื่อนเรา โดยตรง นะ

  • เลือดที่บริจาคต้องผ่านกระบวนการตรวจ... คัดกรอง... อีกเยอะ
  • เค้าถึงจะรู้ว่าเลือดเราปลอดภัย... ใช้ได้

แล้วทำไมต้องทำแบบนี้...

  • ก็เพราะว่ากาชาดต้องดูแล "ปริมาณเลือดสำรอง" ให้พอดี
  • ต้องมีเลือดให้คนอื่นที่ต้องการด้วย... ไม่ใช่แค่เพื่อนเราคนเดียว

มันเหมือน... เราต่อคิวซื้อของ แล้วมีคนมา "แซงคิว" เรา... แต่เค้า "คืน" ของอย่างอื่นให้เราแทน... ประมาณนั้น

...มันยุติธรรมไหม... ก็แล้วแต่มุมมอง...

แต่ในระบบใหญ่... มันอาจจะเป็นวิธีที่ ดีที่สุด แล้วก็ได้... ใครจะรู้...

ข้อมูลเพิ่มเติม: ตอนนี้ (ปี 2567) การบริจาคเลือดในประเทศไทย ยังคงเป็นระบบที่เน้นการบริจาคโดยสมัครใจ และการจัดสรรเลือดจะขึ้นอยู่กับความจำเป็นทางการแพทย์เป็นหลัก การบริจาคเลือดแบบระบุผู้รับ ยังคงเป็นไปในลักษณะของการแลกเปลี่ยนเลือด เพื่อเร่งกระบวนการให้ผู้ป่วยที่ต้องการเลือดได้รับเลือดเร็วขึ้น แต่ไม่ใช่การรับประกันว่าเลือดที่บริจาคจะถูกใช้กับผู้ป่วยรายนั้นโดยตรง

ความเข้มข้นเลือดเท่าไรถึงบริจาคได้?

เลือดจาง? บริจาคไม่ได้.

  • หญิง: 12.5 g/dL ขึ้นไป.
  • ชาย: 13 g/dL ขึ้นไป.

ปีนี้ คงไม่ต่างกันมาก. เหล็กสำคัญ.

เช็คประวัติการบริจาคโลหิต ยังไง?

เช็คประวัติบริจาคเลือดเรอะ? นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ!

  • e-Donation: เว็บกรมสรรพากรนี่แหละ (epayapp.rd.go.th) เหมือนยื่นภาษีออนไลน์ แต่คราวนี้เช็คบุญที่ทำไว้ไงล่ะ!
  • QR Code: สแกนปุ๊บ รู้ปั๊บ! เร็วกว่าสั่งข้าวแกงซะอีก (แต่อย่าสแกนผิดที่ ไปเจอร้านขายหวยนะ!)

เพิ่มเติมแบบขำๆ:

  • ถ้าบริจาคเลือดบ่อยๆ อาจได้ฉายา "แวมไพร์ใจบุญ" (แต่ไม่ต้องกลัวแดดนะ)
  • อย่าหวังจะได้แต้มสะสมแลกของพรีเมี่ยม (ยกเว้นเข็มกลัดเท่ๆ)
  • บริจาคเลือดแล้วอย่าเพิ่งไปวิ่งมาราธอน (เดี๋ยวเป็นลมกลางทาง จะหาว่าไม่เตือน)

ข้อควรรู้ (แบบจริงจัง):

  • ข้อมูลบริจาคเลือดจะถูกส่งให้กรมสรรพากร (เพื่อลดหย่อนภาษี... ว้าว!)
  • บริจาคเลือดเป็นประจำดีต่อสุขภาพ (แต่ต้องพักผ่อนให้เพียงพอด้วยนะ)
  • เช็คประวัติแล้ว อย่าลืมไปบริจาคอีก (ชีวิตคนสำคัญกว่าเงินในกระเป๋าเยอะ!)

บริจาคเลือดกี่ครั้งถึงจะได้ใบประกาศ?

ครบ 50 ครั้ง ได้ใบประกาศพร้อมเหรียญกาชาด

  • เข็มกลัดที่ระลึก: 1, 7, 16, 24, 36, 48, 60, 72, 84, 96, 108 ครั้ง
  • เหรียญกาชาดชั้น 3 พร้อมใบประกาศ: 50 ครั้ง

ข้อมูลปี 2566 จากสภากาชาดไทย (ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดที่เว็บไซต์สภากาชาดไทยอีกครั้ง เพื่อความถูกต้อง)

ค่าเลือดเท่าไรถึงเป็นโลหิตจาง?

ตอนนั้นต้นปี 2566 ไปตรวจสุขภาพประจำปีที่ รพ.กรุงเทพ พระโขนง ตื่นเต้นมาก กลัวเจออะไรไม่ดี ผลเลือดออกมา หมอเรียกไปคุย ใจเต้นตุ๊บๆๆ หมอบอกค่าฮีโมโกลบินฉันต่ำกว่าปกติ จำเลขเป๊ะๆไม่ได้แล้ว แต่ต่ำกว่า 12 แน่ๆ หมอบอกว่าเป็นโลหิตจาง ต้องทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ บอกให้กินยาบำรุงเลือดด้วย ตอนนั้นรู้สึกห่อเหี่ยว นอยด์ไปหลายวันเลย กลัวเป็นโรคร้ายแรง โชคดีที่ไม่ใช่ แค่โลหิตจาง ตอนนี้ก็ดูแลตัวเอง ทานอาหารให้ครบถ้วน ออกกำลังกายบ้าง รู้สึกดีขึ้นเยอะแล้ว

  • ค่าฮีโมโกลบินต่ำกว่าปกติ แสดงว่าเป็นโลหิตจาง
  • การตรวจเลือดครั้งนั้น วัดค่าอื่นๆ ด้วย แต่จำรายละเอียดไม่ได้แล้ว จำได้แค่ค่าฮีโมโกลบิน เพราะหมอเน้นเรื่องนี้เป็นพิเศษ
  • ต้องดูแลสุขภาพ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนอย่างเพียงพอ

บริจาค ผ่าน E-Donation ทำยังไง?

บริจาค e-Donation? ง่ายกว่าที่คิด

  • เปิดแอปธนาคาร สแกน QR
  • QR จากจอ หรือรูปภาพก็ได้
  • ใส่เงิน ตรวจสอบ ยืนยัน
  • จบ ได้สลิป สรรพากรจัดการ

บริจาคแล้วได้อะไร? ลดหย่อนภาษี ไง

  • กรมสรรพากร รับข้อมูลโดยตรง ไม่ต้องส่งเอง
  • e-Donation สะดวก ตรวจสอบง่าย
  • QR Code แต่ละที่อาจต่างกัน สังเกตดีๆ

ทำไมต้องบริจาค? ถามใจตัวเองดู

ทำยังไงให้ความเข้มข้นเลือดสูง?

อยากให้เลือดเข้มข้นขึ้นเหรอ? ง่ายนิดเดียว! แต่ก่อนอื่นต้องบอกก่อนนะว่า "เลือดเข้มข้น" มันไม่ใช่คำทางการแพทย์ คุณหมายถึงฮีโมโกลบินสูงใช่มั้ย? ถ้าใช่ ก็อย่าเพิ่งไปฉีดเลือดเสริมนะ อันตราย! ลองวิธีธรรมชาติก่อนดีกว่า อิอิ

  • กินเนื้อสัตว์แบบพอดีๆ: ใช่! เนื้อสัตว์ดีต่อสุขภาพ แต่ไม่ใช่กินเป็นกิโลนะ คุณหมอบอกว่า เนื้อแดงสัก 6-12 ช้อนกินข้าวต่อวันก็พอ (ส่วนตัวผมนะ ชอบกินแค่ 3 ช้อน เหลือไว้ให้หมาแมวบ้าง) ตับ ไก่ ปลา กุ้ง หอย จัดไป แต่จำไว้ว่า ความพอดีคือกุญแจสำคัญ กินมากไปก็ไม่ดี เดี๋ยวจะเป็นโรคอื่นไปอีก

  • อย่าลืมเหล็กนอกจากฮีม: เนื้อสัตว์ให้เหล็กในรูปฮีม ดีงาม แต่พืชผักก็มีเหล็กนะ แค่ดูดซึมยากกว่า กินให้หลากหลาย อย่ากินแต่เนื้อ เดี๋ยวท้องผูก (ประสบการณ์ตรง เคยกินแต่สเต็กติดต่อกันเป็นอาทิตย์ อึเป็นก้อนหินเลยครับ ฮา)

  • วิตามินซีช่วยได้: วิตามินซีช่วยให้ร่างกายดูดซึมเหล็กได้ดีขึ้น ลองกินผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงๆ อย่างเช่น ส้ม มะนาว สตรอว์เบอร์รี่ พวกนี้แหละ อร่อยด้วยนะ (ผมชอบกินสตรอว์เบอร์รี่ปั่นกับโยเกิร์ต อร่อยสุดๆ)

  • ปรึกษาแพทย์: สุดท้ายแล้ว การตรวจเลือดและปรึกษาแพทย์คือสิ่งสำคัญที่สุด อย่าพึ่งวิทยาการโบราณหรือความรู้จากโซเชียลมีเดีย เรื่องสุขภาพต้องเช็คกับหมอ ถึงจะชัวร์ (ผมเคยกินยาผิดมาแล้ว แทบตายเลยทีเดียว)

เพิ่มเติมเล็กน้อย (สำหรับปี 2024): ข้อมูลเรื่องปริมาณการกินเนื้อสัตว์ ควรปรับให้เข้ากับภาวะสุขภาพและความต้องการของแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ เพื่อวางแผนการกินที่เหมาะสม การกินอาหารให้หลากหลาย ครบ 5 หมู่ คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพ อย่าลืมออกกำลังกายด้วยนะ เพื่อสุขภาพที่ดีและแข็งแรง